Tatler+
Tatler Singapore ชวนพี่น้องอินฟลูเอนเซอร์คนดัง Willabelle และ Ryan Ong เดินทางลัดฟ้าสู่ดินแดนแห่งคาบสมุทรไอบีเรีย เพื่อรื่นรมย์ไปกับการพักผ่อนสุดหรูกลางป้อมปราการเหนือยอดเขา จิบไวน์ชั้นเลิศพร้อมวิวมหาสมุทรสีฟ้าคราม และลัดเลาะตามรอยตำนานแสนยิ่งใหญ่ของสเปน ทั้งสถาปนิกระดับโลก Antoni Gaudí, สุดยอดศิลปินแนวเซอร์เรียลลิสต์ Salvador Dalí และเชฟสามพี่น้องตระกูล Roca กับทริปการเดินทางที่เรียกได้ว่าไม่มีครั้งใดเหมือน
ฤดูร้อนของสเปนปีนี้ช่างยาวนาน ด้วยระยะเวลา 93 วันกับอีก 16 ชั่วโมงนั้น เท่ากับสามเดือนเต็มของวันพักผ่อนริมชายหาดท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า เรื่อยไปจนถึงยามเย็นที่พระอาทิตย์ตกดินเมื่อเวลาสามทุ่มครึ่ง ที่เราจะได้จิบคาวาแสนสดชื่นริมระเบียงเหนือย่านถนนอันคึกคักจอแจ หรือบนรูฟท็อปสักที่ พร้อมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมมากมายที่ตอบโจทย์ทั้งเหล่าผู้ที่ชื่นชอบสีสันวัฒนธรรมและคนที่อยากออกสเต็ปเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองซัมเมอร์กันตลอดทั้งคืน ไล่ไปตั้งแต่แคว้นกาตาลุญญา ไปจนถึงมายอร์กา และอิบิซา
ประสบการณ์ความรื่นรมย์เช่นนี้ ไม่ว่ามองมุมไหนก็ช่างเหมือน ‘ฝันนิรันดร์แห่งเมดิเตอร์เรเนียน’ ที่ Tatler Singapore ได้มีโอกาสไปสัมผัสพร้อมดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นสเปนในทุกตารางนิ้ว ในทริปสุดพิเศษตลอดเจ็ดวันร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์สองพี่น้อง Willabelle (วิลลาเบล) และ
Ryan Ong (ไรอัน ออง)
อ่านเพิ่มเติม: 5 ภาพยนตร์ กับ 5 สถานที่ได้แรงบันดาลใจจาก Wes Anderson
บาร์เซโลน่า นครแห่งขุมทรัพย์ล้ำค่า
เมืองหลวงอย่างบาร์เซโลนาได้รับการขนานนามเป็นไข่มุกแห่งเมดิเตอร์เรเนียน ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นเท่าไหร่ มหานครแห่งนี้ก็ยิ่งมีชีวิตชีวามากขึ้น ด้วยแง่มุมที่หลากหลายและน่าสนใจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นย่านศิลปะและแสงสียามค่ำคืน สิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรม ถนนช้อปปิ้ง ไปจนถึงธรรมชาติเขียวชอุ่มของเนินเขาที่เผยเส้นทางสู่ไร่องุ่นอันสวยงามตื่นตาในแถบชานเมือง
She’s the Grande Dame
สถานที่แห่งนี้เคยให้การต้อนรับสุดยอดศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาแล้วมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเราถึงต้องมาเช็กอินที่ El Palace Hotel Barcelona เป็นจุดหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Willabelle ไม่ได้เป็นเพียงครีเอทีฟสายดิจิทัล แต่ยังเป็นศิลปินที่ถนัดศิลปะการวาดภาพบนผืนผ้าใบด้วย ขณะที่ Ryan น้องชาย เป็นทั้งคอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้หลงใหลด้านโหราศาสตร์ และผู้คอยสร้างสีสันความสนุกสนานตลอดทริปนี้
โรงแรม El Palace Hotel Barcelona ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน Gran Via เปรียบเสมือน Grande Dame แสนสง่างามที่สะท้อนประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยของบาร์เซโลนาอย่างชัดเจน กับโครงสร้างสถาปัตยกรรมสไตล์บาโรกอันโดดเด่น โรงแรมแห่งนี้นำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูหราที่ไม่มีที่ใดเหมือน ลองจินตนาการทางเดินที่ประดับประดาด้วยเสาหินอ่อนและโคมไฟระย้าที่ส่องแสงระยิบระยับพร่างพราว นำไปสู่ลานอันโอ่โถงตกแต่งตามแบบศิลปะสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 รวมถึงบาร์ชั้นใต้ดินอย่าง Bluesman ที่ขับกล่อมบรรดาแขกผู้มาเยือนด้วยโชว์ดนตรีแจ๊สสด, Amar Barcelona ร้านอาหารตำรับคาตาลันที่รังสรรค์โดยอดีตหัวหน้าเชฟแห่งร้านอาหารระดับโลก El Bulli อย่างเชฟ Rafa Zafra ไปจนถึงสวนดาดฟ้าขนาดใหญ่กว่า 1,500 ตารางเมตร ที่แขกจะได้สัมผัสพันธุ์ไม้แปลกตาหายาก ตกแต่งด้วยน้ำพุ ซุ้มไม้เลื้อย และสระว่ายน้ำที่มาพร้อมวิวตระการตา
ห้องพักทั้ง 120 ห้องของโรงแรมได้รับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย โดยเฉพาะห้องสวีทที่ Willabelle และ Ryan Ong เข้าพัก มีมุมระเบียงที่ลมพัดโปร่งสบาย เปิดรับทิวทัศน์บ้านเรือนผู้คนในบาร์เซโลนาที่ตั้งเรียงรายเคียงข้างโบสถ์และมหาวิหารดั่งฉากสุดอลังการในภาพยนตร์

Above โรงแรม El Palace Hotel Barcelona

Above สองพี่น้อง Willabelle และ Ryan Ong พักผ่อนในบรรยากาศหรูหราของโรงแรม El Palace Hotel Barcelona
สถาปัตยกรรม Gaudí ที่หยั่งรากลึก
อีกหนึ่งสายใยสำคัญที่ถักทออัตลักษณ์ความเป็นเมืองให้กับบาร์เซโลนาคือ ผลงานสถาปัตยกรรมอันเลื่องชื่อของ Antoni Gaudí สถาปนิกคนสำคัญของสเปน การออกแบบที่สะท้อนวิสัยทัศน์กว้างไกลของเขา ประกอบด้วยรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ ภาพโมเสกสีสันจัดจ้าน พาเลตต์สวยงามและสัญลักษณ์รูปทรงไม้กางเขนที่ล้วนสะท้อนนิยามภูมิทัศน์ด้านสถาปัตยกรรมของบาร์เซโลนาได้เป็นอย่างดี
แม้เวลานั้นเราจะอยู่ท่ามกลางแลนด์มาร์กวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่มากมาย อย่างมหาวิหาร Sagrada Familia และอาคาร Casa Batlló เรากลับมุ่งหน้าตรงไปที่จุดหมายที่มีผู้คนบางตากว่าอย่าง Torre Bellesguard
อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 1909 ถ่ายทอดเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมของ Gaudí ที่ผสมผสานสไตล์กอธิกและโมเดิร์นนิสต์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว รวมถึงสะท้อนความเคารพของเขาที่มีต่อวัฒนธรรมคาตาลัน เหตุผลที่ดึงดูดใจให้ Gaudí ตัดสินใจซื้อและรื้อสร้างอาคารนี้ใหม่ ไม่ใช่แค่เพียงเพราะความสวยงามของโบสถ์นี้เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะประวัติความเป็นมาแสนพิเศษด้วย โดยในช่วงปี 1400s อาคารหลังนี้เคยเป็นพระราชวังที่สร้างโดย Martin I el Humano กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักร Aragon ผู้ทรงจัดพระราชพิธีเสกสมรสกับพระราชินีของเขา ณ สถานที่แห่งนี้โดยมีสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 8 และนักบุญ San Vicente Ferrer ร่วมเป็นสักขีพยาน
ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร Gaudí ได้เก็บรักษาบางส่วนของพระราชวังยุคกลางไว้และต่อเติมส่วนที่เป็นอาคารเรือนพักและหอคอย และทำสวนสวยล้อมรอบ ปีกด้านข้างหอคอยมีต้นสนไซเปรส ราชาแห่งอาณาจักรต้นไม้ที่อายุยืนยาวกว่าพันปี ยืนต้นค้ำตระหง่านเรียงเป็นแนวยาว ชูใบสีเขียวเด่น ลำต้นแข็งแรงและรากที่หยั่งลึกลงดิน เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งชีวิตอมตะ สัญลักษณ์รูปทรงไม้กางเขนของ Gaudí เองก็ได้แรงบันดาลใจจากโคนต้นสนไซเปรสเช่นกัน โดยแขนทั้งสี่ข้างของไม้กางเขนชี้ไปทิศหลักทั้งสี่ทิศ ส่วนแขนที่ห้าชี้ขึ้นไปบนฟ้า
รายละเอียดการตกแต่งภายในของอาคารเน้นสร้างพื้นที่ให้สว่างสดใสและเปิดโล่ง คล้ายกับสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ คลุมด้วยผนังกระเบื้องสีสดใส และซุ้มโค้งสไตล์คลาสสิกอันเปรียบเสมือนลายเซ็นของ Gaudí ตรงกันข้ามกับเปลือกอาคารด้านหน้าที่เป็นศิลปะสไตล์ดาร์กกอธิกอย่างสิ้นเชิง
รสชาติแห่งบาร์เซโลนา
ร้าน Restaurant Caelis ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นลอยของโรงแรม Hotel Ohla Barcelona ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงศิลปะความเชี่ยวชาญด้านอาหารของ Romain Fornell เชฟที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าหนึ่งมิชลินสตาร์ในฝรั่งเศสบ้านเกิดมาครอง และยังเป็นเชฟผู้เดียวในตอนนี้ที่คว้ารางวัลมิชลินสตาร์ทั้งในฝรั่งเศสและสเปน แนวทางการรังสรรค์อาหารของเขาเฉลิมฉลองให้กับตำรับอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่นำเสนอออกมาได้อย่างวิจิตรตระการตา
ศิลปะสไตล์นีโอคลาสสิกถูกถ่ายทอดผ่านเทสติ้งเมนูของเชฟ เริ่มต้นด้วยอาหารชิ้นพอดีคำที่จัดแต่งจานมาอย่างสวยงาม กับเมนูปลาหมึกกรอบมิโสะ, ซูเฟล่มันสำปะหลังและเห็ด, ทาร์ตเล็ทคาเวียร์กับไข่แดงเค็ม และ pâté en croûte พายเนื้อรสชาติเข้มข้น ต่อด้วยซุปข้นมันฝรั่งและต้นหอม vichyssoise โรยด้านบนด้วยคาเวียร์ ที่เสิร์ฟแบบเย็นพร้อมน้ำแข็งขนาดเท่าฝ่ามือ
