Cover Nico Santos สวมชุด Ryuji Shiomitsu เสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวของ Ar Valdez และหมวกและเข็มกลัด AC+632

นักแสดงตลก Nico Santos เล่าประสบการณ์เส้นทางสู่ฮอลลีวู้ด บทบาทของเขาใน ‘Crazy Rich Asians’ และ ‘Superstore’ และการกลับบ้านเกิดเพื่อสัมมนาโต๊ะกลมกับคนทำหนังของฟิลิปปินส์

Nico Santos เดินทางถึงกรุงมะนิลาด้วยกระเป๋าที่เต็มไปด้วยชุดสูทแสนเนี้ยบและเรื่องราวมากมาย เขาไม่ได้กลับฟิลิปปินส์มาเจ็ดปีแล้ว ครั้งสุดท้ายคือปี 2017 ช่วงที่ได้พักจากการถ่ายทำภาพยนตร์ ‘Crazy Rich Asians’

ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมาในฐานะนักเดินทาง แต่ได้รับเชิญจาก Lisa Lew ผู้ก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมะนิลา แต่ถ้าถามเขาถึงเหตุผลที่กลับมา Nico ตอบอย่างติดตลกว่าเพื่อที่แม่จะได้มีความสุข

“แม่เพิ่งบินจากฟิลิปปินส์ไปสหรัฐอเมริกา พอได้ยินว่าผมกำลังจะมาฟิลิปปินส์ เธอก็ให้ผมซื้อตั๋วให้เธอด้วย”

Nico เดินทางมาพร้อมสามีและแม่ มีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาะปังกูลาเซียนกันสองสามวัน ก่อนที่หน้าที่การงานจะเรียกเขากลับสู่โลกความจริง

การผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและความจริงใจเป็นเอกลักษณ์ของ Nico Santos เขาเกิดที่ฟิลิปปินส์ และไปเติบโตที่รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เขาสร้างชื่อเสียงในฮอลลีวู้ดในฐานะเสียงสำคัญของ LGBTQ+ ชาวฟิลิปปินส์ที่โดดเด่นที่สุดในวงการบันเทิง แต่เส้นทางของเขาไม่มีอะไรที่ราบรื่น

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักแสดง ผมแค่อยากหาเงินมาจ่ายบิลต่างๆ และทำในสิ่งที่ผมรัก” Nico เล่าถึงเส้นทางชีวิตจากเด็กวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมปลายมาเป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง เขาสร้างสมดุลกับความรู้สึกซาบซึ้งใจด้วยอารมณ์ขันและการจิกกัดตัวเอง

อ่านเพิ่มเติม: จินตนาการในผลงานที่ไม่มีวันหมดของ วี วิโอเลต วอเทียร์ และการเฉลิมฉลองบนเส้นทางศิลปิน

Tatler Asia
Nico Santos wears an Ar Valdez top
Above Nico Santos สวมเสื้อเชิ้ตของ Ar Valdez
Nico Santos wears an Ar Valdez top

จุดเริ่มต้นที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

Nico ย้ายไปสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1995 ตามคำยืนกรานของแม่ “แม่บอกว่าผมจะขอบคุณเธอทีหลังที่เธอทำใบเขียวให้”

เขาค้นพบความรักต่อการแสดงเป็นครั้งแรกในโรงเรียนมัธยมที่รัฐโอเรกอน บทบาทที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือตัวละครนาซีใน The Sound of Music

“พวกเขาเรียกมันว่าการคัดเลือกนักแสดงแบบไม่แบ่งสีผิว ...นั่นคือการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของผม”

แต่ชีวิตมหาวิทยาลัยไม่ค่อยราบรื่นนัก อาจารย์สอนการแสดงเคยพูดกับเขาว่า เขาอาจรักศิลปะการแสดง แต่ศิลปะการแสดงไม่ได้รักเขาเลย แม้จะรู้สึกเจ็บแต่เขาก็ไม่หวั่นไหว Nico หันไปทำงานด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายแทน เมื่อเขาต้องหาเงินมาจ่ายค่าเรียน เขาจึงไปทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายเครื่องแต่งกายที่โรงละคร Oregon Shakespeare Festival

