สำรวจคำตอบที่พาเราเดินทางสู่โลกที่เต็มไปด้วยแพสชั่นที่เกิดจากความสนุกของศิลปินและนักแสดงมากความสามารถ เจฟ ซาเตอร์ กับความสำคัญของคำว่าตัวตนที่จริงแท้
ช่วงปีที่ผ่านมาชื่อของ เจฟ วรกมล ซาเตอร์ หรือ 'เจฟ ซาเตอร์' น่าจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ทั้งในฐานะศิลปินและนักแต่งเพลง ซึ่งเขาก็ได้แสดงศักยภาพผ่านอัลบั้มเต็มชุดแรกในชื่อ Space Shuttle No 8 พร้อมด้วยรางวัลศิลปินชายแห่งปีจาก The Guitar Mag Awards 2024
ไม่เพียงเท่านั้น เจฟยังเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับผ่านการเดบิวต์เป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ครั้งแรกกับ วิมานหนาม ด้วยบทบาทดราม่าที่เข้มข้นและท้าทาย ในฝั่งของแฟชั่นเอง เขายังเป็น Friend of the house ของแบรนด์แฟชั่นหรูอย่าง Valentino รวมถึงแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Cartier อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม: เปิดประตูสู่ ‘วิมานหนาม’ กับบอส กูโน, อิงฟ้า วราหะ และเจฟ ซาเตอร์ สู่การเดินทางบนเรื่องราวความไม่เท่าเทียม ความรัก และ 'หนามทุเรียน'
ในวันนี้เรามีโอกาสได้นั่งคุยสบายๆ กับศิลปินมากความสามารถคนนี้ถึงบทบาทที่เขาได้รับ ความสำเร็จ และคุณค่าของความสุขในการทำสิ่งที่รัก
'สนุก' ที่ได้ทำ

Above เจฟ ซาเตอร์ กับเส้นทางของแพสชั่นที่ขับเคลื่อนด้วย 'ความสนุก'
“ผมว่ามันมีความหมายมากเลย มันเป็นการกลับมาสู่เส้นทางการแสดงอีกครั้งหนึ่ง ที่ที่ผมรู้สึกว่าเราอยากจะทำมานานมากแล้วและมันไม่มีโอกาสที่จะได้ทำ” เจฟเล่าถึงความรู้สึกของการรับบทนำภาพยนตร์ครั้งแรกใน วิมานหนาม
“พอได้กลับมาทำแล้วก็รู้สึกว่ามันเติมเต็มตัวเราเหมือนกัน เพราะการเป็นศิลปินมันคือการเป็นตัวเองมากที่สุด การแสดงมันคือการได้ลองเป็นคนอื่นดู”
เราเริ่มบทสนทนากับเจฟผ่านผลงานล่าสุดที่ทำให้เราได้เห็นบทบาทและศักยภาพของเขาคนนี้มากขึ้น
"การได้ลองเป็นคนอื่นดู มันได้แรงบันดาลใจเยอะมาก ผม inspired จากการเป็นทองคำมากๆ รวมถึงจากภาพยนตร์ จากทีมงาน อย่างที่เห็นในเพลง เหมือนวิวาห์ มันคือการที่เราได้ไปเสพ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศเหล่านั้น ทำใหัมันมี mood หรืออะไรบางอย่างที่แทรกเข้ามาอยู่ในเพลง มันเป็นการเติมเต็มแรงบันดาลใจที่ดีมากครับ" เขาอธิบาย
“มันทำให้หลายคนได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ เจฟ ซาเตอร์ ในฐานะนักแสดง ก็ช่วยแนะนำให้คนรู้จักเราในมุมนี้มากขึ้นครับ” เขาเสริมก่อนอธิบายต่อ "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวผมรู้สึกภูมิใจว่า message ในหนังมันถูกตีแผ่ออกไป และคนดูเขาได้รับสิ่งเหล่านั้น แล้วมัน inspired พวกเขา ผมรู้สึกว่ามันมีคุณค่าต่อผมมาก"
ความสนุกที่เราได้ลงมือทำ มันคือแรงผลักดัน การที่เราเอ็นจอยกับสิ่งที่ได้ลงมือทำมันในทุกๆ วินาที มันเป็นสิ่งที่เติมเต็มเราในทุกๆ ผลงาน
ในทุกๆ บทบาทที่ได้รับย่อมมีแรงผลักดัน และ ‘ความสนุก’ คือสิ่งที่ทำให้เจฟก้าวไปได้ในทุกบทบาท เราถามเขาถึงแรงผลักดันนั้น และนั่นทำให้เราได้รู้จักกับเจฟที่เป็น 'เด็กสามขวบ'
“ผมว่ามันคือความสนุกที่เราได้ลงมือทำ และในทุกๆ วินาทีที่ทำเรามีความสุขกับมันในทุกๆ โมเมนต์ เราไม่ต้องฝืนทำออกมา มันเลยกลายเป็นสิ่งที่เติมเต็มทุกๆ ผลงาน ทุกงานมันเต็มไปด้วยความสนุก ผมรู้สึกว่าผมกลายเป็นเด็กสามขวบเสมอ เห็นอะไรก็ตื่นตาตื่นใจ อยากเข้าไปสนุก เข้าไปเล่น การได้คงจิตวิญญาณของเด็กเอาไว้ นั่นแหละคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวผม เพราะการทำงานศิลป์มันคือจิตวิทยาของความเป็นเด็ก”
ความสำเร็จเปรียบเหมือนอาหารหนึ่งจาน เมื่อทั้งเราและคนอื่นได้ลิ้มลองรับประทานแล้ว เราก็ต้องมองหาอาหารจานใหม่ต่อไป
“สมมติว่าเราได้เป็นทั้งคนทำอาหาร และคนกินอาหารจานนั้นเอง การทำงานชิ้นนี้ออกมา เราได้กินมันและเราก็ให้คนอื่นได้กินแล้ว เมื่อทั้งเราและทุกๆ คนที่ได้กินมันชื่นชอบ จบมื้อนั้นเราก็จะรู้สึกว่า ‘โอเค แฮปปี้’ ทุกอย่างมันดีมากๆ" เขาอธิบายถึงมุมมองเรื่องความสำเร็จ
"เสพสุขในเวลานั้นจนจบสิ้นแล้วก็ไปเริ่มอาหารจานใหม่ อยู่กับความสุข ความสำเร็จนั้นได้ แต่ไม่ต้องอยู่กับมันนาน อย่ารั้งตัวเองไว้ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ถ้ากินแต่อาหารจานเดิม มันก็จะอยู่ที่เดิม การลองอาหารจานใหม่มันอาจจะอร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง แต่ที่สำคัญคือ อย่าหยุด explore จานอาหารต่างๆ ลองกินอาหารหลายๆ อย่าง ลองอยู่กับมัน ปล่อยมันไป แล้วก็เริ่มใหม่”
ปล่อยให้ความเป็นเด็กได้โลดแล่น ได้เล่นในสิ่งที่เขาอยากเล่น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์ผลงานคือ อย่าเสียความเป็นตัวตนและความเป็นเด็กของเราไป
'สนุก' ที่ได้พยายาม
“ความสนุกคือสิ่งที่ทำให้ผมก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่ๆ” เขากล่าว “ลองดูว่าเราจะไปยังไงได้ต่อ ทำยังไงให้ข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราไม่สนุกกับมัน มันจะกลายเป็นความกดดันและการฝืนทำ”
เมื่อการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เป็นเหมือนการเล่นเกมด่านหนึ่ง จิตวิญญาณความเป็นเด็กของคุณดาวเสาร์จึงได้โลดแล่น
"ผมมองว่ามันเป็นเกมส์ อย่างช่วงที่ผมเรียน ผมจะคิดเสมอว่าเราจะเรียนยังไงให้มันสนุก เพื่อที่เราจะได้ไม่รู้สึกว่าต้องกดดัน แล้วก็เป็นการมองหาว่าเราจะเอาชนะตัวเองได้ยังไง ผมว่ามันเหมือนกับเด็กเล่นเกมส์ เราจะผ่านแต่ละด่านไปได้ยังไง เพราะทุกครั้งที่เราผ่านด่านนั้นๆ ไป เราไม่เคยรู้เลยว่า มีอะไรอีกที่รออยู่ข้างหลังประตูนั้น แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ ความสนุกมันจะเริ่มจากตรงนั้นแหละ เราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ"

Above จิตวิญญาณของความเป็นเด็กขับเคลื่อนให้ เจฟ ซาเตอร์ ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของตัวเอง
ความสนุกคือสิ่งที่ทำให้ผมก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่ๆ...เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ ความสนุกมันจะเริ่มจากตรงนั้น และเราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การไม่ผิดพลาด แต่เมื่อผิดพลาดแล้วเราได้อะไร ศิลปินหนุ่มบอกเล่าถึงมุมมองเรื่องความผิดพลาดให้เราได้ฟัง
“เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมองว่าเราไม่ได้อะไรจากความผิดพลาดเลย มันคือเราล้มเหลวจริงๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้อะไรจากความผิดพลาดนั้น และเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดนั้น นั่นแหละคือเวลาที่เราเติบโตขึ้นจากการเรียนรู้ และมันหมายความว่าเราไม่ได้ล้มเหลว เราแค่เรียนรู้เฉยๆ”
เราได้เห็นหลากบทบาทของเจฟ ซาเตอร์ แต่บทบาทไหนกันที่เขารู้สึกคุ้มค่ากับความพยายามมากที่สุด ซึ่งเขาก็ตอบกับเราได้อย่างน่าสนใจ
"พูดตามตรงคือทุกโปรเจ็กต์ ณ ตอนที่เราทำ เราก็ทุ่มเทพยายามในทุกๆ โปรเจ็กต์จริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกงานที่ออกไปแล้วมันต้องครบ จบ และสมบูรณ์แบบในตัวของมัน เพราะฉะนั้นผมทุ่มเทในทุกๆ ดีเทล และทุกๆ งานที่ผมทำ" เขาอธิบาย
“จริงๆ ผมรู้สึกว่ามันเลือกยากมาก เพราะแต่ละงานมันเกิดขึ้นคนละช่วงเวลากัน และทุกช่วงเวลาที่ผลงานถูกเสนอออกไป มันก็ได้รับการตอบรับที่ดี ได้รับการยอมรับ แต่สำหรับผมเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำงานเสร็จแล้ว เราเห็นผลงานแล้วว่ามันออกมาเป็นยังไง ถึงมันยังไม่ไปถึงคนฟังหรือคนดู แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามันดี มันก็ยังเป็นเวลาที่เรารู้สึกได้ว่า โห โคตรคุ้มค่าเลย”
'สนุก' ที่ได้เป็นตัวเอง
แน่นอนว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไฟของความเป็นเด็กยังลุกโชนในใจ ประตูบานใหม่ก็รอให้เราท้าทายอยู่เสมอ เราจึงลองถามศิลปินหนุ่มดูว่า เขาเตรียมตัวรับมือกับด่านใหม่ๆ ในฐานะ เจฟ ซาเตอร์ เอาไว้ยังไงบ้าง
"ด้วยความที่ตัวผมเองทำอะไรหลายอย่างมากๆ การเตรียมตัวในแต่ละงาน มันก็จะมีความแตกต่างกันมากๆ ด้วยครับ แต่ละงานมันก็จะมีลักษณะเด่นของมัน ท้ายที่สุดมันจะมีข้อมูลเข้ามามากมายให้ต้องเตรียมตัว แต่เราจะทิ้งความเป็นตัวเองไปในขั้นตอนของการเตรียมตัวนั้นไม่ได้" เขาตอบ
"บางครั้งไม่ว่าเราจะเริ่มอะไรใหม่ๆ หรืออยู่ในวงการเดิมๆ มันมักจะมีคนที่เข้ามาบอกว่าเราต้องทำแบบนี้ แบบนั้น ให้เราเก็บมาเป็นข้อมูลเพื่อเตรียมตัว อย่างเรื่องการแสดง ผมเรียนรู้จากคนสอนมาโดยตลอดว่าต้องเตรียมตัวยังไง ซึ่งผมก็จะค้นพบแนวทางของตัวเองในการเตรียมตัว เพราะฉะนั้นบางทีวิธีการหนึ่งอาจจะเหมาะกับแค่บางคน เราต้องรู้ว่าวิธีการเตรียมพร้อมทั้งหมดมีอะไรบ้าง แล้วหาวิธีการที่เหมาะกับเรามากที่สุด อย่ายึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แล้วเมื่อไรที่เรามีการเตรียมพร้อมอย่างดี เราก็จะทำงานออกมาดี เพราะงานที่ดีก็มาจากการเตรียมพร้อมที่ดีเช่นกัน"
จากหลากหลายความสำเร็จของเขาทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล เราเชื่อว่ามีสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาที่เขาคนนี้ในฐานะตัวแทน และแรงบันดาลใจ
“ผมว่าตัวแทนสำหรับคนรุ่นใหม่มันเป็นคำที่ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง” เจฟตอบขึ้นตอนที่เราถามถึงมุมมองของเขาที่ต่อคำว่าตัวแทนคนรุ่นใหม่
“ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และไม่มีใครเป็นตัวแทนของใครได้ ทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ขอแค่อย่างน้อยแนวทางที่เราเคยทำไว้มันสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ก็พอแล้วครับ” เขาเสริม
ก่อนบทสนทนาในครั้งนี้จบลง หนุ่มมากความสามารถคนนี้ได้ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่เขาเรียกว่าคุณค่าของความสุข และความสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่รักได้อย่างน่าประทับใจ
“เราอยู่ในสังคมที่บางทีหลงใหลกับการยอมรับมากเกินไป จนบางทีเราละทิ้งบางอย่างที่เราควรจะมีไป เพราะฉะนั้นโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองจะทำ โฟกัสกับความสุข ความสนุกในการทำงานของเรา จงมอบสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ด้วยความสนุก สุดท้ายงานคราฟต์ของเรามันจะออกมาดี และเราจะไม่เสียใจเมื่อมองกลับไป”
"สุดท้ายแล้วทุกคนมีแนวทางเป็นของตัวเอง แล้วมันก็มีแนวทางมากมายหลายหลาก แต่เราต้องเดินบนเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง และมั่นใจว่าเรามีความสุขในทุกทางที่เราไป เพราะเราจะใช้ชีวิตได้มีความสุขและจะทำงานที่ดีออกมาได้ ขอแค่เรามีความสุขและสนุกในการทำมันครับ"

Above เจฟ ซาเตอร์ นักแสดงมากความสามารถที่ขับเคลื่อนแพสชั่นของเขาด้วยความสนุก
อย่าทิ้งความเป็นตัวเองเพราะว่าคนอื่นบอกว่ามันไม่ดี ลองหามุมที่ดีที่สุดในแบบของเรา และผสมเข้ากับสิ่งที่เราอยากจะทำ นั่นแหละแนวทางของเรา
Credits
ภาพ: Studio On Saturn Co. Ltd




