การคาดการณ์จากหลายหน่วยงานทั่วโลก รวมถึงองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก WMO บ่งชี้ว่า หน้าร้อนปีนี้จะร้อนมากขึ้น และจะร้อนและแล้งนานกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ Unicef ต้องออกมาเตือนผู้ปกครองถึงโอกาสความเสี่ยงที่เด็กๆ จะต้องเผชิญกับภาวะความร้อนนี้
องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ Unicef ระบุว่าเด็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ราว 243 ล้านคนอยู่ในความเสี่ยงด้านสุขภาพจากอุณหภูมิที่ร้อนระอุและความชื้นที่สูงขึ้นด้วย พร้อมกันนี้ยังเตือนถึงคลื่นความร้อนที่จะพัดผ่านหลายประเทศในปีนี้
“เด็กๆ มีความเปราะบางมากกว่าผู้ใหญ่ ความร้อนสูงสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เราต้องระวังมากขึ้นในช่วงหน้าร้อนปีนี้ และช่วยกันปกป้องเด็กๆ และชุมชนที่เปราะบางจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบอื่นๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” คำเตือนจาก Debora Comini ผู้อำนวยการ Unicef ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
อ่านเพิ่มเติม: เคล็ด (ไม่) ลับ สู่การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ
ทำไมเด็กถึงเปราะบางกว่าผู้ใหญ่
คลื่นความร้อนส่งผลกระทบต่อเด็กๆ มากกว่าผู้ใหญ่เพราะร่างกายเด็กยังไม่สามารถควบคุมหรือจัดการอุณหภูมิได้เท่าผู้ใหญ่ เด็กเล็กยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตสูงขึ้นอีก อย่างเช่นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด และโรคหลอดเลือดหัวใจ และการที่ต้องนั่งอยู่ในสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานานจะส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ด้วย
นอกจากนี้ ความร้อนแบบสุดโต่งยังมีผลทำให้แม่ตั้งครรภ์เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานหรือถึงขนาดคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย และอาจทำให้เด็กที่เกิดใหม่มีปัญหาสุขภาพตามมา
ความชื้นคือปัจจัยสำคัญ
อุณหภูมิสูงขึ้นทั่วโลกก็จริง แต่สภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความรุนแรงมากกว่าพื้นที่อื่นเพราะมีปัจจัยเรื่องระดับความชื้นสูงด้วย เพราะเมื่อมีความชื้นในอากาศสูง ก็จะส่งผลกระทบต่อกลไกการปรับอุณหูมิในร่างกาย
การวิเคราะห์ล่าสุดโดย Unicef ระบุว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก ซึ่งนำไปสู่การปิดโรงเรียน การขาดแคลนน้ำ และความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็ก
เดือนตุลาคมปีที่แล้ว พายุหมุนเขตร้อนพัดถล่มประเทศ Vanuatu ส่งผลให้เด็กๆ มากกว่า 43,000 คนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้เกิดภัยแล้งยืดเยื้อใน Kiribati และ Tuvalu ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์สั่งงดการเรียนที่โรงเรียนเพราะอุณหภูมิที่สูงมากขึ้นจนมีความเสี่ยงที่เด็กๆ อาจเกิดอาการโรคลมแดดหรือ heatstroke
Unicef คาดว่าภายในปี 2050 ไม่ว่าประชาคมโลกจะสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำได้หรือไม่ จะมีเด็กทั้งหมดถึงกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกที่ต้องสัมผัสกับคลื่นความร้อนสูงบ่อยขึ้น
เตรียมตัวรับมือ
Unicef แนะนำว่ามีขั้นตอนหลายอย่างที่ผู้ปกครองสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากความร้อนที่มีต่อเด็ก ๆ ได้
- การป้องกัน: ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเที่ยงวันและช่วงบ่าย ให้เด็กๆ สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และดื่มน้ำตลอดทั้งวัน
- การปฐมพยาบาล: ถ้าสังเกตเห็นเด็กหรือหญิงมีครรภ์เริ่มมีอาการเครียดจากความร้อน เช่น เวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ มีไข้เล็กน้อย เลือดกำเดาไหล ปวดกล้ามเนื้อ หรือผื่นแดงบริเวณผ้าอ้อม ให้รีบนำพาเข้าพื้นที่ในร่มและมีอากาศถ่ายเท ให้นำผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตามตัวเพื่อลดอุณหภูมิ และให้ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือน้ำเปล่า หากมีอาการรุนแรงเช่น มีความสับสนหรือไม่สามารถตอบสนอง เป็นลม อุณหภูมิร่างกายสูง หัวใจเต้นเร็ว อาการชัก และหมดสติ จำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
- ดูแลเพื่อนบ้าน: ครอบครัวที่มีความเปราะบางทางสังคม มีเด็กที่มีความพิการ มีสตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ จะเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในช่วงคลื่นความร้อน อย่าลืมที่จะสอบถามความเป็นอยู่ดีของเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ตามลำพัง
Topics