นักแสดงที่เขาดูแลอยู่พูดกับ Nico ว่าเขาเป็นคนตลก ทำไมไม่ลองแสดงตลกดู “ผมเลยคิดว่า โอเค ผมควรจะลองอีกสักครั้ง” คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่าง มันผลักดันเขาเข้าสู่วงการสแตนด์อัพในซานฟรานซิสโก ที่ซึ่งความเฉียบแหลมในการใช้คำและความเป็น “เควียร์ฟิลิปปินส์” ของเขาทำให้เขาแตกต่างจากเพื่อนร่วมวงการ

Tatler Asia
Nico Santos in a ḢA.MÜ ensemble
Above Nico Santos ในชุดจาก ḢA.MÜ
Nico Santos in a ḢA.MÜ ensemble

แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ง่ายเลย เมื่อเขาย้ายไปลอสแองเจลิส Nico มีเงินติดตัวอยู่ 200 ดอลลาร์เท่านั้น ไม่มีแผน ไม่มีงาน

“แต่บางที คุณต้องมีความคิดเพ้อเจ้อระดับหนึ่งเพื่อประสบความสำเร็จในวงการนี้”

ฮอลลีวู้ดหรือล้มเหลว

Nico กลายเป็นที่รู้จักจากซีรีย์ Superstore กับบทบาท Mateo พนักงานร้านค้าปลีกจอมกวนที่มีเนื้อเรื่องปูมหลังสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเองในฐานะผู้อพยพที่เป็นเควียร์

“จริงๆ แล้วตัว Mateo ต้องเป็นผู้ชายเชื้อสายละติน แต่ตอนที่ผมไปออดิชั่น ผมใส่ตัวเองเข้าไปในบทบาทนั้นเยอะมากจนพวกเขาเขียนบทใหม่”

นั่นเป็นบทบาทที่กลายเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของอาชีพนักแสดงที่ทำให้เห็นว่าความเป็นตัวตนที่แท้จริงสามารถเปลี่ยนการเล่าเรื่องที่อาจแข็งกระด้างของฮอลลีวู้ดได้

และตัวตนที่แท้จริงนี้เองที่เข้าไปอยู่ในบทบาทที่เขาแสดงใน Crazy Rich Asians ด้วย บทที่ถูกเรียกว่าเป็นแกะสีรุ้งของครอบครัว Oliver T’sien เขาไปออดิชั่นโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้งาน แต่ไปเพราะเพื่อนนักแสดงตลก Ali Wong ชวน แล้ว Nico ก็ได้รับโทรศัพท์บอกให้เก็บกระเป๋าไปมาเลเซีย ความสำเร็จอย่างล้นหลามของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้สถานะในฮอลลีวู้ดของเขามั่นคงยิ่งขึ้น และเน้นยำความสำคัญของการเป็นตัวแทน

อย่างไรก็ตาม Nico ยอมรับว่าการเป็นตัวแทนอาจทำให้รู้สึกหนักใจอยู่บ้าง

“มีคนบอกผมว่า ‘คุณคือคนแรกที่ดูเหมือนฉันในทีวี’ และผมก็เริ่มรู้ว่านี่เป็นความรับผิดชอบ แต่บทบาทนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมรู้สึกสบายใจที่จะรับเสมอไป ผมอยากทำงานของผมและเป็นตัวของตัวเอง”

ทั้งความต้องการทลายกำแพงและการไม่อยากถูกจำกัดอยู่ในกรอบ Nico จึงคล้ายจะกำหนดเส้นทางอาชีพของเขาเอง ตั้งแต่ Crazy Rich Asians ไปจนถึง Guardians of the Galaxy Vol. 3 ของ Marvel เขาค้นพบวิธีการนำมรดกทางวัฒนธรรมของเขาเข้ามาใส่ในตัวละครแม้ว่าจะไม่ได้มีใครบอกว่าต้องทำ

“เมื่อคุณมองมาที่ผม ผมคือคนฟิลิปปินส์ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทำไมไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์ล่ะ”

DNA ฟิลิปปินส์

เวลาที่ Nico พูดถึงรากเหง้าของตัวเอง เขามีทั้งความภูมิใจผสมกับความเป็นจริง

“บทบาทมากมายที่ผมได้รับไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นคนฟิลิปปินส์ แต่ผมหาทางที่จะเอาวัฒนธรรมของผมใส่เข้าไปด้วยเสมอ แม้ว่าจะเป็นรายละเอียดเล็กๆ ก็ยังถือว่าสำคัญ”

จิตวิญญาณนี้ขยายไปถึงการทำงานอย่างอื่นด้วย ในซีรีส์ซิทคอมของ NBC เรื่อง St Denis Medical เขารับบทเป็นพยาบาลฟิลิปปินส์ชื่อ Regina George เป็นตัวละครที่พูดภาษาตากาล็อกและใส่อารมณ์ขันที่มีลักษณะเฉพาะของฟิลิปปินส์

“ผมบอกกับนักเขียนว่าคุณไม่สามารถทำซีรีส์เกี่ยวกับพยาบาลโดยไม่มีตัวละครฟิลิปปินส์ได้ มันไม่สมจริงเลย”

บท Regina มีการพูดภาษาตากาล็อกมากมายที่ตอนแรกใช้การแปลตรงตัว Nico แนะนำให้ปรับการแปลใหม่ รวมถึงการใช้สแลงบางคำ เช่นคำว่า “jowa” ที่หมายถึงคู่รัก เพื่อให้สมจริงและทันสมัยมากขึ้น เป็นการนำเสนอวัฒนธรรมของเขาไปด้วย

“ผมบอกกับ NBC ว่าถ้าเราจะทำเรื่องนี้ เราควรทำให้ถูกต้อง ไม่มีการแปลแบบผิดๆ ”

และความเป็นตัวตนของเขาเองทำให้ Nico เริ่มมีแฟนๆ ติดตามผลงาน ซึ่งเขาเองก็รู้สึกได้ว่ายิ่งเป็นตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะได้การตอบรับมากขึ้น

“แทนที่จะพยายามหลอมตัวเองให้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าฮอลลีวู้ดต้องการ ผมตัดสินใจที่จะให้พวกเขาเห็นว่าผมเป็นใคร”

อ่านเพิ่มเติม: 'เจฟ ซาเตอร์' ในบทสนทนากับเจฟ 3 ขวบ กับเรื่องราวของ 'ความสนุก' ที่พาไปสู่ความสุข และความสำเร็จ

แทนที่จะพยายามหลอมตัวเองให้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าฮอลลีวู้ดต้องการ ผมตัดสินใจที่จะให้พวกเขาเห็นว่าผมเป็นใคร

- Nico Santos -

แม้จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่ Nico ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิม

“ถ้าคุณเอาคุณค่าในตัวเองไปผูกไว้กับการยอมรับจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรางวัล ผู้ติดตาม หรืออะไรก็ตาม คุณก็จะรู้สึกทุกข์ใจ”

สำหรับเขาแล้ว ความสุขคืองานที่ทำ

“จะทำภาพยนตร์หรือโชว์สักเรื่องเป็นการทำงานของคนทั้งหมู่บ้าน คุณทำงานด้วยกัน คุณหัวเราะด้วยกัน คุณแก้ปัญหาด้วยกัน มันเป็นงานที่ดีที่สุดในโลก”

Nico กำลังรับบทรับเชิญในซีรีส์ Night Court ของ NBC พร้อมอธิบายว่าเขามักหาทางที่จะขยายความสามารถของตัวเองเสมอ งานใหญ่โปรเจ็กต์ต่อไปของเขาเป็นการรับบทนำคู่กับ Lauren Graham ในซีรีส์ซิทคอม The Z-Suite ผลิตโดย Fox Corporation และจะเผยแพร่ทาง Tubi บอกเล่าเรื่องราวของคนต่างรุ่นที่ต้องมาทำงานร่วมกันในวงการโฆษณา กำหนดฉายภายในปีนี้

“มันสนุกมาก” Nico เล่าถึงช่วงเวลาสามเดือนที่เขาไปถ่ายทำในโตรอนโต พร้อมอธิบายว่าเป็นเรื่องการหยิบเอาภาพพจน์แบบเหมารวมของคนรุ่น Gen Z และคนรุ่นมิลเลนเนียลมาตีความอย่างสนุกสนาน

เมื่อถามถึงบทบาทที่เขาอยากเล่นมากที่สุด “ภาพยนตร์เพลง” คือคำตอบ Nico ยังพูดติดตลกกับผู้กำกับ Jon M Chu ว่าเขาควรได้ออดิชั่นทั้งบท Elphaba และ Glinda ในเรื่อง Wicked เขาอยากร้องเพลงในภาพยนตร์ของ DreamWorks หรือ Pixar สักวัน

“หรืออาจจะเล่นเป็นตัวละครบรอดเวย์ที่น่าตลกขบขันก็ได้ แต่ก่อนอื่น ผมต้องเรียนร้องเพลงใหม่ก่อน มันนานมากแล้ว”

แต่เขาไม่กลัวที่จะลองอะไรใหม่ Nico บอกว่าเขาอาจจะลองบทดราม่าเหมือนกัน

“แต่สำหรับผม เรื่องราวที่ดีที่สุดคือเรื่องที่มีความสมดุลระหว่างดราม่าและตลก ชีวิตคนเรามันไม่สุขไปทั้งหมดหรือเศร้าไปทั้งหมด มันเป็นการผสมกันเสมอ”

และแม้จะมีโปรเจ็กต์รออยู่มากมาย เขายอมรับว่ามีช่วงเวลาที่ยากเหมือนกัน “หลังจากช่วงนัดหยุดงาน มันลำบากเหมือนกัน ผมไม่มีงานอะไรจริงจังเข้ามาเลยอยู่ปีครึ่ง”

การกลับบ้าน

Tatler Asia
Nico Santos dons an Orias suit, an Ar Valdez dress shirt, and an AC+632 bow tie
Above Nico Santos สวมสูท Orias เสื้อเชิ้ต Ar Valdez และโบว์ไท AC+632
Nico Santos dons an Orias suit, an Ar Valdez dress shirt, and an AC+632 bow tie

การกลับฟิลิปปินส์เป็นเรื่องที่เขารู้สึกว่าส่วนตัวมากๆ “พวกเขาต้องการให้ผมคุยกับวงการบันเทิงฟิลิปปินส์และแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับฮอลลีวูด”

Nico บอกว่าเขาอาจจะรับเล่นในหนังฟิลิปปินส์ก็ได้ แต่ต้องเป็นบทที่ใช่

“ไม่มีเหตุผลที่เราจะแข่งกับนานาชาติไม่ได้ เรามีทั้งความสามารถและทรัพยากร”

ไม่มีเหตุผลที่เราจะแข่งกับนานาชาติไม่ได้ เรามีทั้งความสามารถและทรัพยากร

- Nico Santos -

ทุกก้าวย่างในสายอาชีพของ Nico Santos จากบทบาทเล็กๆ ในโรงละครโรงเรียนไปจนถึงบทเด่นในหนังฮอลลีวู้ด ล้วนถูกนำทางด้วยความมุ่งมั่น อารมณ์ขัน และความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา

“ผมแค่ต้องการหาเงินมาจ่ายบิล” Nico ยังย้ำ แต่อิทธิพลของเขามีมากกว่านั้น เขาไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิงเท่านั้น เขายังเป็นแรงบันดาลใจอีกด้วย ด้วยการยึดมั่นในตัวตนของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็นตัวของตัวเองสามารถเป็นการกระทำที่สุดโต่ง ทว่าคุ้มค่าที่สุด


This story was originally written in English by Angela Nicole Guiral.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2025 โดย Angela Nicole Guiral โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

Thom Browne ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้ยืนหยัดในวงการกว่า 20 ปี ด้วยการผสมผสานวิธีตัดเย็บแบบใหม่เข้ากับจินตนาการอันสุดเหวี่ยง

Shatbhi Basu บาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกของอินเดียผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักผสมเครื่องดื่มทั่วประเทศ

อิงฟ้า - ชาร์ล็อต บอกเล่าความท้าทายจากผลงานล่าสุด ‘หยดฝนกลิ่นสนิม’ และตัวตนที่เติบโตหลังก้าวเข้ามาเป็นคนสาธารณะ

Credits

ช่างภาพ: Wesley Villarica
ดูแลเครื่องแต่งกาย: Elvie Recalde
สไตลิสต์: Ar Valdez and Lorenzo Rafael of #TeamRyujiShiomitsu
โปรดักชั่น: Maritess Garcia Reyes and Michelle Soriano