คุยกับ กรกต อารมย์ดี ศิลปินนักออกแบบผู้เปลี่ยนงานหัตถกรรมพื้นบ้านด้วยความเข้าใจในวัสดุศาสตร์ เพื่อสร้างสรรค์สเปซที่ตอบโจทย์ทั้งความงามและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
กรกต อารมย์ดี ศิลปินและนักออกแบบชาวไทย เติบโตมาในชุมชนชาวประมงที่ซึ่งวิถีแห่งงานคราฟต์ดั้งเดิมไม่ได้เป็นเพียงแค่มรดกตกทอดทางวัฒนธรรม แต่คือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต
ภาพจำในวัยเด็กที่คุ้นชินกับการเฝ้ามองช่างฝีมือในท้องถิ่นและบรรพบุรุษของเขาถักทอเครื่องมือหาปลา ได้บ่มเพาะให้เขามีความละเอียดอ่อนต่อเรื่องวัสดุ เทคนิคเชิงช่าง และตระหนักถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านอันแยบยล ซึ่งไม่ได้เกิดจากการท่องจำทฤษฎี แต่หล่อหลอมผ่านการทำซ้ำ การเฝ้าสังเกต และประสบการณ์ชีวิตที่ตกผลึกจนกลายเป็นความเข้าใจโดยสัญชาตญาณ
อ่านเพิ่มเติม: Olafur Eliasson คือใคร? รู้จักศิลปินระดับโลกผู้เปลี่ยน “การมองเห็น” ด้วยศิลปะร่วมสมัย x เทคโนโลยี VR
เมื่อเวลาผ่านไป รากฐานเหล่านี้ได้นำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า "เราจะนำเทคนิคดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานี้ ไปต่อยอดเป็นการทำงานออกแบบในรูปแบบร่วมสมัยได้อย่างไร"
สำหรับกรกต คำตอบนั้นก้าวข้ามไปไกลกว่าแค่การอนุรักษ์งานฝีมือดั้งเดิม แต่มันครอบคลุมไปถึงกระบวนการผลิต ซึ่งศิลปะและการออกแบบสามารถเข้าไปช่วยโอบอุ้มและสนับสนุนชุมชนอันเป็นรากเหง้าของงานคราฟต์เหล่านี้ได้โดยตรง ศิลปะจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพ และเปลี่ยนทักษะความเชี่ยวชาญของชาวบ้านให้กลายเป็นเม็ดเงินที่จับต้องได้จริง

Above กรกต อารมย์ดี ศิลปินและนักออกแบบชาวไทย
เส้นทางของกรกตเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในขณะที่กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท เมื่อเขาเริ่มทดลองสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากไม้ไผ่ หลังเรียนจบ เขาตั้งใจที่จะเปลี่ยนความหลงใหลนี้ให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน โดยมุ่งมั่นพัฒนาชิ้นงานที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น
ความมุ่งมั่นนี้พาเขาไปสู่เวทีประกวด งานแฟร์ และนิทรรศการระดับโลกมากมาย รวมถึงงาน Maison&Objet Intérieurs Hong Kong 2025 ซึ่งเขาได้เข้าร่วมในโปรแกรม Design Factory พร้อมจัดแสดงผลงาน Breath of Bamboo—พาวิลเลียนขนาดใหญ่ที่ผู้คนสามารถเดินเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ได้จริง ตัวสถาปัตยกรรมพลิ้วไหวสอดรับกับสายลม โดดเด่นด้วยเทคนิคการนำไม้ไผ่ หวาย และเถาวัลย์มาผูกมัดร้อยเรียงกันอย่างประณีต
Tatler Homes ได้มีโอกาสพูดคุยกับ กรกต อารมย์ดี อย่างเป็นกันเองในบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ เพื่อเจาะลึกเส้นทางการเดินทางของเขา จากงานช่างฝีมือดั้งเดิม สู่การเป็นนักออกแบบร่วมสมัยที่น่าจับตามอง
ผลงานของคุณหยั่งรากลึกอยู่ในความทรงจำและขนบประเพณี ประสบการณ์ในวัยเด็กหล่อหลอมวิธีการทำงานกับไม้ไผ่ในปัจจุบันของคุณอย่างไรบ้าง
ความทรงจำวัยเด็กที่ฝังลึกที่สุดของผมคือเรื่องของความกตัญญูและการร่วมกันรักษาทักษะวิชาชีพดั้งเดิมของคนในชุมชนเอาไว้ ผมเรียนรู้จากคุณปู่ว่า "ไม้ไผ่" ซึ่งเป็นแค่วัสดุหลังบ้าน สามารถนำมาสร้างอาชีพและเลี้ยงปากท้องได้ มันทำให้ผมเห็นว่าประสบการณ์และทักษะช่างที่สะสมกันมา สามารถแปลเปลี่ยนเป็นรายได้ที่จับต้องได้สำหรับช่างฝีมือในปัจจุบัน คุณปู่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมตระหนักว่า ทักษะและความรู้ที่ถูกส่งทอดมาถึงผมนั้น คือรากฐานอันล้ำค่าที่สามารถนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนได้ครับ
อ่านเพิ่มเติม: ส่องดีเทล Timbra เปียโนงานคราฟต์มือจาก Edelweiss ฝีมือการออกแบบโดย Kelly Wearstler
อะไรคือความท้าทายที่สุดในการขยายสเกลการทำงานของคุณ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ไม้ไผ่ในโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ปัจจุบันที่ผู้คนมีทางเลือกในสายอาชีพมากมายและมักเลือกงานที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสให้กับกลุ่มคนที่รักในงานคราฟต์ทำมือ เพื่อให้อาชีพเหล่านี้ยังคงหยั่งรากฝังลึกอยู่ในชุมชนต่อไป
