ตั้งแต่การออกกำลังกาย ไปจนถึงอาหารเพื่อสุขภาพ ตลาดเพื่อสุขภาพของโลกกำลังตื่นตัวอย่างมากในปีนี้ และไม่ใช่แค่ความต้องการแบบผิวเผิน แต่ต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วย
ผลการสำรวจโดย McKinsey เผยว่า มี 6 ด้านที่คน Gen Z และ millennial ยอมเสียเงินเพื่อสุขภาพมากกว่าคนรุ่นก่อน ได้แก่ ภาพลักษณ์ สุขภาพ การออกกำลังกาย โภชนาการ การนอน และสุขภาพใจ อย่างการนั่งสมาธิหรือการบำบัดด้วยวิธีต่างๆ จนทำให้ตลาด wellbeing ของโลกเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 64 ล้านล้านบาท
ข้อมูลยังระบุอีกว่าผู้บริโภคมีความคาดหวังว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจะต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและมีวิทยาศาสตร์สนับสนุน รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการและมีคุณภาพ
ปีนี้ นอกจากผู้เชี่ยวชาญจะบอกว่าเป็นปีของผู้หญิงแล้ว ยังมีเทรนด์ผู้บริโภคเกี่ยวกับสุขภาพอีกหลายเทรนด์ที่น่าจับตา โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น Tatler ได้รวบรวมเทรนด์ wellbeing ต่อไปนี้ ที่ช่วยบ่งบอกแนวโน้มตลาดสุขภาพที่ยิ่งจะทวีความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
อ่านเพิ่มเติม: เรื่องไมเกรนที่ผู้หญิงต้องอ่าน เมื่อฮอร์โมนมีผลกับความรุนแรงของอาการ
ดูแลสุขภาพด้วยตัวเองที่บ้าน
การที่เราต้องดูแลตัวเองในช่วงโควิดระบาด ส่งผลให้ผู้คนทั่วโลกเริ่มหันกลับมามองและให้ความสนใจการดูแลตัวเองเกี่ยวกับโรคอื่นๆ ที่บ้านด้วย เช่น การตรวจเช็กว่าร่างกายได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุเพียงพอหรือไม่ หรือการวัดระดับคอเลสเตอรอลด้วยตัวเองที่บ้าน
หลายคนมองว่านี่คือความสะดวกสบายที่ไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ ใช้เวลาน้อย และทดสอบได้บ่อย ล่าสุดมีรายงานว่า 35 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคในประเทศจีนเลือกที่จะทำการทดสอบเองที่บ้านมากกว่าการไปพบแพทย์ เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรที่การตรวจเช็กสุขภาพบางอย่างด้วยตัวเองกำลังเป็นที่สนใจเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังลังเลกับวิธีการตรวจเช็กสุขภาพด้วยตัวเองแบบนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการพบแพทย์มากกว่า หรือบางคนไม่มั่นใจการอ่านผลอุปกรณ์ที่ตรวจด้วยตัวเอง

Above การตรวจเช็กสุขภาพด้วยตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยียุคใหม่
ยุคใหม่ของไบโอเมตริกซ์ (biometrics)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปกรณ์ไบโอเมตริกซ์เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนาฬิกาในยุคสมัยนี้ไม่ใช่แค่นาฬิกาหรือโทรศัพท์ไม่ได้มีไว้แค่ใช้สื่อสารอีกต่อไป แต่มีฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากกว่านั้น โดยเฉพาะด้านการดูแลสุขภาพ ปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ไบโอเมตริกซ์ได้ด้วย เช่น การนับก้าวเดินของผู้ใช้งานในแต่ละวัน การนับจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญ การใช้เซ็นเซอร์เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณภาพการนอนหลับ หรือเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่องซึ่งสามารถติดไว้ที่ด้านหลังแขนของผู้ใช้
จากผลสำรวจ ผู้บริโภคที่มีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่แล้ว พบว่าพวกเขาใช้อุปกรณ์บ่อยมากขึ้น และส่วนมากพร้อมที่จะเปิดรับการใช้ gadget ใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่าตลาดสินค้าอุปกรณ์ไบโอเมตริกซ์แบบที่สวมใส่ได้จะยังคงเติบโตต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นความกังวลคือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้ เป็นโจทย์ว่าแบรนด์ต่างๆ จะทำอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
อาหารเพื่ออายุยืนยาว
นอกจากการหมั่นตรวจเช็กสุขภาพร่างกายแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าปี 2024 จะเป็นปีที่ผู้คนเริ่มใส่ใจโภชนาการเพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างจริงจัง และเทรนด์หนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ blue zone diet คือพฤติกรรมการบริโภคของคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีอัตราการเป็นโรคเรื้อรังต่ำกว่าและมีอายุยืนยาวขึ้น
การศึกษาพบว่า คนที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ เน้นบริโภคอาหารที่ไม่แปรรูป และเน้นจากพืชเป็นส่วนใหญ่ บางรายงานลงละเอียดถึงว่าเป็นการบริโภค “อย่างมีสติ” จะไม่กินจนอิ่มท้อง และจะหยุดมื้อนั้นเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว 80%
ประเทศที่อยู่ในโซนสีน้ำเงินนี้ ได้แก่ อิตาลี กรีซ ญี่ปุ่น คอสตาริกา และบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบอัตราการเกิดของโรคเรื้อรังที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าควรมีการศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนใน blue zone มากขึ้น เพราะคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจำกัดโรคหลายชนิด และแน่นอนว่าส่งผลให้ผู้คนมีอายุที่ยืนยาวขึ้นด้วย

Above การตรวจเช็กสุขภาพด้วยตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยียุคใหม่
ปัญญาประดิษฐ์ช่วยตัดสินใจ
เทคโนโลยีถูกพัฒนาให้มีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้นจนยากที่จะหลีกเลี่ยง หนึ่งในนั้นคือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงการช่วยตัดสินใจออกแบบแผนสุขภาพส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตารางการออกกำลังกาย หรือการดูแลโภชนาการ
การคำนวณแผนโภชนาการอย่างแม่นยำกลายเป็นเทรนด์ที่เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนรักสุขภาพ กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยหลายคนตัดสินใจว่าแต่ละมื้อจะบริโภคอะไร
การคำนวณข้อมูลมากมายจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเราใช้ AI และจะนำไปสู่การสร้างอัลกอริทึมที่ให้คำแนะนำด้านโภชนาการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในแต่ละระดับได้ด้วย วงการการแพทย์และโภชนาการเริ่มเข้าใจถึงพลังของความแม่นยำนี้มากขึ้น และอาจส่งผลให้ผู้คนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็วขึ้นด้วย




