Cover สเปซชั้นล่างของบ้านเชื่อมคอร์ตยาร์ด เผยความงามของต้นไม้ฟอร์มเอียง และแมวตัวโปรดที่นอนอยู่ (ภาพ: Studio Act of Kindness)

Monsoon House สถาปัตยกรรมความสงบที่เดินทางผ่านเรื่องราวชีวิต สู่บ้านที่เป็นดั่งอ้อมกอดโอบรับทุกความไม่สมบูรณ์แบบ

ในขวบวัยที่หลายคนวิ่งตามความสำเร็จและจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ ‘วิกฤติวัยกลางคน’ หรือ midlife crisis มักเดินทางมาทักทายโดยไม่ทันตั้งตัว สำหรับ ชารีฟ ลอนา สถาปนิกและผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ Studio Act of Kindness เหตุการณ์นี้เดินทางมาพร้อมกับช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเข็มนาฬิกาของโลกหมุนช้าลง ความกดดันและความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นภายในใจ กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่เขาต้องเผชิญ

ทางออกในวันนั้นของเขาคือการออกไปวิ่งตากฝนเพียงลำพัง ท่ามกลางหยาดน้ำฟ้าและผู้คนแปลกหน้าที่ต่างกางร่มซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ชารีฟกลับค้นพบ ‘เซฟโซน’ ในใจที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘Monsoon House’ บ้านที่เป็นเสมือนหลุมหลบภัยและพื้นที่สะท้อนตัวตนของเขาอย่างซื่อตรงที่สุด

บ้านหลังนี้ยังเปรียบเสมือนการปลุกภาพฝันวัยเยาว์ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ชารีฟเติบโตมาในแถบภาคใต้ ดินแดนที่เต็มไปด้วยมรสุมไปแล้วเกือบครึ่งปี สำหรับเด็กชายผู้ชอบเก็บตัว ฤดูร้อนอาจหมายถึงความรื่นเริงที่ทุกคนคาดหวังได้ แต่ ‘ฤดูฝน’ คือความสงบและสเปซส่วนตัว เขาจดจำโมเมนต์ที่ตัวเองนั่งเหม่อมองฝนสาดกระเซ็นผ่านหน้าต่าง ในมือถือกระดาษสเก็ตช์ภาพ มีแมวตัวโปรดอยู่ข้างๆ หรือวิวอื่นๆ ในความทรงจำที่มักมีสายฝน ภูเขา และท้องฟ้าเป็นฉากหลัง

อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: Mirin House บ้านพูลวิลล่าดีไซน์ล้ำด้วยการออกแบบแสงและเงาให้เป็นโรงละครแห่งการอยู่อาศัย

The belly of the storm

Tatler Asia
Above มุมพักผ่อนที่เปิดมุมมองสู่สวน เผยให้เห็นต้นไม้ฟอร์มล้มเอียงที่สะท้อนความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ (ภาพ: Studio Act of Kindness)
Tatler Asia
Above ป้อมปราการคอนกรีตสไตล์บรูทัลลิสต์และประตูรั้วเหล็กที่ทำหน้าที่เป็นดั่งเกาะกำบังมรสุมจากโลกภายนอก (ภาพ: Studio Act of Kindness)

บ้านหลังนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากโจทย์ของฟังก์ชั่นการใช้งานหรือเรื่องความสะดวกสบาย แต่เริ่มจากความต้องการที่เขาอยาก express ตัวตนและจัดการกับความรู้สึก ชารีฟเปรียบตัวเองในเวลานั้นเหมือน ‘ปูนิ่ม’ ที่เปราะบางและต้องการกระดองที่หนาพอเพื่อปกป้องตัวเอง บ้านจึงกลายเป็นเซฟโซนที่อนุญาตให้เขาโยนทิ้งเปลือกและบทบาทหน้าที่อันหนักอึ้ง เป็นพื้นที่ที่มีเพียงเขาและคนในบ้านเท่านั้นที่มองเห็น

“เราอยากสร้างอาคารที่เวลาคนมองเข้ามา เขาเห็นแค่ความหนักหน่วง เหมือนมรสุมที่ก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนทึบตัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อคุณเดินทะลุกำแพงมรสุมนั้นเข้ามาถึงแกนกลาง คุณจะพบกับความสงบที่ซ่อนอยู่ภายใน” ชารีฟอธิบายถึงคอนเซ็ปต์หลัก

