Cover เรียงจากซ้ายไปขวา ภาพตะวัน, นาคนิมิตร และกาพย์แก้ว สุวรรณกูฏ ภายในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ภาพ: ดุสิตธานี กรุงเทพฯ)

ทายาทของไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ร่วมบูรณะผลงานจิตรกรรมผนังเสาอันเป็นสัญลักษณ์คู่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของท่าน หลังการปรับโฉมครั้งใหญ่ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราได้รับโจทย์การวาดภาพ “เขียนปลาทูให้คาว เขียนมะนาวให้เปรี้ยว” หรือได้รับโจทย์ให้ผสมสีสำหรับใช้งาน แต่เป็น “ปางเมื่อมหาสัตว์ เสด็จสู่ครรโภทรพระมารดา ราตรีมืดมนอนธการ พลันสว่างรุ่งรางดั่งกลางวัน หมู่บุปผชาติก็ดารดาษมาโดยทิฆัมพร” แล้วเราจะถ่ายทอดออกมาอย่างไรให้เป็นภาพที่ชัดเจนที่สุด

คงต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อ 60 ปี ที่แล้ว ในแง่ของสถาปัตยกรรมไทยโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ สูง 23 ชั้น นับเป็นอาคารสูงแห่งแรกๆ ในเมืองไทย แน่นอนว่าวิธีคิดเรื่องโครงสร้างและการออกแบบนั้น จำเป็นจะต้องใช้เสาขนาดใหญ่น้ำหนักกว่าห้าตัน จำนวนสองเสาในการรับน้ำหนักโครงสร้างของอาคาร และนี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของศิลปะการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังไทยที่เคยถูกจำกัดไว้เพียงแค่ภายในโบสถ์ ในวิหาร เมื่อท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ได้มีแนวความคิดเชื้อเชิญ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ หรือ ‘ท่านกูฏ’ ศิษย์สายตรงของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ปูชนียบุคคลแห่งวงการศิลปะร่วมสมัย ผู้ปูแนวทางความคิดแบบก้าวหน้าให้กับวงการศิลปะไทย

อ่านเพิ่มเติม: นิยามความหรูหราแบบเรียบง่ายผ่านสายตา André Fu กับการรังสรรค์ ‘ดุสิตธานี’ โฉมใหม่

ในปี 2025 นี้ นับเป็นวาระที่ประจวบเหมาะเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของท่านกูฏ และการเปิดตัวโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ อีกครั้ง ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีกับการการบูรณะเสาคู่นี้ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์คู่กับโรงแรมมาอย่างยาวนาน วันนี้ Tatler Thailand มีโอกาสได้พูดคุยกับทายาทท่านกูฏทั้งสามท่าน ได้แก่ ภาพตะวัน, กาพย์แก้ว และนาคนิมิตร สุวรรณกูฏ ในการเข้ามามีส่วนร่วมและให้คำแนะนำกับการบูรณะครั้งนี้ โดยทั้งสามต่างคร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะไทยมาอย่างยาวนาน

Back to the Root

Tatler Asia
Above เรียงจากซ้ายไปขวา ภาพตะวัน, นาคนิมิตร และกาพย์แก้ว สุวรรณกูฏ ภายในห้องอาหาร Cannubi by Umberto Bombana ที่นำเอาไม้สักจากห้องอาหารเบญจรงค์เข้ามาตกแต่ง (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

“เราต้องปรับความเข้าใจเกี่ยวกับคุณพ่อให้ตรงกันด้วยการพาทีมงานที่จะร่วมบูรณะนั่งเรือล่องคลอง พร้อมเล่าว่าท่านกูฏคือใคร ไกด์พาชมตลอดเส้นทางจนจบที่วัดสุวรรณาราม ระหว่างล่องเรือเราพบศาลเจ้า ต้นไม้ สายน้ำ เพื่อให้เห็นภาพเดียวกัน และเข้าใจตรงกัน จนท้ายที่สุดเราพาพวกเขาไปที่หลังพระประธาน เพราะในผลงานจะมีศาลเจ้าที่เห็นเมื่อบ่ายปรากฏอยู่ มันคือวิธีการถ่ายทอดความทรงจำ” ภาพตะวันเล่ากระบวนการละลายความเข้าใจก่อนการทำงานให้เราได้ฟัง

“สาเหตุที่เราต้องทำแบบนี้เพราะพ่อเป็นคนที่ลึกล้ำมาก เขาจะบอกว่า ‘เขียนปลาทูให้คาว เขียนมะนาวให้เปรี้ยว’ นาคนิมิตรเสริม หรืออย่างเราเคยได้รับโจทย์ให้ผสมสีสว่าง พ่อก็พูดว่า “ปางเมื่อมหาสัตว์ เสด็จสู่ครรโภทรพระมารดา ราตรีมืดมนอนธการ พลันสว่างรุ่งรางดั่งกลางวัน หมู่บุปผชาติก็ดารดาษมาโดยทิฆัมพร” ภาพตะวันเล่าพร้อมหัวเราะ

“แต่เราก็เคยเถียงพ่อเหมือนกันนะ” กาพย์แก้วเล่าพลางหันหน้ามองพี่น้องทั้งคู่และพูดต่อ “ด้วยความที่เรายังเด็ก ลายน้ำของพ่อมันไม่เหมือนน้ำ มันเป็นเส้น ทำไมเป็นเส้น พ่อก็ไล่ไปดูน้ำ ไล่อยู่อย่างนั้น ไล่ออกไปหลับตาดูน้ำ” กาพย์แก้วเล่าเรื่องราววัยเด็กของเธอประกอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนหล่อหลอมให้ก้าวข้ามจินตนาการแบบทั่วไป จากการนึกถึงกลิ่นอาหารที่แม่ทำ จนไปถึงกลิ่นผ้าห่มที่แม่ตากแดดยามเช้า ที่เริ่มต้นจากจุดที่เชื่อมโยงได้จนไปถึงจินตนาการที่ขาดจากความเชื่อมโยงอันเป็นเอกเทศ

Preservation to Reversibility

Tatler Asia
Above อาจาย์ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ หนึ่งในทายาทผู้ร่วมบูรณะภาพจิตกรรมผนังเสาในครั้งนี้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above อาจาย์กาพย์แก้ว สุวรรณกูฏ หนึ่งในทายาทผู้ร่วมบูรณะภาพจิตกรรมผนังเสาในครั้งนี้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

เมื่อห้าปีที่แล้ว คงถึงวาระของการพัฒนาพื้นที่ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ การทุบรื้อ หลายส่วนถูกทำลายทิ้ง บางส่วนนั้นถูกเก็บไว้ นำมาออกแบบ ประยุกต์ และใช้ต่อ บางส่วนถูกเก็บรักษาไว้รวมไปถึงเสาขนาดใหญ่ที่ยังคงมีภาพจิตรกรรมของท่านกูฏไว้

“ครั้งแรกที่เห็นตั้งแต่การรื้อถอน เรารู้เลยว่าเสานี้ไม่ใช่ของพ่อ ลายเส้นนี้ไม่ใช่ของพ่อ และพ่อไม่ใช่คู่สีนี้แน่ๆ” ภาพตะวันเล่าหลังจากที่เธอได้กลับมาเห็นเสาคู่นี้อีกครั้งเมื่อห้าปีที่แล้วก่อนการบูรณะโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ “เราเข้าใจได้เลยว่าเสานี้ถูกวางไว้ในแบบของตกแต่งที่ถูกวางไว้ในห้องอาหาร มีการเดินผ่านไปมา การจับ ลูบ กระแทก ชน สารพัดสิ่งที่สุดจะคาดได้ว่ามีอะไรมากระทบกับเสาต้นนี้บ้าง” นาคนิมิตรกล่าวต่อ

ด้วยระยะเวลาเสาคู่นี้ผ่านมาถึง 50 หนาว งานต้นฉบับที่แท้จริงคงจะมีแต่ท่านกูฏ ลูกมือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ภาพตะวัน และอีกไม่กี่ท่านที่ได้สัมผัส แต่ด้วยหน้าที่ของเสาที่ต้องให้ความสวยงาม และเสริมบรรยากาศภายในห้องอาหารเบญจรงค์ ดังนั้นความสมบูรณ์แบบของเสาคือสิ่งสำคัญ และแน่นอนว่าทางโรงแรมจะต้องดูแล และบูรณะเสาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ แต่การจัดการในแต่ละครั้งนั้นนับเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งในการเทียบฝีแปรงของสุดยอดจิตรกรแห่งยุคอย่างท่านกูฏได้

อ่านเพิ่มเติม: Slowcombo Open House 2025 คอมมูนิตี้สเปซที่เชื่อมโยงอนาคตร่วมกัน

Tatler Asia
Above อาจาย์ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ หนึ่งในทายาทผู้ร่วมบูรณะภาพจิตกรรมผนังเสาในครั้งนี้ (ภาพ: Bharanroj Dhanabhudhinitikorn)

“เราจะมองเสาต้นนี้เป็นของตกแต่ง หรือจะมองว่าเป็น master piece เมื่อเสาอยู่ในโรงแรม เราอาจบอกได้ว่าเป็นของตกแต่ง แต่ถ้าเราเข้าใจถึงประวัติของพ่อ ที่เชี่ยวชาญในด้านจิตรกรรมไทย ตั้งแต่วิธีการ การลงสี มันคือหน้าประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตรกรรมไทย มันคือหลักฐานของศิลปะร่วมสมัย” นาคนิมิตรให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเสาคู่นี้

“ครั้นที่เราลงน้ำยาเพื่อล้างชั้นบนออก เพื่อดูว่าข้างล่างเป็นอย่างไร จนเราพบลายชั้นล่างสุดที่เป็นผลงานของพ่อ ภาพความทรงจำที่มันกลับมา เราจำได้ถึงอารมณ์พ่อเวลาทำงาน ความละเอียดของพ่อ ชั้นเชิงของพ่อที่ลงทุกเส้นด้วยมือเปล่า (free hand) ซ้ายขวาไม่เท่ากัน แต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก มันมีลีลา และทรงพลังอย่างมาก” กาพย์แก้วพูดถึงช่วงเวลาที่เธอได้พบกับผลงานของพ่อที่ในวันนั้นเธอยังเยาว์เกินกว่าจะจำได้

หลังจากนี้เราก็จะได้เห็นเสาคู่นี้ภายในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ถูกบูรณะโดยทายาทของท่านกูฏทั้งสามท่าน และทีมงาน ลวดลายที่กลับมามีชีวิตชีวา ผ่านการสื่อสารที่ทรงพลัง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไม่ผิดแผกจากเดิม นับเป็นการบูรณะที่อาจเรียกได้ว่าสามารถย้อนกลับ (reversibility) ได้เกือบสมบูรณ์แบบมากที่สุด

As Long As It Last

Tatler Asia
Above อาจาย์ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ หนึ่งในทายาทผู้ร่วมบูรณะภาพจิตกรรมผนังเสาในครั้งนี้ (ภาพ: Bharanroj Dhanabhudhinitikorn)
Tatler Asia
Above ภาพจิตกรรมผนังเสาที่บูรณะสำเร็จที่เป็นภาพต้นฉบับ (ภาพ: ดุสิตธานี กรุงเทพฯ)

ท้ายที่สุดแล้วเสาคู่นี้ยังยืนยงคู่กับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ มากว่าครึ่งศตวรรต และจะอยู่ต่ออีกจนครบรอบคงไม่ใช่เรื่องแปลกใจแต่อย่างไร แต่สิ่งที่จะยังคงอยู่ และถูกส่งต่อไปอีกนานเท่านาน คงจะหนีไม่พ้นแนวคิดของท่านกูฏที่จะยังคงมนต์ขลังได้ไม่เสื่อมคลาย

“ถ้าพูดกันในความเป็นศิลปิน พ่อเป็น modernist ไม่ใช่ traditionist เขาไม่ได้เรียนแค่ภาพวาด เขายังเก่งงานปั้น บวกกับวิชาปรัชญา ทุกอย่างควบคู่ไปด้วยกัน เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในหลากหลายสายธารเข้าไว้ด้วยกัน คงด้วยการบ่มเพาะกับอาจารย์ศิลป พีระศรี ทำให้มุมมองความคิดของเขาถูกปั้นแต่ให้เป็นแบบของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์” ภาพตะวันเล่าถึงกระบวนการทางความคิดของท่านกูฏผ่านมุมมองของเธอ “การบูรณะครั้งนี้ เราอยากมอบประสบการณ์ให้กับผู้ชม เราได้จับเสาต้นนี้มาถอดร่าง และยกพลังของงานสร้างสรรค์ที่ถูกปิดทับไว้ออกมา เราอยากให้ได้สัมผัสประสบการณ์เดียวกันกับเรา ในวันที่เรานั่งผสมดมกลิ่นสี วันที่กลับเข้ามาแล้วความทรงจำในกล้ามเนื้อยังจำการจับแปรงสี และลูกประคบได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันหยิบยืมกันไม่ได้ และมันไม่มีวันเป็นประสบการณ์เดียวกันอย่างแน่นอน”

Tatler Asia
Above ภาพจิตกรรมผนังเสาที่บูรณะสำเร็จที่เป็นภาพต้นฉบับ (ภาพ: ดุสิตธานี กรุงเทพฯ)

สำหรับอาจารย์นาคนิมิตรนั้นมองว่าการบูรณะในครั้งนี้ จะช่วยเปิดเรื่องราวของท่านกูฏออกสู่สายตาสาธารณชนมากยิ่งขึ้น ด้วยข้อจำกัดหลายประการทั้งรูปแบบผลงาน การจัดแสดง และสถานที่ตั้ง นับว่าผลงานของท่านยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์และสร้างแรงขับเคลื่อนในวงการศิลปะไทยได้อย่างแน่นอน

“เราคิดไม่ต่างกันนะ การบูรณะครั้งนี้คือการที่เราอยากเผยให้เห็นแนวคิดของพ่อผ่านผลงาน ที่ไม่ว่าคุณจะมีเทคนิคไหนก็ตาม แต่กระบวนการคิด แรงบันดาลใจ ทั้งหมดเหล่านี้จะบรรเลงเข้าไว้ด้วยกันเหมือนดนตรีแจ๊ส ที่ดึงศักยภาพของแต่ละเครื่องดนตรีออกมาเพื่อความสวยงามที่สุดของบทเพลง” กาพย์แก้วได้ปิดท้ายเรื่องราวของการบูรณะในครั้งนี้

Topics

Bharanroj Dhanabhudhinitikorn
Lifestyle Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia