บาติกอาจดูเหมือนเป็นรูปแบบศิลปะที่เริ่มมีในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ช่วงปี 1920 แต่เบื้องหลังผ้าทอสีสันสดใสนี้กลับเป็นมรดกที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่นตลอดหลายศตวรรษ
ผ้าบาติกที่เราเห็นทุกวันนี้มักมีสีสันสดใส และมีลวดลายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้อันอ่อนช้อยไปจนถึงลายเรขาคณิตที่ซับซ้อน แม้ว่าจะมีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากมาย แต่กระบวนการทำลวดลายด้วยมือยังคงเป็นประเพณีปฏิบัติที่มีให้เห็น พร้อมกับการปรับให้เข้ากับยุคสมัย
หนังสือพิมพ์ New York Times ของสหรัฐฯ พูดถึงผ้าบาติกไว้เมื่อปี 1975 ว่าเสมือนเป็น “ภาพวาดย้อนกลับ” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคำที่ไม่ห่างไกลจากความเป็นจริง เพราะผ้าบาติกใช้เทคนิคการย้อมสีแบบ “resist dyeing” คือการกันไม่ให้สีซึมเข้าเนื้อผ้าด้วยขี้ผึ้งซึ่งเป็นกรรมวิธีสร้างลวดลายที่มีให้เห็นมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ
อย่างที่หนังสือ “Patterns in Culture—Techniques of Decoration and Coloration” ของ M. A. Hann ได้กล่าวถึงการค้นพบสุสานในเมืองอัคห์มิน ทางตอนบนของอียิปต์ มีชุดเสื้อของเด็กที่มีลวดลายจากกระบวนการย้อมสีแบบ "resist dyeing" ที่คาดว่าอาจมาจากช่วงศตวรรษที่ 4
อ่านเพิ่มเติม: Alia Bhatt และ Deepika Padukone กับการเนรมิตลุคอย่างมีศิลป์ในการสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ชาวอินเดียชื่อดัง

Above หญิงชาวมาเลย์ในแฟชั่นของนุสันตรา
ย้อนกลับไปช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากชวาในช่วงศตวรรษที่ 15 ถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ในเวลาที่อาณาจักรมะละกากำลังถูกโปรตุเกสเข้ายึดครองในปี 1511 บันทึกประวะติศาสตร์การค้าโดยนักเขียนชาวโปรตุเกส Duarte Barbosa อธิบายว่า แม้ว่าทั้งสองจะอยู่ภายใต้อาณานิคมยุโรปที่ต่างกัน แต่ก็ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างคาบสมุทรมาเลย์และอินโดนีเซีย และกล่าวถึงผ้าบาติกด้วยว่าเข้ามาถึงมาเลเซียผ่านการค้าขายทางทะเลกับชวา
400 ปีต่อมา การทำผ้าบาติกมีให้เห็นในเมืองชายทะเลตะวันออกของมาเลเซีย รายงานของมหาวิทยาลัยมลายูเรื่องพัฒนาการของผ้าบาติกในมาเลเซียช่วงปี 1950 ถึง 1980 ระบุว่ามีพ่อค้าจากชวาและชาวชวาที่มาตั้งรกรากใหม่ เริ่มการผลิตผ้าบาติกในครัวเรือนในเมืองกัวลาตรังกานูและในรัฐกลันตัน แต่ก่อนที่คนท้องถิ่นจะเริ่มเอาเทคนิคของชวามาใช้ ได้มีการทำผ้าบาติกให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 คือผ้าที่เรียกว่า ‘เปลังงี’ หรือบาติกสายรุ้ง และผ้า ‘ทรีทริก’

Above ผู้หญิงชาวบาตาเวียน (จาการ์ตาสมัยใหม่) สวมชุดผ้าฝ้ายเคบายาและโสร่งผ้าบาติก
เทคนิค ‘เปลังงี’ คิดค้นโดยหญิงชาวมาเลย์ในตรังกานูชื่อ Minah Pelangi คือการมัดผ้าขาวด้วยเชือกหรือหนังยางเพื่อกันสีย้อมซึมเข้าเนื้อผ้า ส่วนเทคนิค ‘ทรีทริก’ พัฒนาขึ้นโดยชายชาวกลันตันชื่อว่า Haji Che Su Ishak ด้วยการผสมการสอยผ้าและการมัดผ้าให้เป็นลายที่ต้องการก่อนนำไปย้อมสี
ผ้าบาติกของชวาเข้ามาถึงมาเลเซียเมื่อพ่อค้าชื่อ Raden Mukhtar มาทำงานกับ Che Su พร้อมเทคนิคการใช้บล็อกพิมพ์ทองแดงและขี้ผึ้ง
ในรัฐตรังกานู ผู้ผลิตผ้าบาติก Haji Ali เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้บล็อกพิมพ์ โดยเฉพาะบล็อกที่ทำจากทองแดง เมื่อช่วงปี 1950 เขาเอาตัวบล็อกแบบชวากลับมาที่มาเลเซียแล้วพัฒนาต่อเพื่อใช้ในธุรกิจครอบครัว ลายที่ต้องการจะถูกพิมพ์ลงบนผืนผ้าด้วยการจุ่มบล็อกทองแดงในขี้ผึ้งหรือเรซินที่ถูกละลายด้วยความร้อน เป็นขั้นตอนที่อาจจะต้องทำซ้ำหลายครั้งก่อนย้อมสีผ้า ขึ้นอยู่กับการออกแบบ

Above ผู้ผลิตผ้าบาติกกำลังวาดลวดลายด้วยมือบนผ้าฝ้ายยืด
นอกจากนี้ ยังมีปากกาเขียนเทียนบาติกที่เรียกว่า ‘จันติ้ง’ เป็นอุปกรณ์ที่ชาวชวาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อสร้างลายที่ซับซ้อน แม้ชาวมาเลเซียใช้อุปกรณ์นี้ในการเขียนเทียนเช่นกัน แต่การออกแบบลายระหว่างสองวัฒนธรรมก็ยังมีความแตกต่างที่สังเกตุเห็นได้
ผ้าบาติกที่เก่าแก่และโดดเด่นที่สุดของอินโดนีเซียคือผ้าบาติกแบบเพนดาลามาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Inland batik’ ซึ่งนิยมใช้สีสันโทนสีน้ำตาล ดำ และน้ำเงิน และมักวาดด้วยลวดลายเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรม ในขณะที่ผ้าบาติกของมาเลเซียมักจะใช้สีที่นุ่มนวลและสว่างกว่า และลวดลายจะถูกวาดด้วยจันติ้งบนผ้าที่ขึงกรอบขนาดใหญ่หรือใช้บล็อกพิมพ์สร้างลวดลายบนผ้าที่วางบนพื้นเรียบ

Above การเอียงด้วยทองแดงใช้สำหรับรายละเอียดที่ละเอียดอ่อน
ตั้งแต่เก่าก่อน ผ้าบาติกเป็นสิ่งที่สวมใส่ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะใส่เป็นผ้านุ่ง ใช้ผูกเอวสำหรับทั้งหญิงและชาย หรือสำหรับผู้หญิงใช้พันรอบหน้าอก
ในช่วงศตวรรษที่ 14 หญิงชาวมาเลย์เริ่มนุ่งผ้าบาติกกับเสื้อบาจูกูรุง ซึ่งมักเป็นผ้าทึบเรียบๆ หรือปักลาย หรือเสื้อบาจูเคบายา ซึ่งเป็นเสื้อทรงเข้ารูป ใช้ผ้าที่มีความโปร่งตัดเย็บกับผ้าลายดอกและตกแต่งด้วยงานปักและลูกปัด
การนุ่งผ้าบาติกกับเสื้อทั้งสองแบบยังคงเป็นที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้ ในขณะเดียวกัน ความต้องการผ้าบาติกของมาเลเซียก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสแฟชั่นสมัยใหม่ที่นำโดยนักออกแบบชาวมาเลเซียอย่าง Fern Chua ผู้ก่อตั้ง FERN Batik และ Farhan Omar ผู้ร่วมก่อตั้ง Kapten Batik พวกเขานำมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซียกลับคืนมาสู่โลกแฟชั่นด้วยรูปแบบที่ร่วมสมัยทำให้ศิลปะผ้าบาติกเป็นที่รู้จักในกระแสหลักมากขึ้น
Fern มักทดลองใช้วัตถุดิบอย่างไม่ลังเล เธอมีเป้าหมายที่จะยกระดับผ้าบาติกด้วยการออกแบบที่เรียบง่าย มีความอเนกประสงค์มากขึ้น และสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ในขณะเดียวกันยังคงรักษาความเป็นมาเลเซียเอาไว้แม้ว่าจะปรับให้ทันสมัยแล้วก็ตาม

Above เศษผ้าบาติกสีสันสดใสพับใส่ตะกร้า
ส่วนแบรนด์ Kapten Batik ที่เปิดตัวเมื่อปี 2017 ด้วยแนวความคิดทำผ้าบาติกให้เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีร้านทั้งหมด 8 สาขา โดยสาขาล่าสุดเพิ่งเปิดที่อาคารสนามบิน KLIA 1 ในกัวลาลัมเปอร์
Farhan เล่าถึงความพอใจกับการเติบโตและกระแสตอบรับของแบรนด์ “ทั้งคนมาเลเซียเองและทั้งนักท่องเที่ยวต่างตอบรับ Kapten Batik อย่างกระตือรือร้น มีคนใส่ผ้าบาติกทุกที่ ไม่ว่าจะที่ร้านกาแฟหรือบาร์ ในงานกึ่งทางการ หรือระหว่างทริปต่างประเทศ ผมต้องชื่นชมทีมงานนักออกแบบผ้าบาติกและสิ่งทอของผมที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อพัฒนาทั้งลวดลายและสีสันของผ้าบาติกที่เราผลิต”
Farhan เชื่อว่าความต้องการผ้าบาติกจะยังคงเติบโตขึ้น เห็นได้จากที่ Kapten Batik ได้รับเชิญให้ไปเปิดร้านในห้างสรรพสินค้าพรีเมียมหลายแห่งตั้งแต่ต้นปี 2024
"เรากำลังวางแนวทางและกลยุทธ์ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เหมาะกับทุกคน เราได้นำเศษผ้ามาแปรรูปเป็นเครื่องประดับมากขึ้น และในปี 2025 เราจะเปิดร้านที่ The Gardens, Merdeka 118 และ KLCC New Wing เราตื่นเต้นที่จะนำประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบบูติกของเรามาให้ทุกคนได้สัมผัส"
This story was originally written in English by Koyyi Chin.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2024 โดย Koyyi Chin โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
'มาริษา เจียรวนนท์' ผู้ชุบชีวิตตึกในตำนานและสานต่อโลกศิลปะ
Little Lao จิตวิญญาณของหลวงพระบางกับการตีความใหม่ พร้อมเสิร์ฟทั้งอาหารและเครื่องดื่มแบบโมเดิร์น
จิบ Maya Pistola Agavepura เตกีลาแบรนด์แรกของเอเชียจากที่ราบสูงในอินเดีย
Topics