และด้วยการสนับสนุนจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราสามารถขยายขอบเขตการทำงานไปได้ทั่วประเทศ ทำให้ชุมชนต่างๆ จากหลากหลายพื้นที่สามารถเข้ามาร่วมงานกับเราในโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างเครือข่ายและการเกิดความร่วมมือในมิติที่หลากหลายและลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ
หากคุณสามารถใช้ไม้ไผ่ในการออกแบบสร้างสรรค์อะไรก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเลย โปรเจ็กต์ในฝันของคุณคืออะไร
ในความเป็นจริงแล้ว ไม้ไผ่ยังคงมีข้อจำกัดอยู่พอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้ในงานสถาปัตยกรรม มันไม่สามารถโดนแสงแดดจัดได้โดยตรง ต้องคอยระวังเรื่องฝนและความชื้น รวมถึงต้องผ่านกระบวนการถนอมเนื้อไม้เพื่อป้องกันเชื้อราและแมลงกินไม้ ดังนั้น การออกแบบจึงต้องตอบโจทย์และรับมือกับข้อจำกัดทางเทคนิคเหล่านี้อย่างระมัดระวัง
แต่ถ้าให้พูดถึงโปรเจ็กต์ในฝัน ผมอยากสร้างอาคารสเปซอินดอร์ (Indoor) ที่สามารถทำงานสอดรับกับข้อจำกัดเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นอาคารที่เอื้อให้เกิดการระบายอากาศที่ดี ลมธรรมชาติพัดผ่านและหมุนเวียนได้สะดวกทั่วทุกมุม ด้วยวิธีนี้ ความต้องการด้านการใช้งานและเงื่อนไขของวัสดุจะถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับวัสดุธรรมชาติได้อย่างสุนทรีย์และสะดวกสบาย โดยที่ข้อจำกัดของมันไม่ได้กลายมาเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตครับ
คุณคิดว่าวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น จะมีส่วนกำหนดอนาคตของงานดีไซน์และระบบนิเวศของชุมชนอย่างไรบ้าง
การใช้วัสดุที่หาได้ง่ายรอบตัว อย่างต้นไม้ที่ปลูกอยู่หลังบ้าน ถือเป็นการช่วยอนุรักษ์ทักษะงานช่างฝีมือขั้นพื้นฐานเอาไว้ ผ่านการส่งต่อองค์ความรู้ในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้
และในกระบวนการนั้น เราได้เข้าไปช่วยสร้างรายได้และสร้างงานให้กับช่างฝีมือในท้องถิ่น สนับสนุนให้พวกเขามีอาชีพที่มั่นคง ช่วยลดปัญหาความยากจน และที่สำคัญที่สุดคือ มันเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้มากขึ้นครับ
มีคำแนะนำอะไรบ้าง สำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาและอยากสร้างภาษาในการออกแบบของตัวเอง (Design Language) ที่มีรากฐานมาจากงานคราฟต์
ทุกวันนี้ เราพึ่งพาคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในกระบวนการคิดงานสร้างสรรค์กันหนักมาก ซึ่งบ่อยครั้งมันทำให้เราขาดทักษะการลงมือทำจริง และขาดพื้นที่ในการทดลองเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เราจำเป็นต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการทดลองและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เพื่อเข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของวัสดุและกระบวนการทำมืออย่างถ่องแท้
ความซื่อสัตย์และความเชื่อมั่นระยะยาวในสิ่งที่เราทำ คือหัวใจสำคัญที่จะหล่อเลี้ยงงานคราฟต์ให้อยู่รอด และทำให้มันยังคงร่วมสมัยและตอบโจทย์โลกอนาคตได้ เมื่อเรานำงานทำมือมาผสานเข้ากับระบบองค์ความรู้ระดับสากล เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ (CAD) หรือเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ งานคราฟต์ก็จะดูมีเหตุมีผล มีความเป็นไปได้จริง และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครครับ
This story was originally written in English by Celeste Goh.
ต้นฉบับเขียนและปรับเสริมเนื้อหาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 โดย Celeste Goh โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
เผยโฉม Celia ปฐมบทใหม่แห่งการเดินทางบนตู้รถไฟสไตล์ภาพยนตร์ โปรเจ็กต์มาสเตอร์พีซล่าสุดของ Belmond
Shma กับนิยามใหม่ของพื้นที่สีเขียว สู่ยารักษาเมืองเพื่อชีวิตที่ยืนยาว
7 ห้องอาหารในเอเชีย กับหน้าประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การไปเยือน
Credits
ช่างภาพ: Courtesy of Korakot Aromdee
Topics











