André Fu สถาปนิกชื่อดังระดับโลก กับการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกในการปลุกชีพโรงแรมไอคอนิกของไทยอย่าง ‘ดุสิตธานี’
โรงแรมดุสิตธานี สัญลักษณ์แห่งความหรูหราของไทยมาหลายทศวรรษ ได้ถูกปลุกชีพขึ้นใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ของอังเดร ฟู (André Fu) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ด้วยแนวคิด ‘ความหรูหราแบบผ่อนคลาย’ อันเป็นเอกลักษณ์ ฟูได้นำเอาความผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกมาสู่โครงการสำคัญนี้
การรีดีไซน์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของโรงแรมที่มีมาตั้งแต่ยุค 1970s แต่ยังเติมแต่งด้วยองค์ประกอบร่วมสมัยที่ลงตัว ผ่านรายละเอียดอย่างเพดานลายกลีบดอกบัว ลวดลายเมืองบนก้อนเมฆ สีสันที่เลือกสรรอย่างพิถีพิถัน และการออกแบบที่คำนึงถึงทุกมุมมองและการใช้งาน สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานวัฒนธรรมและปรัชญาที่งดงามระหว่างความเป็นไทยที่ลึกซึ้งกับความเป็นสากล
อ่านเพิ่มเติม: สำรวจห้องพัก ดุสิตธานี กรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับการกลับมาอีกครั้ง
เราได้พูดคุยกับ André Fu เพื่อให้เขาได้แบ่งปันการเดินทางของการสร้างจินตนาการใหม่ให้กับโรงแรมคลาสสิกของไทยสำหรับยุคสมัยใหม่
ช่วยเล่าเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับโรงแรมดุสิตธานีให้เราฟังหน่อยได้ไหม
มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณแปดปีที่แล้ว หรือประมาณปี 2017 ผมได้มาเยือนกรุงเทพฯ และเข้าชมโรงแรมดุสิตธานีแห่งแรก ผมเดินสำรวจทั้งล็อบบี้ พื้นที่รับรองแขก ร้านอาหาร ดาดฟ้า และแม้กระทั่งห้องพัก ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจประวัติศาสตร์และประเพณีของโรงแรมอย่างลึกซึ้ง ผู้ก่อตั้งได้สร้างสถานที่อันเป็นเอกลักษณ์นี้ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970s ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมสำหรับยุคสมัยนั้น ผมรู้สึกมันน่าหลงใหลและน่าประทับใจมาก หลังจากพูดคุยกับทีมงาน ผมก็เข้าใจวิสัยทัศน์ของพวกเขาในการสร้างเรือธงแห่งใหม่ในพื้นที่นี้ พร้อมกับการรักษาบางส่วนของโรงแรมเพื่อสื่อถึงวิสัยทัศน์ใหม่ สำหรับผม มันเป็นอะไรที่พิเศษมากในการได้ช่วยแบรนด์ท้องถิ่นสร้างบางสิ่งที่สามารถสื่อสารไปทั่วโลกได้

Above ผลงานการออกแบบของ André Fu ห้องพักโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ภาพ: Dusit)

