ค้นพบเรื่องราวของอาคารประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมเบื้องลึกจากหนังสือ ‘Origin and Evolution of the Malayan Shophouse’ เขียนโดยศาสตราจารย์ Robert Powell
นานก่อนที่เส้นขอบฟ้าของมาเลเซียและสิงคโปร์จะเต็มไปด้วยตึกระฟ้า ภูมิทัศน์เมืองของพวกเขาเคยถูกกำหนดโดยชุดตึกแถวที่เป็นเอกลักษณ์บอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของประเทศ
อาคารสองชั้นหน้าแคบ มีเอกลักษณ์ด้วยทางเดิน 1.5 เมตรหน้าอาคาร และการประดับตกแต่งด้านหน้าอย่างสวยงาม เป็นส่วนสำคัญของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของมาเลเซียและสิงคโปร์ เสมือนบันทึกที่มีชีวิตของมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของทั้งสองประเทศ ที่ผสมผสานระหว่างอิทธิพลจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษและดัตช์กับความงดงามแบบจีน
อ่านเพิ่มเติม: เมื่ออลังการศิลป์บรรจบกับการออกแบบล้ำสมัย ณ แลนด์มาร์กใหม่ของ Louis Vuitton ในนิวยอร์ก

Above อาคารพาณิชย์สไตล์คลาสสิกใน Old Market Square (Medan Pasar) ของกัวลาลัมเปอร์
การออกแบบสถาปัตยกรรมของตึกเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวมากมาย กระเบื้องแบบเปอรานากันอันประณีตบอกเล่าเรื่องราวของพ่อค้าที่มั่งคั่ง ขณะที่ฉากไม้แกะสลักสะท้อนถึงงานฝีมืออันเก่าแก่หลายศตวรรษ แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ การปรับตัวอย่างชาญฉลาดต่อสภาพอากาศเขตร้อนด้วยการผสมผสานระหว่างรูปแบบและการใช้งานที่ซับซ้อน ที่ล้ำหน้าการออกแบบเพื่อความยั่งยืนในปัจจุบันมาหลายศตวรรษ
จากถนนที่คึกคักในจอร์จทาวน์ไปจนถึงย่านประวัติศาสตร์ในมะละกาและใจกลางสิงคโปร์ ตึกแถวเหล่านี้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสถานที่ประกอบธุรกิจของเหล่าพ่อค้า ช่างฝีมือ และครอบครัวหลายรุ่น ผ่านสงคราม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และกระแสนิยมทางสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป สะท้อนการเดินทางร่วมกันจากท่าเรือยุคอาณานิคมสู่มหานครสมัยใหม่

Above อาคารพาณิชย์สไตล์นันยางที่ประกอบเป็นโรงแรม Ren I Tang Heritage Inn ในปีนัง
“มันเป็นบันทึกความทรงจำจากอีกวิถีชีวิตหนึ่ง” ศาสตราจารย์ Robert Powell ผู้แต่งหนังสือโต๊ะกาแฟ Origin and Evolution of the Malayan Shophouse พูดถึงเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบมลายู
ตึกแถวทุกห้องมีเรื่องราว แต่ด้วยการปรับปรุงเชิงพาณิชย์ที่ทำให้เป็น ร้านอาหาร ที่พัก และอะไรอีกมากมาย ทำให้คนมักเดินผ่านโดยไม่ได้สนใจคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าของอาคารเหล่านี้
แล้วถ้าอาคารสามารถพูดได้จริง ๆ Robert ได้ค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับที่มาและวิวัฒนาการของห้องแถวที่ซุกซ่อนอยู่ภายในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพที่สลับซับซ้อนของยุคสมัยใหม่
แหล่งหลอมรวม

Above หน้าจั่วสูงสไตล์ดัตช์ประดับอาคารพาณิชย์สามชั้นริมถนนเมดานปาซาร์ในกัวลาลัมเปอร์
ในระยะเวลาทั้งหมด 175 ปี ระหว่างยุคของ Dutch East India Company (VOC) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และยุคหลังมาเลเซียได้รับเอกราชในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มีการสร้างตึกแถวมากกว่า 30,000 หลัง
เอกสารเก่าแก่ปรากฏตึกแถวให้เห็นในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากการปกครองอาณานิคมของดัตช์ไปสู่การปกครองของอังกฤษในเมืองมะละกา โดยโครงสร้างเหล่านี้มีลักษณะเด่นด้วยการออกแบบที่เรียบง่ายและเน้นการใช้งานได้จริง
อาคารสองชั้นสร้างจากอิฐและกระเบื้องดินเผาโดยไม่ได้มีการตกแต่งอะไรมากมาย ออกแบบอย่างเรียบง่าย มีหน้าต่างบานเดียวบนชั้นสอง พร้อมระเบียงส่วนตัวด้านหน้าแต่ละหลัง
ห้องแถวจากยุคดัตช์ปกครอง (ปี 1744 ถึงปี 1824) ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่มะละกา โดยเฉพาะบ้านเลขที่ 8 ถนน Heeren สร้างขึ้นในปี 1794 ที่น่าจะเป็นหลังที่เก่าแก่ที่สุกที่มีการบันทึกไว้ในแถบภูมิภาคนี้

Above อาคารพาณิชย์แบบนันยาง เช่น พิพิธภัณฑ์ซุน ยัตเซ็นในปีนัง ชวนให้นึกถึงลานบ้านคฤหาสน์จีนดั้งเดิมในจีนแผ่นดินใหญ่
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศจีน ชาวจีนนับล้านคนย้ายไปเมืองท่าต่าง ๆ เพื่อหลีกหนีความยากจน ความอดอยาก การสงคราม และเพื่อหางานทำ มีชาวจีนจำนวนมากที่ถูกดึงดูดด้วยนิคมช่องแคบที่เพิ่งก่อตั้งในปี 1826 ที่ปีนัง สิงคโปร์ มะละกา และดินดิงส์ (ปัจจุบันคือเขตมันจุงในรัฐเปรัคของมาเลเซีย) ภายใต้การปกตรองของบริษัท British East India
การย้ายถิ่นฐานของชาวจีนจำนวนมากสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เกิดลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบจีนทางใต้ที่มีลักษณะเฉพาะที่ถูกเรียกว่าตึกแถวแบบหนานหยาง
การค้นคว้าของ Robert พบว่าตึกแถวแบบนี้ถูกสร้างขึ้นช่วงปี 1800 – 1850 ได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของจีนอย่างมากโดยมีหน้าต่างระแนงต่อเนื่องหรือหน้าต่างคู่ตั้งอยู่ที่ด้านบนของอาคารแผนผังพื้นอาคารที่มีช่องแสงหนึ่งหรือสองที่คล้ายกับลานบ้านแบบดั้งเดิมในจีนแผ่นดินใหญ่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของอาคารจากยุคนั้นคืออาคาร East Indies Mansion ในปีนังที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1801 โดยผู้นำคนงานชาวจีน ซึ่งมีการประดับตกแต่งด้วยเจี้ยนเหนียน
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่มีการย้ายถิ่นฐานระลอกที่สอง ระหว่างการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการจัดตั้งสหพันธรัฐมลายู จึงดึงดูดคนที่มีฐานะที่มีทักษะทางการเงินและการขนส่งทางทะเลมาถึงชายฝั่งมลายู
การหลอมรวมของสามวัฒนธรรมที่แตกต่าง การขยายอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ชาวจีนอพยพ และประเพณีของสุลต่านมลายู ทำให้เกิดเป็นอาคารห้องแถวที่มีการผสมผสานอันซับซ้อนระหว่างองค์ประกอบการออกแบบของตะวันออกและตะวันตก
สถาปัตยกรรมแบบแองโกล-จีน หรือแบบสเตรตส์อีคลีติก (1826-1946) ผสมผสานการเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกที่เป็นแบบอีคลีติก โรโกโก และรีเจนซี โดยมีการตกแต่งหน้าต่างอย่างประณีต ใช้สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกประยุกต์ร่วมกับลวดลายจีน
วิวัฒนาการจากหน้าต่างไม้บานเกล็ดต่อเนื่องไปจนถึงหน้าต่างแบบสามส่วนในช่วงยุคนี้ ควบคู่กับเริ่มมีการทำทางเดิน 1.5 เมตรหน้าบ้าน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักการออกแบบตึกแถวแบบมลายู โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือร้านชาจีน Tea Chapter ที่บ้านเลขที่ 9 ถนน Neil ในสิงคโปร์ ร้านอาหาร Baboon House ในเมืองมะละกาของมาเลเซีย และอาคารพิพิธภัณฑ์ซุนยัดเซ็นที่ปีนัง