เมื่อมองจากภายนอก Monsoon House ตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการสีเทาทะมึน สถาปัตยกรรมสไตล์บรูทัลลิสต์ที่ดูดิบและหนักแน่นนี้ ใช้กำแพงคอนกรีตเปลือยลายไม้ดิบที่เผยให้เห็นคราบน้ำและร่องรอยความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา ประตูรั้วเหล็กมีเท็กซ์เจอร์ตะปุ่มตะป่ำคล้ายอักษรเบรลล์ และกำแพงผิวหยาบกร้าน ทำหน้าที่ราวกับปราการปกป้องตัวตน ช่องแสงถูกเจาะอย่างระมัดระวังเพื่อพรางสายตาผู้คนจากภายนอก แต่เมื่อก้าวผ่านเส้นแบ่งนั้นเข้าสู่พื้นที่ภายใน ตัวอาคารกลับถูก ‘ระเบิด’ ออกเพื่อเปิดรับแสงสว่าง พื้นที่สีเขียว และสายลมอย่างเต็มที่

Architecture of the rain

Tatler Asia
Above สเปซภายในที่โปร่งโล่ง เชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยเข้ากับคอร์ตยาร์ดและสวนสีเขียวได้อย่างลงตัว (ภาพ: Studio Act of Kindness)
Tatler Asia
Above ผนังเท็กซ์เจอร์สีชาโคลที่เลียนแบบคราบน้ำหลังฝนตก พร้อมช่องหน้าต่างที่ตีกรอบวิวภายนอกเสมือนงานศิลปะ (ภาพ: Studio Act of Kindness)

ทุกรายละเอียดของ Monsoon House ถูกออกแบบมาเพื่อโต้ตอบกับสภาพอากาศ โดยเฉพาะ ‘ฤดูฝน’ โถงชั้นล่างเปิดโปร่งเชื่อมต่อกับโซนรับประทานอาหาร องค์ประกอบสถาปัตยกรรมอย่างคาน ฝ้าเพดาน และบันได Dog Leg ขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เสมือนงานประติมากรรม เปลี่ยนสเปซให้เป็นแกลเลอรีส่วนตัว วัสดุที่เลือกใช้ล้วนอัดแน่นด้วยเท็กซ์เจอร์ ทั้งพื้นหินกาบแผ่นใหญ่ ผนังทำสีเลียนแบบท้องฟ้าขมุกขมัว และพื้นทรายล้าง คุมโทนด้วยสีขาว เทา ดำ สร้างบรรยากาศนิ่งสงบ เยือกเย็น ราวกับ ‘มีฝนตกอยู่ภายในบ้านตลอดเวลา’

สระน้ำขนาดเล็กด้านนอกพาให้เขาย้อนนึกถึงความทรงจำของบ้านริมคลองในวัยเด็ก เสียงเจื้อยแจ้วที่เล็ดลอดมาจากโรงเรียนใกล้เคียงไม่ได้สร้างความรำคาญ แต่กลับทำให้อุ่นใจเพราะชวนให้นึกถึงอดีตที่คุณพ่อคุณแม่รับราชการครู ขณะที่สวนภายนอก ชารีฟจงใจปล่อยให้ต้นหญ้ายาวและเลือกใช้ต้นไม้ฟอร์มกิ่งก้านล้มเอียงทอดตัวลงสู่พื้นดิน เช่น ต้นมะขาม เพื่อลดทอนความแข็งกระด้างของอาคาร เป็นความงามที่ปล่อยให้รกรุงรังได้โดยไม่ต้องคอยตัดแต่งให้เพอร์เฟกต์ตลอดเวลา

Tatler Asia
Above ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง มองออกไปเห็นคอร์ตยาร์ดและสวนสีเขียว (ภาพ: Studio Act of Kindness)
Tatler Asia
Above โถงบันไดและช่องหน้าต่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นกับมิติของแสงและเงาในแต่ละช่วงเวลาของวัน (ภาพ: Studio Act of Kindness)

หากชั้นล่างคือหยาดฝนที่โปรยปราย พื้นที่ชั้นสองซึ่งเป็นห้องนอนหลักก็คือ ‘สายฝนที่โหมกระหน่ำ’ ชารีฟออกแบบพื้นที่นี้ให้ปกปิดและมืดทึม ด้วยระดับฝ้าที่กดต่ำและการตกแต่งด้วยโทนสีดำ ราวกับถ้ำหลบภัยที่ซ่อนลูกเล่นอย่างอ่างล้างมือหินอ่อนลายฟอสซิล และการเจาะหน้าต่างบานเล็กสลับตำแหน่งเพื่อตีกรอบทิวทัศน์ต้นไม้และตึกภายนอกให้กลายเป็นงานศิลปะ