Above ผลงานการออกแบบของ André Fu ห้องพักโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ภาพ: Dusit)
สำหรับ Andre Fu Studio แล้ว การ ‘กำหนดนิยามใหม่’ ในบริบทนี้หมายถึงอะไร
มันไม่ได้เกี่ยวกับการกำหนดนิยามใหม่มากเท่ากับการทำความเข้าใจและเคารพประเพณี มันเกี่ยวกับการเข้าใจว่าคนไทยมองวัฒนธรรมของตัวเองอย่างไร โรงแรมนี้มีองค์ประกอบและงานฝีมือมากมาย ตั้งแต่สี ตัวอักษร มงกุฎ ไปจนถึงทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือผมไม่ใช่นักออกแบบชาวไทย ถ้าเจ้าของโรงแรมต้องการการออกแบบแบบไทยแท้ ก็มีคนที่มีความสามารถในท้องถิ่นอีกมากมาย สิ่งที่พวกเขาต้องการคือมุมมองของผม ว่าผมจะสกัดเอาแก่นแท้ของโรงแรมแบบดั้งเดิมและผสมผสานมันเข้ากับบทบาทใหม่ได้อย่างไร มันเกี่ยวกับการรักษาประเพณีและความสำคัญทางจิตใจ พร้อมกับการนำองค์ประกอบจากสถานที่เดิมเข้ามา มันเป็นงานที่ท้าทาย แต่นั่นแหละที่ทำให้มันน่าตื่นเต้น
องค์ประกอบทางประวัติศาสตร์ในโรงแรมดุสิตธานีอะไรบ้างที่คุณอยากจะรักษาเอาไว้หรือนำมาใช้ในการออกแบบใหม่นี้
มีหลายองค์ประกอบที่เราได้เน้นย้ำครับ เราได้นำภาพวาดจากโรงแรมเดิมมาใช้ รวมถึงเพดานลายกลีบดอกบัวในล็อบบี้ และลวดลายเมืองบนก้อนเมฆบนผนัง มีหลายองค์ประกอบที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ บางส่วนต้องใช้เวลาในการชื่นชมบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ที่เราสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นความทรงจำของโรงแรมแบบดั้งเดิม แก่นแท้ของมันชัดเจน ผมไม่จำเป็นต้องอธิบาย มันไม่ได้ตื้นเขิน และผมไม่ได้แค่พยายามทำให้มันดู ‘เป็นไทย’ ไม่มีสูตรสำเร็จว่าควรจะเป็นไทยแค่ไหน หรือจะทำให้มันเป็นไทยโดยไม่ดูเชยอย่างไร มันท้าทายและบางครั้งก็ซ้ำซาก แต่เราต้องการให้มันรู้สึกคุ้นเคยแต่ก็สดใหม่ นั่นคือเสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์ของมัน

Above ผลงานการออกแบบของ André Fu โถงต้อนรับภายในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ภาพ: Dusit)

Above ผลงานการออกแบบของ André Fu โถงต้อนรับภายในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ภาพ: Dusit)
สร้างความสมดุลระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้กับสไตล์การทำงานของ Andre Fu Studio อย่างไร
ผมมักพูดถึง ‘relaxed luxury’ ว่ามันเกี่ยวกับความสบายและความรู้สึกเหมือนเป็นแขกที่ได้รับการต้อนรับ เมื่อแขกเข้ามาในโรงแรม พวกเขาจะเห็นภาพวาดของศิลปินไทย สกล มาลี เพดานหกเหลี่ยม การสร้างแสงไฟที่เปลี่ยนจากช่วงทึบสู่ช่วงโปร่งแสง การเน้นลวดลาย โดยเฉพาะลายก้อนเมฆที่ให้ความรู้สึกลอยได้ เมื่อหันไปคุณจะเห็นเสาจากอาคารเก่าของโรงแรม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นการเดินทางใหม่ภายในโรงแรม มันเป็นประสบการณ์ที่ถูกคัดสรรมาอ้างอิงถึงสิ่งที่แขกจะได้พบเจอเมื่อเดินผ่านทางเดิน โดยยังคงรักษาความทรงจำของดุสิตธานีดั้งเดิมไว้ พร้อมกับการนำเสนอนวัตกรรมและความทันสมัย
ส่วนสไตล์ของสตูดิโอผม มันเป็นการทำงานและการตัดสินใจโดยจิตใต้สำนึกเป็นส่วนใหญ่ ทุกขั้นตอนต้องมีการตัดสินใจ เราดีไซน์ตั้งแต่ส่วนขอบรายละเอียดไปจนถึงโถงอาคารขนาดใหญ่ และทั้งหมดนี้ถูกร้อยเรียงและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในภาพใหญ่ ซึ่งมันไม่ได้มีสูตรตายตัวในการทำงาน ต่อให้มีประสบการณ์มาก่อนหลายโปรเจ็กต์ ทุกวันนี้ผมถามแขกที่เข้าพักว่ารู้สึกถึงความเป็นไทยไหม ส่วนใหญ่จะตอบว่าใช่ แต่มันไม่ได้เป็นไทยจ๋า ซึ่งสิ่งนี้แหละคือสิ่งที่ผมต้องการ
หลังจากทำโปรเจ็กต์นี้มานานกว่า 5-6 ปี อะไรคือความท้าทายที่สุดครับ
ผมคิดว่ามันคือการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับสไตล์ของผมเอง ผมต้องพิจารณาภาพรวมทั้งหมด พื้นที่กว่า 1,350 ตารางเมตร หน้าต่างยาว 55 เมตร ทุกอย่างมันใหญ่มาก ในฐานะบุคคลคนเดียวที่เกี่ยวข้องกับทุกชั้นและทุกห้อง ผลลัพธ์สุดท้ายจะสะท้อนความคิดของผม มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ เราใช้สีเขตร้อนสำหรับศาลา และศาลาอื่นๆ ใช้สีโครมและเบจ
ผมต้องจินตนาการว่าจะจัดการกับพื้นที่ขนาดใหญ่แบบนี้อย่างไร ในขณะที่ยังต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น รูปแบบของมือจับประตูและตู้ ผนัง ลวดลายบนประตู จนไปถึงระเบียง โถง ลิฟต์ ทั้งโรงแรม ที่ยังไม่รวมถึงจุดเด่นของห้อง สไตล์การออกแบบ องค์ประกอบ อุปกรณ์ประกอบฉากบนชั้นวาง โลโก้ และเครื่องแบบพนักงาน ความหลากหลายนี้คือสิ่งที่ทำให้การออกแบบโรงแรมนั้นสนุกและกดดันได้ในเวลาเดียวกัน เพราะผู้คนมาพัก ชาร์จพลัง ผ่อนคลาย เฉลิมฉลอง และทำอีกหลายสิ่ง

Above ผลงานการออกแบบของ André Fu ภายในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ร่วมกับเสาจิตรกรรมไทยผลงานของท่านกูฎ (ภาพ: Dusit)

Above ผลงานการออกแบบของ André Fu ภายในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ภาพ: Dusit)
Sense of place สำหรับโรงแรมดุสิตธานีแล้ว การออกแบบของคุณได้ฉายภาพของ Sense of Place ออกมาเป็นอย่างไร
ผมมองเรื่องนี้จากสองมุม มุมของโรงแรมเอง และมุมของตัวผมในฐานะที่ทำงานให้กับโรงแรม (หัวเราะ) แต่ถ้าผมลองมองข้ามกรอบที่ถูกกำหนดไว้ หรือปรับมุมมองให้ใหม่ ผมคิดว่าผมอาจมองเรื่องนี้แบบเดียวกับคนรุ่นใหม่ในไทย เพราะถึงแม้ว่าผมจะเกิดที่ฮ่องกง และไปเรียนที่อังกฤษอยู่หลายปี ชีวิตของผมจึงผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสตลอดการเดินทางมาทั้งชีวิต ตั้งแต่ช่วงเรียน จนถึงช่วงทำงานจนถึง Andre Fu Studio โยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของผมที่ต้องเดินทางบ่อยมาก ภายในช่วง 10 วัน ผมขึ้นเครื่องบินถึงแปดครั้ง ผมเชื่อว่าโรงแรมเป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบของการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยว มันเป็นสถานที่แรกที่พวกเขาจะเจอเมื่อมาถึง และเป็นสถานที่สุดท้ายที่พวกเขาจะสัมผัสก่อนกลับ ดังนั้นการสร้างความทรงจำที่ดีจึงสำคัญมาก
ในมุมของชุมชนท้องถิ่น โรงแรมเองก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่และผู้คนในละแวกนั้น ผมมองว่าความผูกพันต่อสถานที่นี้ สะท้อนผ่านความหลากหลายของวัฒนธรรมที่ผมได้สัมผัสมา การเดินทางของผมไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการทำงาน แต่ยังเป็นการเรียนรู้จากการพบเจอผู้คนที่แตกต่างกัน มันสร้างแรงบันดาลใจให้ผมตลอดเวลา และผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดออกมาในงานของตัวเอง และสามารถทำให้โรงแรมของเราเป็นที่จดจำได้เช่นกัน
Topics