“เป็นรสชาติที่เรียบง่ายทว่ากลมกล่อม และสูตรอาหารฉบับท้องถิ่นก็ถูกนำมาตีความใหม่ได้อย่างมีชั้นเชิง” Willabelle บรรยายความรู้สึกระหว่างที่เรากำลังเพลิดเพลินกับเมนูมักกะโรนี ล็อบสเตอร์และฟัวกราส์ของร้าน Restaurant Caelis ที่มาพร้อมซุปหัวเซเลอรี่ เพิ่มรสชาติกลมกล่อมอูมามิ ตัดกับความเลี่ยนของล็อบสเตอร์
แต่ละจานจับคู่กับไวน์เลิศรสที่นำพืชผลท้องถิ่นของสเปนมาบ่มหมัก เมนูเด่นที่ได้รับการปรุงมาอย่างเชี่ยวชาญจานแล้วจานเล่าถูกทยอยนำออกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ทั้งกุ้งแดงจาก Palamòs ราดซอส beurre blanc ที่ทางร้านแนะนำให้เคี้ยวหางกุ้งที่ทอดจนสุกกรอบอย่างเอร็ดอร่อย, ปลากระบอกแดงย่างกับบุยยาเบสและสาหร่ายโนริทอดกรอบที่ตกแต่งจานสวยงามราวชิ้นงานศิลปะ
“ฉันไม่รู้เลยว่าจะมีที่ว่างในกระเพาะเหลือพอสำหรับของหวานไหมนะ” Willabelle บอก หลายคนอาจไม่รู้ว่าเธอเป็นคนชื่นชอบอาหารและรับประทานเก่งมาก แม้จะพูดแบบนั้น แต่เมื่อเมนูของหวานที่มาพร้อมธีมต้นไม้และได้รับการจัดแต่งจานอย่างประณีตสวยงามถูกยกมาเสิร์ฟ พวกเราก็รู้สึกหิวขึ้นมาใหม่ทันทีราวกับมีกระเพาะแยกส่วน เพื่อลิ้มรสเมนู ‘cherry tree, sherry cask’ ที่จัดเสิร์ฟคู่กับชีสคาตาลันและขนม petit fours ชิ้นเล็กๆ

Above รูฟท็อปบาร์ของโรงแรม Ohla Barcelona
เมื่อเพลิดเพลินกับช็อกโกแลตจนถึงคำสุดท้าย นาฬิกาก็บอกเวลาสี่ทุ่มพอดี แต่ดวงอาทิตย์ที่สเปนเพิ่งจะคล้อยตกดินเท่านั้น เป็นสัญญาณว่าเราน่าจะไปแวะต่อที่อื่นกันอีกสักหน่อย
“ไปนั่งดื่มปิดท้ายคืนนี้กันสักหน่อยดีไหมครับ” Ryan ถามชักชวนขึ้นมา นอกจากชื่นชอบนาฬิกาแล้ว เขายังชอบไวน์ชั้นดี รวมถึงสปิริตและคราฟต์ค็อกเทลด้วย และคงไม่มีที่ไหนเหมาะกับการไปจิบเครื่องดื่มเบาๆ ยามค่ำคืนพร้อมดื่มด่ำช่วงเวลาแห่งแสงสุดท้ายของวัน มากไปกว่ารูฟท็อปของโรงแรม Hotel Ohla Barcelona อีกแล้ว
เมื่อผลักบานประตูกระจกเปิดสู่ชานเทอร์เรซ เราก็ได้รื่นรมย์กับวิวเมืองบาร์เซโลนาแบบ 360 องศา ที่ด้านหนึ่งเราได้เห็นมหาวิหาร ทะเลที่ส่องแสงระยิบระยับ และภูเขา Tibidabo ในระยะสายตา ขณะที่อีกด้านเป็นถนนแสนคึกคักวุ่นวายของย่าน Ciutat Vella และรูฟท็อปที่สีสันครึกครื้นไม่แพ้กัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยเมื่อฤดูร้อนเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และทุกคนก็พากันออกมาใช้เวลาดีๆ เพื่อสัมผัสสายลมของหน้าร้อน
เราเลือกที่นั่งเป็นเก้าอี้ทรงสูงริมสระกระจกตรงกลาง พลางจิบเมนูซิกเนเจอร์ค็อกเทลของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น frambuesa y pimienta ที่มีเตกิล่าเป็นส่วนผสมหลัก หรือ Fundador Supremo เมนูเนโกรนีทำจากบรั่นดี sherry cask ระหว่างดื่มด่ำโมเมนต์ดีๆ ยามค่ำคืนของบาร์เซโลนา
อ่านเพิ่มเติม: รวมแบรนด์เครื่องดื่มจากคนดัง ที่คุณอาจไม่เคยรู้
สปิริตที่เปี่ยมสีสัน
ยามหน้าร้อนที่สเปน ช่วงเวลากลางวันช่างแสนยาวนาน ซึ่งเราก็ได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดินทางออกจากใจกลางเมืองบาร์เซโลนาไปยังหุบเขา Penedes เพื่อเที่ยวชม Codorniu Caves ผู้ผลิตสปาร์กกลิ้งไวน์ของสเปนอย่างคาวาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ
ภายในห้องเก็บไวน์เก่าแก่เหล่านี้ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1551 คือพื้นที่โถงแสนกว้างใหญ่หลายห้อง รวมถึงอุโมงค์ใต้ดินความยาวกว่า 30 กิโลเมตรที่โค้งวนราวเขาวงกตที่ไวน์นับไม่ถ้วนถูกแช่ไว้ในอุณหภูมิความเย็นที่พอดิบพอดีและไร้แสงสว่างส่องถึง เราเข้าชมพร้อมไกด์ทัวร์ ทั้งเดินเท้าและนั่งรถไฟขบวนน้อย เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการอันสลับซับซ้อนของการผลิตคาวา จากเมล็ดองุ่นสู่ไวน์ รวมถึงมรดกวัฒนธรรมในการทำไวน์อันเปี่ยมเสน่ห์ของแคว้นกาตาลุญญา ก่อนชิมคาวาระดับพรีเมียมของที่นี่ อาทิ Codorníu Ars Collecta Grand Rosé คาวาที่ผสมผสานองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ เช่น pinot noir ที่เก็บเกี่ยวมาจากไร่ไวน์ในแถบ Segria และ Codorníu Blanc de Blancs Reserva ที่รังสรรค์ขึ้นจากองุ่นสายพันธุ์ chardonnay จนได้สปาร์กกลิ้งไวน์ที่มีพรายฟอง ผสานผลไม้อย่างพีชและน้ำผึ้งอย่างกลมกลืนพร้อมโน้ตของบริออชและถั่ว และให้รสสัมผัสครีมนวลในตอนท้าย
“รสชาติและความสดชื่นของคาวานั้นยอดเยี่ยมมาก มันมีความซับซ้อนอันลึกซึ้งซ่อนอยู่ในรสชาติ และกรรมวิธีการผลิตไวน์แบบดั้งเดิมที่นำมาใช้ ผสมผสานผลไม้ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อดึงเอาความกลมกล่อมออกมาพร้อมโน้ตอื่นๆ ในเครื่องดื่ม ก็น่าทึ่งมาก โดยเฉพาะพรายฟองชั้นเลิศเหล่านั้น ยิ่งทำให้คาวาของที่นี่เป็นสุดยอดประสบการณ์ของการดื่มเลยครับ” Ryan กล่าว
จากนั้นเราได้ไปชานระเบียงของบ้านหลังดั้งเดิมของตระกูล Codorniu เพื่อชมวิวทิวทัศน์อันกว้างใหญ่สุดสายตาของไร่องุ่นเบื้องหน้า ก่อนแวะรับประทานมื้อเที่ยงที่ La Torre de Codorniu ร้านอาหารแบบเอาท์ดอร์ของที่นี่ ที่เสิร์ฟเมนูต้นตำรับของสเปนที่เรียบง่าย แต่มาพร้อมรสชาติชั้นเยี่ยม ปรุงด้วยวัตถุดิบสดใหม่ที่สุด และใช้เวลาในการทำอย่างพิถีพิถัน

Above Willabelle และ Ryan Ong ช้อปปิ้งที่ La Roca Village

Above The Apartment โซนไพรเวทสุดชิคเป็นแห่งแรกที่จัดไว้ให้กับลูกค้าระดับท็อปที่ La Roca Village
หลังได้เพลิดเพลินและปลุกความสดชื่นด้วยคาวา ก็ถึงเวลาของการช้อปปิ้ง การท่องเที่ยวสเปนแนะนำ La Roca Village แหล่งช้อปปิ้งสำคัญที่เราไม่ควรพลาด ที่นี่มีช็อปแบรนด์ดัง ทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ระดับโลกกว่า 150 ร้าน ที่ไม่ใช่เพียงเป็นขุมทรัพย์ของไอเท็มตัวโปรดจากซีซั่นที่ผ่านๆ มาในราคาที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ที่เราจะได้เยียวยาใจไปกับการช้อปปิ้ง รวมถึงลิ้มรสชาติไวน์ อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ผู้มาเยือน La Roca Village จะมีโอกาสได้เที่ยวตามรอยสีสันวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อุทิศให้กับ Gala ภรรยาผู้เป็นแรงบันดาลใจของ Salvador Dalí สุดยอดศิลปินแนวเซอร์เรียลลิสต์ของสเปน ผ่านนิทรรศการที่จัดขึ้นร่วมกับมูลนิธิ Gala-Salvador Dalí Foundation เพื่อไขเรื่องราวและแง่มุมความเป็นตำนานอันโด่งดังของ Gala ผ่านคอลเล็กชั่นแฟชั่นส่วนตัวของเธอ นิทรรศการซึ่งจัดแสดงที่ La Roca Village ใน Púbol Castle บ้านของเธอ ผ่านการตีความโดยศิลปินร่วมสมัยอย่าง Carla Fuentes และ Jordi Bernadó
เมื่อมาถึงที่ La Roca Village เราจะพบกับ The Apartment โซนไพรเวทสุดชิคเป็นแห่งแรกที่จัดไว้เพื่อให้ลูกค้าระดับท็อปได้พักผ่อน จนถึงการพรีวิวสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษ หรือปรึกษาผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัว Willabelle สนุกสนานกับการได้ลองลุคใหม่ๆ จากแบรนด์ ตั้งแต่ Sandro ไปจนถึง Missoni ก่อนที่สองพี่น้องจะออกไปเดินสำรวจทั่วๆ เอาท์เล็ตกลางแจ้งแห่งนี้
Girona เมืองต้นกำเนิดความสร้างสรรค์
“รู้ไหมคะว่าศิลปินอย่าง Dalí เกิดในแถบภูมิภาคนี้” ไกด์สาวเก่งของเรา Veronica ถามขึ้นระหว่างทางที่เรานั่งรถออกจากบาร์เซโลนา ศิลปินอย่าง Dalí ผู้มีชื่อเสียงและส่งอิทธิพลสำคัญต่อศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสต์มาจนถึงทุกวันนี้ เกิดที่ Figueres ในเมือง Girona
“นอกจากชาวสเปน มีน้อยคนนักที่รู้ว่าเขาเกิดที่เมืองนี้ แต่ Girona ก็เรียกได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางวัฒนธรรมจริงๆ และเป็นบ้านเกิดของบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกที่เป็นชาวสเปนอยู่หลายคน ทั้ง Salvador Dalí และเชฟสามพี่น้องตระกูล Roca อย่าง Joan, Josep และ Jordi” เธอเล่าเสริม
สามพี่น้อง Roca ช่วยให้ Girona เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกหลังจากพวกเขาเปิดร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ El Celler de Can Roca โดยนำเอาอาหารสไตล์คาตาลันมารังสรรค์เป็นเมนูร่วมสมัยสุดสร้างสรรค์ที่ช่วยกำหนดนิยามความเป็นอาหารโมเดิร์นในแบบฉบับของสเปน ปัจจุบันเชฟสามพี่น้องได้ขยายเครือธุรกิจไปสู่แวดวงอื่นๆ อาทิ Casa Cacao โรงแรมบูติกแนวมัลติคอนเซ็ปต์ที่มีร้านผลิตช็อกโกแลตในตัว และร้านไอศกรีมชื่อดังระดับโลกอย่าง Rocambolesc ที่ Willabelle และ Ryan ได้หยุดแวะลิ้มลองไอศกรีมแสนหวานของร้านระหว่างเดินเที่ยวชมความงดงามของเมือง Girona
ขณะที่เราเดินสำรวจกลิ่นอายศิลปะยุคกลางของเมืองนี้ เราได้ข้ามสะพาน Pont de les Peixateries Velles หรือที่รู้จักกันในชื่อสะพาน Eiffel Bridge ซึ่งออกแบบโดย Gustave Eiffel สะพานนี้ทอดยาวเหนือแม่น้ำ Onya เผยให้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามดังภาพวาดของหมู่อาคารบ้านเรือนสีสันสะดุดตาและโครงสร้างสถาปัตยกรรมสไตล์กอธิกของเมือง จากจุดนี้เราได้ดื่มด่ำกับภาพมหาวิหาร Girona Cathedral ที่อยู่ตรงหน้าแบบเต็มสายตา ก่อนจะเดินผ่านตรอกถนนแคบๆ เพื่อเดินขึ้นบันได และต้องตื่นตะลึงกับความสวยงามของเปลือกอาคารด้านหน้ามหาวิหารที่ประดับประดาด้วยรูปปั้นนักบุญทั้งเก้าองค์ ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของเทวดาที่คอยพิทักษ์คุ้มครองโบสถ์แห่งนี้
อีกหนึ่งเกร็ดความรู้สนุกๆ ที่เราได้เรียนรู้จากการเดินสำรวจเสน่ห์ความงดงามของเมืองครั้งนี้ คือบางส่วนของเมือง Girona ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำมหากาพย์ซีรีส์ทางโทรทัศน์อย่าง Game of Thrones ด้วย โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมและวัดวาอารามจากสมัยยุคกลาง เช่นมหาวิหารแห่งนี้ รวมถึงวัด Sant Pere de Galligants Monastery
The Roca Effect
หลังเดินเที่ยวรอบๆ เมืองแบบจุใจจนถึงช่วงบ่ายคล้อยเย็น ก็ได้เวลาที่เราจะหยุดพักสักเล็กน้อยกับอีกหนึ่งจุดหมายที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของเมือง Girona พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดหรูหรา
เรานั่งรถผ่านวิวสวยๆ ของเมืองสู่ป้อมปราการขนาดใหญ่เหนือยอดเขา Sant Metges เมื่อมองจากนอกหน้าต่างรถยนต์ ฉากที่เห็นตรงหน้าราวกับเรากำลังเดินทางเข้าสู่คฤหาสน์ที่ตัวละครเอกอย่างนักสืบเจมส์ บอนด์ ใช้เป็นแมนชั่นที่หลบพักแบบหรูหราอลังการ
“ยินดีต้อนรับสู่ Hotel Esperit Roca ครับ” พนักงานชายหนุ่มในชุดสูทกล่าวกับเราขณะที่ให้การต้อนรับและเชิญเราให้ไปนั่งที่โซฟา Roche Bobois ตัวใหญ่ในล็อบบี้ที่ตกแต่งคล้ายห้องนั่งเล่น และหันเข้ามุมแนวกระจกที่เปิดรับวิวทิวทัศน์ได้แบบ 360 องศา เหมือนเรานั่งอยู่บนยอดเหนือสุดของโลก และเหมือนเราจะเป็นแค่แขกผู้เข้าพักเพียงกลุ่มเดียวของโรงแรมในตอนนี้ด้วย โดยทางโรงแรมเพิ่งเปิดให้บริการเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเราจะมาเยือน โรงแรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟแห่งนี้ยังมีห้องพักแค่เพียง 15 ห้องเท่านั้น
“อย่างกับในหนังเลยค่ะ” Willabelle พูดขึ้นระหว่างก้าวลงบันไดสู่ห้องพักของเราที่โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบแนวบรูทัลลิสต์ที่สวยงาม กว้างขวางให้บรรยากาศเหนือจินตนาการพร้อมโอบรับธรรมชาติเขียวชอุ่มเข้ามาภายใน สถานที่พักผ่อนสุดรื่นรมย์ที่เต็มไปด้วยความสงบผ่อนคลายนี้เป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเชฟสามพี่น้องตระกูล Roca
โรงแรม Hotel Esperit Roca คือโครงการเมกะโปรเจ็กต์ล่าสุดของพวกเขาที่แต่เดิมเคยเป็นปราสาทชื่อว่า Sant Julià de Ramis ด้วยพื้นที่ที่โอ่โถงกว้างขวาง ทว่ามีห้องพักแค่เพียง 15 ห้อง ทำให้เราอดคิดในใจไม่ได้ว่าจะมีความพิเศษอะไรซ่อนอยู่ข้างในหรือข้างใต้สถาปัตยกรรมคอนกรีตเปลือยทรงเรขาคณิตแห่งนี้อีกหรือไม่
ยังไม่ทันได้นึกสงสัยต่อ เราก็ถูกพาไปยังบริเวณชั้นใต้ดินและเชื่อได้ว่าประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสจากนี้จะทำให้แม้แต่นักเดินทางท่องโลกและนักชิมตัวยงต้องประทับใจไม่รู้ลืม
อาหารคือหัวใจสำคัญของ Hotel Esperit Roca ซึ่งที่นี่นักชิมจะได้เพลิดเพลินกับเมนูต่างๆ ที่เป็นการนำจานเด็ดของเชฟ Roca มาตีความใหม่ กลายเป็นประสบการณ์แห่งรสชาติแสนเลิศล้ำที่คุณไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์อาหารรูปแบบใหม่ที่คลุกเคล้าความหวานและความอร่อยเข้าด้วยกันแบบกลมกล่อมลงตัว ผ่านเมนูอาหารแปดคอร์สที่ภัตตาคารอาหารชั้นสูง Esprit Roca
เราสัมผัสได้ถึงความใหม่เอี่ยมของร้านที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นาน ที่นี่ยังมี Distillery Esperit Roca ที่ทำหน้าที่เหมือนห้องค้นคว้าวิจัยของทีม Roca และยังเป็นที่ที่ส่วนประกอบอาหารที่เป็นน้ำ เช่น ซุปและซอส ของเมนูที่ร้าน El Celler de Can Roca ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็นช็อปร้านค้าไว้เลือกซื้อเครื่องดื่มสปิริต อาหาร และหนังสือของเชฟตระกูล Roca รวมไปถึงเป็นพื้นที่จัดแสดงถาวรที่ฉายภาพ CCR. Cuina. Consciència, Recerca กับเรื่องราวการเดินทางตลอด 38 ปีของร้านอาหาร El Celler de Can Roca และการปฎิวัติพลิกโฉมตำรับอาหารที่กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของแวดวงอาหารสเปนและของโลก
ที่นี่ยังมีห้องเก็บไวน์ที่คุณต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองถึงจะเชื่อ กับพื้นที่ขนาดใหญ่เท่าห้องบอลรูมที่อยู่ใต้โดมทรงพระจันทร์ที่สวยงามอลังการ และตู้เก็บไวน์ขนาดใหญ่ยักษ์ทำจากเหล็กที่แช่ไวน์ไว้กว่า 80,000 ขวดในอุณหภูมิเย็นตามธรรมชาติด้วยเพราะอยู่ในโครงสร้างชั้นใต้ดิน พร้อมเสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ สร้างบรรยากาศดื่มด่ำชวนฝัน ทั้งหมดนี้สำหรับการเก็บไวน์โดยเฉพาะ
มายอร์กา เกาะสวรรค์สีฟ้าคราม
เรานั่งเครื่องบินเกือบหนึ่งชั่วโมงจากบาร์เซโลนา มาลงที่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะบาเลอาริก (Balearic Islands) ทางตะวันออกของสเปน นั่นคือมายอร์กา ที่คำว่า ‘ความหรูหราแบบไม่ตะโกน’ และ ‘การใช้ชีวิตแบบเนิบช้า’ เป็นคำบรรยายที่เหมาะสมกับเมืองริมชายทะเลแห่งนี้เป็นที่สุด เพราะเมืองแห่งนี้สะท้อนวิถีชีวิตลักซ์ชูรีในบรรยากาศชนบทชวนผ่อนคลายได้อย่างดีและยากจะอธิบาย กับภาพโรงแรมสุดหรูหราและแหล่งช้อปปิ้งของดีไซเนอร์แบรนด์ดังที่ตกแต่งเรียงรายด้วยแนวต้นไม้สวยงามและซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติอย่างกลมกลืน รวมถึงคาเฟ่และบาร์ ที่ผู้คนจะพากันมารับประทานอาหารแบบเนืองแน่นตั้งแต่ 11 โมงเช้า ทั้งเมนูทาปาส ชูโรส พลางจิบไวน์และใช้เวลาผ่อนคลายกันตลอดทั้งวัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอาคารที่พักและไร่ฟาร์มขนาดใหญ่เรียงรายตลอดแนวถนนที่หันหน้ารับวิวมหาสมุทรสีคราม ด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่สำหรับเรือยอชต์ บรรดาเรือยอชต์ขนาดใหญ่จึงพากันมาจอดเทียบท่าผ่านมายอร์กา เพื่ออวดโฉมความสง่างามเหนือน่านน้ำกันอย่างคึกคัก
คณะเดินทางของเรา และสองพี่น้อง Willabelle และ Ryan Ong เช็กอินที่โรงแรม GPRO Valparaíso Palace & Spa รีสอร์ตที่พักร่วมสมัยระดับห้าดาวแห่งนี้มีชื่อเสียงโดดเด่นมาตั้งแต่ปี 1974 ดีไซน์การออกแบบของที่นี่สะท้อนสปิริตแบบ Palma ที่ผสมผสานความหรูหราเรียบง่ายเข้ากับภูมิทัศน์วัฒนธรรมอันรุ่มรวยของพื้นที่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เหล่านักเดินทางระดับลักซ์ชูรีร่วมสมัยมองหา
ห้องพัก Royal Suite ของ Willabelle เหมาะสำหรับสุดยอดนักเดินทางด้วยพื้นที่แสนกว้างขวาง พื้นที่นั่งเล่น และอ่างจากุชชี่กลางแจ้ง ขณะที่วิลลาเบลตื่นตะลึงกับโซนรูฟท็อปส่วนตัวที่มีพื้นที่กว้างมากพอจะจัดปาร์ตี้รองรับแขกถึง 30 คน พร้อมวิวเหนือท่าเรือ Palma และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันงดงามราวภาพวาด
สองพี่น้องได้เพลิดเพลินไปกับหลากหลายประสบการณ์การพักผ่อน หลังได้ไปเดินป่าในมายอร์กา พวกเขาได้ลิ้มรสชาติอาหารตำรับมายอร์กัน ณ ห้องอาหารโรงแรม และว่ายน้ำท่ามกลางหมู่ดาวบนฟากฟ้าในสระน้ำเกลือขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยสวนสวยเขียวชอุ่มขนาดกว่า 22,000 ตารางเมตร เรียกได้ว่าเราได้สัมผัสวิถีชีวิตในแบบฉบับของชาวมายอร์กันแบบแทบไม่ต้องออกจากโรงแรมเลย เรายังได้ไปผ่อนคลายร่างกายและจิตใจที่สปาใหญ่ที่สุดบนเกาะมายอร์กาอย่าง HSpa ที่เราได้เปิดประสาทสัมผัสที่ห้องอบซาวน่าสมุนไพร สระน้ำอุ่น และอ่างอาบน้ำฮัมมัม ก่อนได้รับการนวดผ่อนคลายความตึงและเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
ขุมทรัพย์ล้ำค่าแห่งหมู่เกาะบาเลอาริก
Palma de Mallorca คือเมืองที่สามารถดื่มด่ำเพลิดเพลินได้ด้วยการเดินเท้า เราจึงเริ่มต้นจากวิหาร Cathedral of Mallorca วิหารที่โดดเด่นด้วยศิลปะสไตล์กอธิกเมดิเตอร์เรเนียนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ออกแบบโดย Antoni Gaudí และตกแต่งเสริมโดยศิลปินร่วมสมัยอย่าง Miquel Barceló และมุ่งหน้าไปเยือน Viti Vinci ร้านน้ำหอมผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นหอมที่เฉลิมฉลองให้กับกลิ่นอายที่แท้จริงของมายอร์กา Isabel Guarch Jewelry ที่จิวเวลรีอันแสนมีเอกลักษณ์สะท้อนธรรมชาติความงดงามของเกาะแห่งนี้ และ Flor de Sal d’Es Trenc ที่เราได้สัมผัสรสชาติของเกลือที่ดีที่สุดของหมู่เกาะบาเลอาริก นอกจากนี้เรายังมีโอกาสแวะไปชม Cortana แบรนด์ท้องถิ่น slow fashion บนเกาะ ที่ Willabelle ได้เพลิดเพลินตื่นตาไปกับชุดซิลูเอตของดีไซเนอร์ Rosa Esteva ที่ใช้ผ้าธรรมชาติพรีเมียม มาถ่ายทอดพลังและเสน่ห์ความงามผู้หญิงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพื่อสัมผัสประสบการณ์บนเกาะมายอร์กาอย่างทั่วถึงขึ้นไปอีก เราได้กระโดดขึ้นรถไฟ นั่งรถยนต์ และเรือยนต์อันแสนหรูหราเพื่อออกเดินทางกันต่อ
รถไฟ Sóller Train เริ่มเคลื่อนตัวออกจากใจกลางของย่าน Palma de Mallorca และพาผู้โดยสารเดินทางย้อนเวลาสู่ห้วงวันวานกับบรรยากาศรถไฟที่ทำจากไม้ที่มีบริการตั้งแต่ปี 1912 บนเส้นทางจากถนนสู่รางรถไฟอันมีเอกลักษณ์ รถไฟเคลื่อนตัวผ่านเรือกสวนไร่นาและอุโมงค์ที่เจาะทะลุผ่านภูมิประเทศชนบท และเราก็หยุดแวะกันที่ Jardines de Alfabia สวนประวัติศาสตร์ที่งดงามแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา Tramuntana ของเกาะมายอร์กา มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์การแต่งสวนที่รับอิทธิพลจากหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งสไตล์มัวร์ เรเนซองส์ และอังกฤษ ตลอดจนซุ้มไม้เลื้อยริมลากูน ทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยดอกบัวสายหรือวอเตอร์ลิลี่ และทางเดินกว้างปูด้วยหินคอบเบิลใต้ร่มเงาต้นปาล์มสูงใหญ่
สวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่พักตระกูล Alfabia ที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมโรมันและอันดาลูเซีย พร้อมห้องหับที่พาแขกผู้มาเยือนย้อนเวลาไปสู่หลายยุคสมัยกับสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า ชิ้นงานศิลปะแบบอาหรับ ชั้นหนังสือที่อัดแน่นด้วยเรื่องราว และเพดานแกะสลักสไตล์อาหรับโดยทีมช่างฝีมือ Almohad เมื่อปี 1170
จากรถไฟ เราเปลี่ยนเป็นรถยนต์ที่พาเราลึกเข้าไปในภูเขาของมายอร์กา ที่เราได้พบกับ Son Marroig วิลล่าอันสง่างามที่ทั้งสวยและโดดเด่นด้วยคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรม ที่นี่ยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานยอดนิยม เช่นเดียวกับไร่ Son Moragues และ Mortitx Vineyards ที่เราได้ลิ้มรสชาติผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศของสเปน โดย Son Moragues หรือเรียกสั้นๆ ว่า Sonmo ในอดีตเคยเป็นของอาร์ชดยุค Ludwig Salvator แห่งออสเตรีย ปัจจุบันพัฒนาเติบโตกลายเป็นแหล่งเกษตรกรรมออร์แกนิกของต้นมะกอก
ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตน้ำมันมะกอก extra virgin olive oil คุณภาพสูงโดยใช้กรรมวิธีการผลิตที่ทำกันมาเป็นร้อยๆ ปี คือการสกัดน้ำมันจากผลมะกอกบนต้นที่มีอายุหลายร้อยปี เรามีโอกาสได้ลองชิมน้ำมันมะกอกสีเหลืองทองในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Sonmo อาทิ ไส้กรอกสเปน sobrassada ที่ผลิตแบบออร์แกนิก มะกอกเขียวสด และแยมหัวหอมม่วง มะเขือเทศ และโหระพาแบบออร์แกนิก ที่ทั้ง Willabelle และ Ryan นำมาทาขนมปังพร้อมรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบหยุดไม่ได้
เปิดประสาทสัมผัสครบรส
รสชาติแห่งมายอร์กากระตุ้นต่อมรับรสของเราอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราไปแวะต่อกันที่ไร่องุ่น Mortixt Vineyards ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 19 เฮกตาร์ (ประมาณ 190,000 ตารางกิโลเมตร) แน่นขนัดไปด้วยองุ่นหลากสายพันธุ์ที่นำมาหมักบ่มจนเป็นไวน์แดง ไวน์ขาว โรเซ่ และไวน์หวาน แช่อยู่ในห้องและโรงเก็บไวน์ของที่นี่ เรานั่งจิบไวน์ทุกแบบใต้ร่มเงาเถาองุ่น หลังได้เดินชมรอบๆ ไร่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการทำไวน์ที่เต็มไปด้วยสาระที่มีประโยชน์
สำหรับมื้อสุดท้ายของเราในทริปเที่ยวสเปนครั้งนี้ เราแวะไปที่ร้าน Ca Na Toneta ร้านอาหารแนวฟาร์มทูเทเบิลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ในหมู่บ้าน Caimari เมนูที่นี่จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาลโดยชูตำรับอาหารสไตล์มายอร์กันดั้งเดิมและฝีมือการปรุงอาหารของสองพี่น้อง Solivellas เจ้าของร้านที่ตั้งใจนำวัตถุดิบออร์แกนิกท้องถิ่นมาปรุงเป็นอาหารจานเด่น และทำให้ร้านนี้ได้รับรางวัลกรีนมิชลินสตาร์ ยกตัวอย่างเมนูไฮไลต์ของที่นี่คือ ‘ปลาหมึก ฟิก และไส้กรอก sobrassada’ และ ‘ดอกไม้ แอปริคอต ชีสสดและเกสรดอกไม้’ ที่เมื่อยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ เราถึงกับต้องยกให้เป็นเมนูระดับมาสเตอร์พีซที่สะท้อนรสชาติแสนเรียบง่าย ทว่าอร่อยล้ำจากศิลปะการตีความเมนูร่วมสมัยอย่างเชี่ยวชาญ
หลังดื่มด่ำวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจากบนฝั่งมาตลอดทั้งทริปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะออกไปล่องเรือชมแผ่นน้ำสีครามระยิบระยับนี้แบบใกล้ชิด จาก Port Adirano ท่าเรือมารีน่าสุดลักซ์ชูรีซึ่งผ่านการออกแบบโดย Philippe Starck ที่ตลอดฝั่งมีร้านบูติกและร้านอาหารตั้งเรียงรายเพื่อนักเดินทาง เราขึ้นเรือ Frauscher 1017 GT ที่เคลื่อนออกจากท่าที่เต็มไปด้วยเรือยอชต์สุดหรูหรา แล่นผ่านบรรดาที่พักริมผาแสนโอ่อ่าอลังการ และตอนนี้เองที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเพราะเหตุใดมายอร์กาถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและความสวยงามที่ไร้การเสกสรรปั้นแต่งแห่งผืนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เราล่องเรือไปสู่ขอบฟ้าอันเจิดจ้าเบื้องหน้ากับความทรงจำสุดประทับใจจากทริปการเดินทางเยือนสเปน เราได้ค้นพบและตกหลุมรักมนต์เสน่ห์วัฒนธรรม อาหาร ศิลปะและสไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลาของดินแดนคาบสมุทรไอบีเรียแห่งนี้ ที่เปรียบดั่งสวรรค์บนดินที่งดงามเกินคำบรรยาย
This story was originally written in English by Dana Koh.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2024 โดย Dana Koh โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
สนุกกับมื้ออาหารหรูแบบมีกิมมิก ในร้านอาหารคอนเซ็ปต์ "fun dining" ทั่วโลก
จากเฟรนช์ริเวียร่าสู่ The Gardener Gin โดย Brad Pitt และตระกูล Perrin
รู้จักหัวใจแห่ง "องค์ประกอบ" กว่าจะเป็นโรงแรม "ยอดเยี่ยม" ต้องมีอะไรบ้าง
Credits
คอนเทนต์ไดเร็กเตอร์: Dana Koh
แฟชั่นไดเร็กเตอร์: Adriel Chiun
วิดีโอ: Melvin Wong and Joey Tay
วิดีโอ เอดิเตอร์: Melvin Wong
เมคอัพอาร์ทิสต์: Estrella Serrano Dolc; Eva Garcia Rodriguez
















