Above ด้านหน้าอาคารสไตล์อาร์ตเดโคของ 12 Petain Road ในสิงคโปร์
ในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลสูงสุดของจักรวรรดิอังกฤษ (ปี 1896-1946) องค์ประกอบสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่โดดเด่นได้ปรากฏขึ้นในสี่รัฐมลายู คือที่ สลังงอร์ เปรัค เนกรีเซมบิลันและปาหัง
“คลาสสิกเป็นภาษาของจักรวรรดิ” Robert กล่าวในหนังสือของเขาพร้อมอธิบายว่าองค์ประกอบสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่มีรากฐานมาจากประเพณีกรีกและโรมันกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจจักรวรรดิ
ปรัชญาสถาปัตยกรรมนี้ปรากฏอย่างเด่นชัดในอาคารห้องแถวผ่านลักษณะเฉพาะที่สะท้อนถึงการมีอยู่ของจักรวรรดิ อย่างหลังคาจั่วแบบดัตช์ ทางเดิน 1.5 เมตรด้านหน้า และสัดส่วนในอาคารสามชั้นที่มีให้เห็นที่จตุรัสตลาดเก่าของกัวลาลัมเปอร์ (เมดัน ปาซาร์)
เมื่อตึกแถวโบราณกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง ช่วงเวลาของอาร์ตเดโค (ปี 1930-1950) เริ่มแพร่หลาย มีการประดับตกแต่งด้านหน้าอาคารที่วิจิตรประณีตมากขึ้น เช่นเดียวกับที่บ้านเลขที่ 12 ถนน Petain ในสิงคโปร์ ที่มีองค์ประกอบคลาสสิกพร้อมรายละเอียดทางเรขาคณิตและศิลปะในลักษณะทางสถาปัตยกรรม
วิวัฒนาการของสถาปัตยากรรมที่ว่านี้มีให้เห็นในเมืองใหญ่ ๆ อย่างมะละกา สิงคโปร์ อิโปห์ และปีนัง แต่ยังมีเมืองอื่น ๆ ที่พัฒนาลักษณะเฉพาะของตัวเองเช่นกัน อย่างที่เมืองกูชิง รัฐซาราวัค ในช่วงที่ถูกปกครองโดยตระกูล Brooke ซึ่ง Robert ใช้คำว่า “เหมือนอยู่นอกกระแส” พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าสถาปัตยกรรมในเมืองกูชิงกลับแตกต่างจากแบบคลาสสิก เป็นการแสดงให้เห็นว่าการปกครองท้องถิ่นก็มีอิทธิพลในการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรมเช่นกัน
ลักษณะที่โดดเด่น

Above ทางยาว 5 ฟุตนี้ให้เส้นทางที่ร่มรื่นสำหรับคนเดินเท้าทั่วทั้งเมือง
ห้องแถวแบบมลายูเหมือนเป็นตัวแทนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมและความชาญฉลาดในการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการบ่งบอกว่านวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมไม่ได้อยู่แค่ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังมาจากการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับความยั่งยืนที่ยังคงใช้งานได้อย่างน่าทึ่งในปัจจุบัน
Robert ค้นพบว่าทางเดินกว้าง 1.5 เมตรหน้าอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ของห้องแถวแบบมลายูคือส่วนหนึ่งของ The Jackson Plan โดย Raffles ในปี 1822 สำหรับแผนพัฒนาเมืองในสิงคโปร์ และต่อมาแพร่หลายไปในพื้นที่นิคมช่องแคบและต่อไปส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซียตั้งแต่ปี 1826
ทางเดินที่มีหลังคาถึงกันนี้เป็นส่วนสำคัญของการออกแบบก็ว่าได้ ด้วยความตั้งใจให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะให้คนเดินเท้าในร่มได้ทั่วเมือง เป็นเหมือนพื้นที่สังคมที่มีชีวิตชีวาของเมืองที่ชีวิตส่วนตัวบรรจบกับพื้นที่เชิงพาณิชย์ เป็นการใช้งานที่ยังเป็นประโยชน์จนถึงปัจจุบัน อย่างที่เห็นเป็นพื้นที่นั่งหน้าร้านกาแฟเต็มไปด้วยลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์

Above การแสดง 'pintu pagar' จากใน Ren I Tang ปีนัง
ทางเดินนี้นำไปสู่ประตูห้องแถวที่มีวิวัฒนาการไปเป็นแบบต่าง ๆ จากแผ่นไม้แนวตั้งเรียบ ๆ ไปจนถึงที่มีประตูพับ ประตูเลื่อน และรั้วเหล็กดัด นอกจากนี้ยังมีประตูบานสวิงคู่ที่เรียกว่า ‘pintu pagar’ ที่ให้ความเป็นส่วนตัวกับคนในบ้าน แต่ก็ยังมีพื้นที่ให้อากาศถ่ายเท

Above พืชพรรณไม้ที่เจริญเติบโตในบ่อน้ำของบ้านลิงบาบูนในมะละกา
หัวใจของห้องแถวแบบดั้งเดิมคือช่องให้แสงผ่านหรือเพื่อระบายอากาศกลางบ้าน เป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจทางวัฒนธรรมท้องถิ่นในการอยู่อาศัยในเขตร้อนอย่างมีศิลปะและเป็นตัวอย่างของหลักการออกแบบที่ยั่งยืนในยุคแรกๆ
สวนหรือลานกลางบ้านเหล่านี้ถูกออกแบบอย่างมีกลยุทธ์ภายในอาคารที่มีความลึก บางห้องมีช่องแสงมากถึงสามช่อง ทำให้เกิดระบบระบายอากาศตามธรรมชาติที่ตอบสนองวิถีชีวิตในอดีตโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลม นอกจากจะทำหน้าที่เป็นช่องระบายความร้อนและช่องรับแสงแล้ว พื้นที่เหล่านี้ยังเป็นพื้นที่สีเขียวที่พืชพรรณเติบโตและใช้เก็บน้ำฝนได้อีกด้วย

Above บันไดเวียนแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการประหยัดพื้นที่ในรูปแบบอาคารพาณิชย์ที่แคบ
ความที่ห้องแถวเหล่านี้หน้าแคบ ทุกตารางนิ้วจะถูกวางแผนอย่างระมัดระวัง บันไดวนในบ้านที่ทำจากไม้ แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการประหยัดพื้นที่ด้วยการออกแบบแบบเกลียววนที่กระทัดรัดและยังมีความสวยงาม
บันไดวนด้านนอกเริ่มมีให้เห็นช่วงปี 1920 เป็นการออกแบบสำหรับให้คนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เก็บสิ่งปฏิกูลใช้เป็นทางเข้าอาคารโดยไม่ต้องผ่านหน้าอาคารเพื่อรักษาสุขอนามัย ปัจจุบัน บันไดเหล่านี้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญด้านความปลอดภัยในการวางแผนเมืองในปัจจุบัน คือถูกใช้งานเป็นบันไดหนีไฟ

Above กระเบื้องดินเผาลายนูนที่มีลวดลายแบบโมเสกตกแต่งในพื้นที่ภายในที่หรูหรา
การใช้กระเบื้องประดับตกแต่งที่มีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามก็เหมือนภาษาภาพที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
กระเบื้องเซรามิกแบบ Majolica จากยุโรปและญี่ปุ่นมักถูกนำมาใช้ตกแต่งกำแพงด้านนอกอย่างมีสีสัน เช่นเดียวกับครึ่งล่างของกำแพงในบ้าน ส่วนพื้นในห้องครัวหรือพื้นที่ทำงานมักถูกปูด้วยด้วยกระเบื้องดินเผา

Above กระเบื้องเซรามิคลายดอกไม้สีสันสดใสและการประดับปูนปลาสเตอร์รูปสัตว์และดอกไม้
หลังคาจั่วที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นประดับอยู่บนผนังของตึกแถวสร้างขึ้นจากวัสดุที่มีความทนทาน เช่น อิฐ ปูนขาว และปูนปลาสเตอร์ แม้จะหายากขึ้นในปัจจุบัน แต่หลังคาจั่วที่มีรูปทรงเฉพาะเหล่านี้แสดงถึงปรัชญาธาตุทั้ง 5 ของจีน ได้แก่ ทอง ไม้ ไฟ น้ำ และดิน
แต่คงไม่มีองค์ประกอบตกแต่งอื่นใดที่สะท้อนถึงฝีมือทางศิลปะของห้องแถวแบบมลายูได้อย่างชัดเจนเท่ากับสิ่งที่เรียกว่า "chien nien" ถูกนำเข้ามาใช้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่ง Robert อธิบายว่า chien nien มีความหมายว่า "ตัดและแปะ" เป็นการตัดชามข้าวด้วยปากคีม แล้วนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาจัดเรียงในปูนขาวเหมือนการสร้างภาพโมเสค ซึ่งมักเป็นภาพเล่าถึงตำนานของจีน
อ่านเพิ่มเติม: Rooted in elegance: การใช้สีน้ำตาลในงานตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์น
มรดกในความกลมกลืน
ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วในมาเลเซียและสิงคโปร์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการหาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา ซึ่ง Robert บอกว่าเป็นที่มาของการก่อตั้งองค์กรที่ดูและเรื่องมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมในช่วงปี 1980 คือ Badan Warisan ของมาเลเซีย และ Heritage Society ของสิงคโปร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ให้มากขึ้น
สำนักงานพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ (Urban Redevelopment Authority หรือ URA) เริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว และได้กำหนดแนวทางการอนุรักษ์อย่างครอบคลุม ขณะที่ความพยายามในการอนุรักษ์ในประเทศมาเลเซียเกิดขึ้นเมื่อ UNESCO ประกาศให้มะละกาและจอร์จทาวน์เป็นมรดกโลกในปี 2008 จนเกิดเป็นโครงการ Think City ในปีต่อมาโดยเน้นเรื่องการฟื้นฟูเมือง และโครงการ ICOMOS Malaysia ในปี 2013 ที่ดูแลเรื่องการอนุรักษ์มรดกที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

Above Timothy Cafe ในกัวลาลัมเปอร์ยังคงรักษาลักษณะเฉพาะแบบดั้งเดิมของร้านใน Nanyang เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

Above บ่อน้ำแสงที่ Ren I Tang ปีนังยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับระบบรอกสำหรับยกเฟอร์นิเจอร์และสัมภาระหนักๆ ขึ้นไปชั้นบนอีกด้วย
Robert ย้ำว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้เอาไว้
สิงคโปร์ได้ซ่อมแซมตึกแถวถึง 65,000 ห้องในระยะเวลากว่า 40 ปี และในมาเลเซียที่อาคารเก่ามากมายถูกแปลงเปลี่ยนเป็นโรงแรม สตูดิโอ และร้านกาแฟ นับเป็นการประยุกต์ใช้ที่ไม่เพียงสอดคล้องกับจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองให้มาสนใจพื้นที่เหล่านี้ด้วย
การอยู่รอดและการปรับตัวของตึกแถวแบบมลายูในศตวรรษที่ 21 แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าและการอนุรักษ์สามารถอยู่ร่วมกันได้ “เราไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งต่าง ๆ แต่เราควรซ่อมสร้างหรือรีไซเคิลแทน มันเป็นเรื่องของการฟื้นตัว เป็นสัญญาณของความแข็งแกร่งของเมืองเมื่อสิ่งเก่าอยู่ร่วมกับสิ่งใหม่ได้” Robert สรุปตอนท้าย
This story was originally written in English by Celeste Goh.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2024 โดย Celeste Goh โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
11 ไอเท็มแต่งบ้านรูปสัตว์จาก Bottega Veneta ไปจนถึงของสะสมวินเทจ
7 เทรนด์การออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน ที่ทรงอิทธิพลในแวดวงดีไซน์
Credits
ช่างภาพ: Lin Ho