ทว่าโลกไม่ได้มีแค่ฤดูเดียว ชั้นบนสุดของบ้านเปรียบเสมือน ‘แสงอาทิตย์หลังฝนพรำ’ สเปซที่สว่างไสวด้วยแสงจาก skylight นี้ อบอุ่นด้วยพื้นเซรามิกสีน้ำตาลแดง งานไม้ และการจับคู่สีเขียวตุ่น เป็นพื้นที่นั่งเล่นที่เปิดมุมมองสู่ทิวทัศน์ชุมชน และมักกลายเป็นมุมสังสรรค์ยามค่ำคืนที่ให้กลิ่นอายอบอุ่นคล้ายฉากในภาพยนตร์ Call Me By Your Name

“ตัว Interior เองปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ในวันที่ร้อนจัด เราจะเห็นแสงสะท้อนจากผิวน้ำในสระว่ายน้ำเกิดเป็นริ้วคลื่นทาบทับลงบนเพดาน หรือการเลือกฟอร์มของต้นไม้ในสวน ผมก็ตั้งใจเลือกต้นที่ลำต้นล้มเอียงทอดตัวลงสู่ผิวน้ำ ในตอนแรกที่ผมอยู่คนเดียว มันอาจจะดูเหงาและเศร้า แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือความงามของฤดูกาลที่บ้านหลังนี้ทำหน้าที่บันทึกไว้”

สำหรับผม บ้านไม่ใช่แค่สเปซหรือสถานที่ แต่มันคือขอบเขตบางอย่างที่เป็นเหมือนเปลคอยโอบกอดตัวตนของเรา

- ชารีฟ ลอนา -

Tatler Asia
Above ห้องนอน master bedroom ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีขาว เทา และดำและผนังเท็กซ์เจอร์สีชาโคล (ภาพ: Studio Act of Kindness)
Tatler Asia
Above ห้องนอนโทนสีดำขรึมที่เปรียบดั่ง ‘สายฝนโหมกระหน่ำ’ มอบความรู้สึกปลอดภัยราวกับได้ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ (ภาพ: Studio Act of Kindness)

Seasons of change

สถาปัตยกรรมที่ดีมักเติบโตไปพร้อมกับผู้อยู่อาศัย Monsoon House เองก็เช่นกัน จากเดิมที่เคยเป็นเพียงหลุมหลบภัยอันสันโดษ ความหมายของบ้านก็เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูกาลใหม่เมื่อชารีฟแต่งงานและภรรยาของเขาเท้าก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้

จากสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบและเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ของงานดีไซน์ ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาที่มีพื้นฐานเป็นวิศวกรผู้มองโลกด้วยเหตุผลและฟังก์ชั่น ความขัดแย้งที่งดงามจึงเริ่มต้นขึ้น ฝนที่เคยดูเปียกปอนและโดดเดี่ยว กลับกลายเป็นฤดูฝนที่โรแมนติกและอบอุ่นขึ้นเมื่อมีคนเดินถือร่มมาให้ ต้นไม้ฟอร์มเอนเอียงที่เคยดูเศร้า กลับสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของรากที่ยึดโยงชีวิตไว้

“เขาเริ่มนำ ‘ชีวิต’ เข้ามาในบ้าน จากที่ผมเคยมองต้นไม้เป็นแค่ฟอร์มที่ต้องสวยงาม เขากลับมองหาพื้นที่ปลูกมะเขือเทศ ต้นเคล และพืชผักสวนครัว ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาทำลายกรอบความเนี้ยบที่ผมเคยตั้งไว้ แม้กระทั่งแก้วน้ำลายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เขาซื้อมาใช้เพราะแค่อยากดื่มน้ำ มันทำให้ผมเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับใครอีกคนหนึ่งทีละเล็กละน้อย ค่อยเป็นค่อยไปครับ” ชารีฟเล่าด้วยรอยยิ้ม

อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: ‘บ้านบรรจบ’ สถาปัตยกรรมเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยของคน 4 เจเนอเรชั่น

Tatler Asia
Above พื้นที่นั่งเล่นชั้นบนที่สว่างไสวด้วยช่องแสง Skylight เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์อันอบอุ่นหลังพายุฝนผ่านพ้นไป (ภาพ: Studio Act of Kindness)
Tatler Asia
Above พื้นที่นั่งเล่นชั้นบนที่มีสีสันมากขึ้น (ภาพ: Studio Act of Kindness)

View from the top

ลูกเล่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใน Monsoon House คือห้องใต้หลังคา ซึ่งเป็นเพียงพื้นที่เดียวของบ้านที่เปิดมุมมองให้สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายนอกและถนนเบื้องล่างได้ ขณะที่ห้องนอนหลักกลับถูกโอบล้อมด้วยหน้าต่างเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก เดิมทีชารีฟตั้งใจสร้างสเปซนี้เผื่อไว้สำหรับต้อนรับแขกหรือให้น้องชายมาพัก ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ย้ายเข้ามาใช้ชีวิตคู่จริงๆ ห้องใต้หลังคานี้กลับถูกปล่อยทิ้งว่างและแทบไม่เคยได้ใช้งาน จนกระทั่งคืนหนึ่งที่ความขัดแย้งเล็กๆ ทำให้เขาได้เข้าไปใช้พื้นที่นั้น

ในค่ำคืนที่บรรยากาศเพิ่งผ่านพ้นสายฝนมาพร้อมกับความไม่เข้าใจกันในบางเรื่อง ชารีฟเลือกที่จะพาอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเองเดินหนีขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในมุมที่สูงที่สุดของบ้านเพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบสงัดใกล้เที่ยงคืน เขาทอดสายตามองลงไปยังถนนที่เปียกปอนเบื้องล่าง ในความคิดตอนนั้น เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังยืนอยู่เหนือปัญหาทั้งหมด เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ตัดขาดจากความวุ่นวายและความขัดแย้ง

แต่ความโดดเดี่ยวก็ทำงานได้เพียงไม่นาน เมื่อภรรยาของเขาตัดสินใจเดินตามขึ้นมา นั่งลงเคียงข้างในความเงียบ ก่อนจะเอ่ยปากชวนคุยและคลี่คลายสถานการณ์ด้วยวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างเรียบง่ายที่สุด

Tatler Asia
Above โถงทางเดินที่โดดเด่นด้วยงานไม้และตู้สีเขียวเข้ม เปลี่ยนสเปซในบ้านให้กลายเป็นแกลเลอรีส่วนตัว (ภาพ: Studio Act of Kindness)

“เราคิดว่าเราอยู่บนยอดสุดของปัญหาแล้ว มองเห็นถนน มองเห็นความวุ่นวายอยู่เบื้องล่าง แต่สักพักเขาก็เดินตามขึ้นมา นั่งลงข้างๆ แล้วอธิบายทางออกของปัญหาด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย นาทีนั้นผมตระหนักได้เลยว่า ต่อให้เราจะหนีสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาอยู่เหนือเมฆแค่ไหน เขาก็คือคนที่พร้อมจะทะลุเมฆขึ้นมาดึงเรากลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง”

เหตุการณ์ในคืนนั้นไม่เพียงแต่ทลายกำแพงความไม่เข้าใจ แต่ยังเปลี่ยนความหมายของ Monsoon House ไปอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ใต้หลังคาที่เคยถูกออกแบบให้เป็นเพียงจุดสังเกตการณ์อันโดดเดี่ยว ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งความเข้าใจที่ทำให้ชารีฟมองเห็นว่า บ้านหลังนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อขังตัวเองอยู่กับความสมบูรณ์แบบทางศิลปะเพียงลำพังอีกต่อไป แต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้คนสองคนที่มีความคิดต่างกันสุดขั้ว ได้เข้ามาช่วยรักษาสมดุลและก้าวเดินไปพร้อมกัน

Tatler Asia
Above บริเวณที่นั่งพัก (ภาพ: Studio Act of Kindness)

The cradle of self

จากบ้านที่เริ่มต้นด้วยคำถาม วันนี้ Monsoon House ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ในฐานะที่อยู่อาศัย แต่ในฐานะสิ่งปลูกสร้างที่เติบโตและปรับตัวไปพร้อมกับเจ้าของ

“สำหรับผม บ้านไม่ใช่แค่สเปซหรือสถานที่ แต่มันคือ ‘ขอบเขต’ บางอย่างที่อุปถัมภ์เราไว้ เป็นเหมือนเปล (cradle) ที่คอยโอบกอดตัวตนของเรา ไม่ว่าเราจะออกไปเผชิญโลกมาเหนื่อยล้าแค่ไหน หรือต่อให้เราจะไม่ได้สมบูรณ์แบบเลยก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนต่างต้องการอ้อมกอดจากบ้านของเราเอง”

Monsoon House จึงไม่ได้เป็นเพียงงานสถาปัตยกรรมที่ตั้งตระหง่านท้าทายสายฝน แต่เป็นพื้นที่ที่สอนให้มนุษย์คนหนึ่งกล้าที่จะโอบรับความเปราะบางของตัวเอง เรียนรู้ที่จะเปียกปอน และเติบโตอย่างแข็งแกร่งและงดงามท่ามกลางมรสุมของชีวิต

Tatler Asia
Above สเปซภายในที่โปร่งโล่ง เชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยเข้ากับคอร์ตยาร์ดและสวนสีเขียวได้อย่างลงตัว (ภาพ: Studio Act of Kindness)

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย