Villa Gaeta on Lake Como, designed by architects Gino and Adolfo Coppedè in 1921. The villa’s medieval-inspired turret and bifora windows exemplify Venetian rationalism with Gothic Revival and Art Nouveau elements
Cover Villa Gaeta ริมทะเลสาบโคโม่ ที่ปรากฏในหนังเรื่อง Casino Royale (2006) ผลงานการออกแบบของ Gino และ Adolfo Coppedè ในปี 1921 ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคกลางและหน้าต่างบานคู่ของวิลลาสะท้อนสถาปัตยกรรมแบบ Venetian Rationalism ที่ผสานความอ่อนช้อยของสถาปัตยกรรม Gothic Revival และ Art Nouveau จนกลายเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกของ James Bond
Villa Gaeta on Lake Como, designed by architects Gino and Adolfo Coppedè in 1921. The villa’s medieval-inspired turret and bifora windows exemplify Venetian rationalism with Gothic Revival and Art Nouveau elements

จากห้องใต้ดินทรงเรขาคณิตของ Ken Adams จนถึง Villa Gaeta เหนือทะเลสาบโคโม่ โลเคชั่นถ่ายทำหนังเจมส์ บอนด์ เหล่านี้ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่ยังกลายเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจทางสถาปัตยกรรมให้กับการออกแบบที่อยู่อาศัยและคฤหาสน์หรูในปัจจุบัน

หนึ่งในคำถามที่ผู้ชมมักถามเสมอเมื่อดูภาพยนตร์ James Bond คือ "ฉากหลังในเรื่องไปถ่ายทำกันที่ไหน" เพราะทีมงานเบื้องหลังผลงานแฟรนไชส์ยอดนิยมนี้เข้าใจดีว่า 'สถานที่' สำคัญไม่แพ้ 'บทภาพยนตร์'

ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพลับบนภูเขาไฟหรือวิลล่าหรูริมทะเลสาบโคโม่ ทุกแห่งล้วนบอกเล่าเรื่องราวที่มาของตัวร้าย โชว์ไลฟ์สไตล์ความมั่งคั่ง หรือสะท้อนรสนิยมอันหรูหรา Tatler ได้รวบรวม 7 สถานที่ต่อไปนี้ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของหนังสุดยอดสายลับเจ้าเสน่ห์ แต่เปรียบเสมือน "แถลงการณ์ทางสถาปัตยกรรม" ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและเปลี่ยนโฉมหน้าการออกแบบที่พักอาศัยสุดหรูในอีกหลายทศวรรษต่อมา

อ่านเพิ่มเติม: ส่อง 7 ย่านสุดหรูในโซลที่เหล่าคนดังเลือกใช้ชีวิต พร้อมไฮไลต์บ้านใหม่ของจาง วอนยองใน UN Village

ห้องนิรภัยของ Ken Adam ที่ Fort Knox: วิหารแห่งทองคำ

Tatler Asia
Ken Adam’s Fort Knox exterior from Goldfinger (1964). The 40-foot-high vault interior was built entirely at Pinewood Studios using geometric forms and substantial materials rather than typical wood-and-paper backdrops
Above ฉากภายนอกป้อม Fort Knox โดย Ken Adam จากหนังเรื่อง Goldfinger (1964) ภายในห้องนิรภัยสูงกว่า 12 เมตรนั้น ถูกเนรมิตขึ้นใหม่ทั้งหมดใน Pinewood Studios โดยเน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตและวัสดุที่มีความสมจริง แทนที่จะใช้ไม้หรือกระดาษเหมือนฉากในหนังทั่วไป
Ken Adam’s Fort Knox exterior from Goldfinger (1964). The 40-foot-high vault interior was built entirely at Pinewood Studios using geometric forms and substantial materials rather than typical wood-and-paper backdrops

ในปี 1964 Ken Adam ดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังได้สร้างห้องนิรภัย Fort Knox ขึ้นทั้งหมดที่สตูดิโอ Pinewood Studios เพื่อเป็นฉากหลังให้กับในภาพยนตร์เรื่อง Goldfinger (1964) หลังจากที่เขาไปเยี่ยมชมห้องนิรภัยทองคำของธนาคารแห่งอังกฤษและพบว่ามันไม่น่าประทับใจ เขาจึงตัดสินใจออกแบบใหม่ให้เป็นโครงสร้างสูง 40 ฟุตโดยใช้รูปทรงเรขาคณิต ได้แก่ สามเหลี่ยม วงกลม และสี่เหลี่ยม โดยฉากนี้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าฉากหลังของภาพยนตร์ทั่วไปอย่างมาก เพราะ Adam ยืนยันที่จะใช้วัสดุที่มีน้ำหนักมาก แทนที่จะใช้ไม้และกระดาษ

ความสมจริงของห้องนิรภัยนี้ทำให้เหล่านักวิจารณ์เชื่อว่าหนังไปถ่ายใน Fort Knox จริงๆ งานออกแบบที่มีมุมเหลี่ยมจัดจ้านและช่องแสงวงกลมกลายเป็นต้นแบบของงานตกแต่งภายในสไตล์ Modernist ในยุค 1960 รวมถึงผลงานอื่นๆ ของ Adam ที่แม้แต่ Steven Spielberg ยังยกย่องฉากห้องบัญชาการสงครามในภาพยนตร์เรื่อง Dr. Strangelove ของ Adam ว่าเป็น “ฉากภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยออกแบบมา”

แนวคิดการออกแบบสเปซโดยการไฮไลต์มุมแหลมคมและพื้นที่ว่างให้โดดเด่น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชูรีในช่วงทศวรรษนั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าความเรียบง่ายแบบ Geometric Minimalist สามารถสื่อถึงความมั่งคั่งได้ดีกว่าการออกแบบที่ดูหรูหราฟู่ฟ่า

ฐานทัพภูเขาไฟของ Blofeld กับความดิบของ Brutalism ที่กลายเป็นความโก้หรู

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ฉากภายในฐานทัพภูเขาไฟ ผลงานของ Ken Adamในหนังเรื่อง You Only Live Twice (1967) มีความสูงถึง 148 ฟุต และใช้งบสร้างสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบด้วยรถไฟโมโนเรลที่ใช้งานได้จริง ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และต้องใช้เหล็กโครงสร้างถึง 700 ตัน
Photo 2 of 2 รายละเอียดภายในของฉากภูเขาไฟจำลอง แสดงให้เห็นช่องแสงวงกลมและเครื่องยิงเลเซอร์ รูปทรงเรขาคณิตที่เฉียบคมและการจัดแสงที่ชวนตื่นตาตื่นใจ กลายเป็นรากฐานสำคัญของงานดีไซน์สไตล์ Space-age ในยุค 60
Adam’s volcano lair interior for You Only Live Twice (1967) measured 148 feet tall and cost $1 million. The set included a working monorail, an operative heliport, and required 700 tons of structural steel
Interior detail of Adam’s Fort Knox vault showing the circular skylight and laser apparatus. The stark geometry and dramatic lighting established the visual language for 1960s space-age interiors

ฉากภูเขาไฟจำลองที่ Adam ออกแบบสำหรับภาพยนตร์เรื่อง You Only Live Twice (1967) ใช้งบประมาณก่อสร้างสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับงบสร้างหนังทั้งเรื่องของ Dr. No เมื่อ 5 ปีก่อนหน้านั้น โครงสร้างของฉากนี้มีความสูง 148 ฟุต มองเห็นได้จากระยะไกล 3 ไมล์ และต้องใช้เหล็กโครงสร้างถึง 700 ตัน ประกอบด้วยรถไฟโมโนเรลที่ใช้งานได้จริง ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องยิงจรวดเต็มรูปแบบ การก่อสร้างใช้ช่างปูน 50 คน และช่างติดตั้ง 60 คน ที่ทั้งหมดต้องทำงานที่ความสูง 120 ฟุตเหนือพื้นดินท่ามกลางฤดูหนาวที่ทารุณ

ฉากนี้ทำให้สถาปัตยกรรมคอนกรีตแบบ Brutalist กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่งคั่ง Mike Myers ได้ล้อเลียนสถาปัตยกรรมนี้ในภาพยนตร์เรื่อง Austin Powers ในขณะที่ปัจจุบันเรายังคงเห็นอิทธิพลนี้ในคฤหาสน์หรูหลายหลังในแถบเอเชียที่เน้นความดิบของคอนกรีต ทางเดินหลายระดับ และบันไดที่ดูโอ่อ่าเหมือนป้อมปราการ ฐานทัพแห่งนี้ยังกลายเป็นต้นแบบของที่พักตัวร้ายในหนังแนวแอ็กชั่นมาจนถึงทุกวันนี้

Villa Gaeta: จุดกระแสความคลั่งไคล้การพักผ่อน ณ ริมทะเลสาบโคโม่

Tatler Asia
Aerial view of Villa Gaeta showing the clifftop stairs featured in Casino Royale’s (2006) final scene. The villa now operates as holiday rental apartments.
Above ภาพมุมสูงของ Villa Gaeta เผยให้เห็นบันไดริมหน้าผาที่เป็นฉากสุดท้ายของหนังเรื่อง Casino Royale (2006) ปัจจุบันวิลล่าแห่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นอพาร์ตเมนต์หรูสำหรับการพักผ่อน
Aerial view of Villa Gaeta showing the clifftop stairs featured in Casino Royale’s (2006) final scene. The villa now operates as holiday rental apartments.

สถาปนิกพี่น้อง Gino และ Adolfo Coppedè ออกแบบ Villa Gaeta ในปี 1921 ให้กับตระกูล Ambrosoli โดยผสมผสานความคลาสสิกของสไตล์ Gothic Revival เข้ากับความอ่อนช้อยแบบ Art Nouveau ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งหอคอยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคกลาง หน้าต่างคู่แบบ Bifora และระเบียงริมน้ำ (Loggia) ที่เป็นหัวใจของสไตล์ Venetian Rationalism ซึ่งเน้นใช้รูปทรงเรขาคณิตแต่ประดับประดาด้วยรายละเอียดที่วิจิตรบรรจง

ความงามแบบ Venetian Rationalism (การผสมผสาน Gothic กับ Art Nouveau) นี้ถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกในตอนจบของภาพยนตร์เรื่อง Casino Royale (2006) บริเวณบันไดริมหน้าผาคือที่ที่ James Bond ประจันหน้ากับ Mr. White พร้อมเอ่ยประโยคประวัติศาสตร์ "Bond... James Bond" ฉากนี้เพียงฉากเดียวได้เปลี่ยนความรับรู้ของคนทั่วโลกที่มีต่อสถาปัตยกรรมอิตาลียุคต้นศตวรรษที่ 20 ไปตลอดกาล

หนังเรื่องนี้ทำให้คนทั่วโลกรู้จักสไตล์ Venetian Rationalism จนเกิดกระแสการรีโนเวตคฤหาสน์เก่าให้ดูร่วมสมัย และทำให้ทำเลอย่าง Lake Como กลายเป็นหมุดหมายอันดับหนึ่งของเศรษฐีทั่วโลก เอเจนท์อสังหาริมทรัพย์ใน Lake Como ต่างรายงานว่ามียอดสอบถามจากลูกค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และอิทธิพลความงามแบบ Italian Eclectic ในยุค 1920 นี้ยังส่งอิทธิพลไปถึงโครงการระดับลักซ์ชูรีในเมืองใหญ่ทั่วโลก ตั้งแต่สิงคโปร์ไปจนถึงไมอามี ที่เริ่มนำเอาองค์ประกอบของปราสาทยุคกลางมาผสมผสานกับความชดช้อยแบบ Art Nouveau ในการออกแบบ

ปัจจุบัน Villa Gaeta เปิดให้แขกได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศแบบ 007 ในฐานะ Holiday Rental หรือที่พักตากอากาศให้เช่า

อ่านเพิ่มเติม: ส่องปราสาทในฝันจากยุคประวัติศาสตร์ ยิ่งใหญ่เทียบเท่าคฤหาสน์ในซีรีส์ ‘Downton Abbey’

Piz Gloria: ร้านอาหารที่สร้างเสร็จได้เพราะหนัง Bond

Tatler Asia
Piz Gloria rotating restaurant atop Switzerland’s Schilthorn mountain (2,970 metres). Architect Konrad Wolf’s design features a 12-metre diameter core that rotates once per hour, which the Bond production helped finance the completion in 1969
Above Piz Gloria ร้านอาหารหมุนได้บนยอดเขา Schilthorn ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ความสูง 2,970 เมตร) ออกแบบโดยสถาปนิก Konrad Wolf โดดเด่นด้วยแกนหมุนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เมตร ที่หมุนได้หนึ่งรอบต่อชั่วโมง ซึ่งกองถ่ายหนัง Bond มีส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนงบประมาณให้สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1969
Piz Gloria rotating restaurant atop Switzerland’s Schilthorn mountain (2,970 metres). Architect Konrad Wolf’s design features a 12-metre diameter core that rotates once per hour, which the Bond production helped finance the completion in 1969

ทีมงานสร้างภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เรื่อง On Her Majesty’s Secret Service (1969) ค้นพบร้านอาหารที่ยังสร้างไม่เสร็จบนยอดเขา Schilthorn ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิก Konrad Wolf และได้ตัดสินใจช่วยออกทุนสนับสนุนการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ เพื่อแลกกับการใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ร้านอาหารแห่งนี้ยังคงใช้ชื่อ Piz Gloria ตามในนิยายมาจนถึงปัจจุบัน

ร้านอาหารแห่งนี้มีแกนกลางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เมตร ที่สามารถหมุนชั้นบนสุดหนึ่งรอบต่อชั่วโมง รองรับลูกค้าได้ 400 คน พร้อมวิวทิวทัศน์ของยอดเขามากกว่า 200 ยอด โครงสร้างใช้แผ่นไม้หุ้มด้วยอะลูมิเนียม โดยการก่อสร้างอาคารในระดับความสูงที่สูงมากจำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปเนื่องจากสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ

Tatler Asia
Behind-the-scenes filming at Piz Gloria for On Her Majesty’s Secret Service (1969). The Bond production helped finance the completion of architect Konrad Wolf’s rotating restaurant in exchange for filming rights, and has operated continuously since 1969
Above เบื้องหลังการถ่ายทำที่ Piz Gloria สำหรับหนังเรื่อง On Her Majesty’s Secret Service (1969) ทีมงานสร้างภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ได้ช่วยสนับสนุนเงินทุนในการสร้างร้านอาหารหมุนได้ของสถาปนิก Konrad Wolf โดยแลกกับสิทธิ์ในการถ่ายทำ และร้านอาหารแห่งนี้ได้เปิดให้บริการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่หนังออกฉาย
Behind-the-scenes filming at Piz Gloria for On Her Majesty’s Secret Service (1969). The Bond production helped finance the completion of architect Konrad Wolf’s rotating restaurant in exchange for filming rights, and has operated continuously since 1969

ความสำเร็จของ Piz Gloria พิสูจน์ให้เห็นว่างานสถาปัตยกรรม Modernist สามารถอยู่รอดได้แม้ในสภาพอากาศสุดขั้วบนยอดเขาสูง แนวคิดการใช้ผนังกระจกบานใหญ่และระเบียงที่ยื่นออกไปในอากาศ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสกีรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศสุดหรูในปัจจุบัน โดยเมื่อปี 1990 Piz Gloria ได้มีการรีโนเวตแต่ยังคงรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้

Goldeneye: แถลงการณ์แห่งความเรียบง่ายของ Ian Flaming

Tatler Asia
Ian Fleming’s Goldeneye estate in Oracabessa, Jamaica, photographed from the beach. Fleming designed the three-bedroom house himself in 1946 with jalousie shutters instead of windows to capture the Caribbean breeze
Above คฤหาสน์ Goldeneye ของ Ian Fleming ในจาไมก้า บ้านที่เขาออกแบบเองในปี 1946 โดยใช้บานเกล็ดไม้แทนหน้าต่างกระจกเพื่อเปิดรับลมทะเลแคริบเบียน
Ian Fleming’s Goldeneye estate in Oracabessa, Jamaica, photographed from the beach. Fleming designed the three-bedroom house himself in 1946 with jalousie shutters instead of windows to capture the Caribbean breeze

ในปี 1946 นักเขียนผู้สร้างเจมส์ บอนด์ Ian Fleming ได้ซื้อที่ดินขนาด 15 เอเคอร์ และลงมือสเก็ตช์ภาพเพื่อออกแบบบ้าน 3 ห้องนอนด้วยตัวเองลงบนกระดาษซับหมึกบนโต๊ะทำงาน บ้านหลังนี้มีความแปลกใหม่มากในยุคนั้น คือ "ไม่มีหน้าต่างกระจกเลยสักบาน" แต่ใช้เพียงบานเกล็ดไม้ (Jalousie shutters) เพื่อเปิดรับลมทะเล

ตัวบ้านเน้นการใช้ชีวิตแบบ open-air และระบบระบายอากาศธรรมชาติ โดยมีต้นไม้โอบล้อมทุกทิศทางยกเว้นด้านที่หันหน้าออกสู่ทะเล จนนักเขียนชื่อดังอย่าง Patrick Leigh Fermor ถึงกับยกย่องว่าเป็น "ต้นแบบของบ้านยุคใหม่ในเขตร้อน" Fleming ใช้โต๊ะทำงานในห้องนอนเขียนต้นฉบับ Bond ทั้ง 14 เล่ม โดยมีกิจวัตรคือการปั่นงาน 2,000 คำทุกเช้าก่อนจะลงไปว่ายน้ำในทะเลแคริบเบียน

หลังจากยุคของ Fleming ที่ดินผืนนี้ได้เปลี่ยนมือไปสู่ตำนานเพลงเรกเก้อย่าง Bob Marley ก่อนที่ Chris Blackwell ผู้ก่อตั้ง Island Records จะเข้ามาซื้อต่อและขยายพื้นที่เป็น 52 เอเคอร์ เมื่อ Goldeneye เปิดตัวเป็นรีสอร์ตในปี 2011 สถาปนิก Ann Hodges ได้ออกแบบส่วนต่อขยายโดยยึดหลักการเดิมของ Fleming คือความเรียบง่ายที่ไม่โอ้อวด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ “Barefoot Elegance” หรือความหรูหราแบบเท้าเปล่าที่โด่งดังไปทั่วหมู่เกาะแคริบเบียน

น่าสนใจที่จิตวิญญาณของความ "น้อยแต่มาก" จากบ้านหลังนี้ ได้ซึมลึกเข้าไปอยู่ในรสนิยมของ James Bond ในเวลาต่อมา คือความหรูหราที่ไม่ได้เกิดจากการประโคมแต่ง แต่เกิดจากความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง

Skyfall Lodge: คฤหาสน์สก็อตแลนด์ที่ไม่มีอยู่จริง

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ฉากบ้านพัก Skyfall Lodge พร้อมรถ Aston Martin DB5 คู่ใจของ James Bond ในหนังเรื่อง Skyfall (2012) ถูกสร้างขึ้นจากไม้พ่นปูนสลักลายใน Surrey เพื่อเลียนแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นของที่ราบสูงสกอตแลนด์ที่ดูขรึมขลังด้วยกำแพงหินที่ผุกร่อนและผนังที่ปกคลุมด้วยมอส
Photo 2 of 2 ภาพมุมกว้างของ Skyfall Lodge ก่อนถูกทำลายในฉากไคลแมกซ์หนังเรื่อง Skyfall (2012) ช่างฝีมือ 70 คนร่วมกันสร้างฉากนี้ขึ้นมาโดยใช้เวลาหลายสัปดาห์ สุนทรียภาพความงามแบบ Scottish Baronial นี้กลายเป็นเทรนด์งานตกแต่งภายในที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปี 2012-2015
Skyfall Lodge with Bond’s Aston Martin DB5. Art director Dean Clegg designed the set, built from plywood and plaster at Hankley Common in Surrey, to resemble Highland vernacular architecture with weathered stone and moss-covered walls
Wide view of Skyfall Lodge before its destruction. Seventy craftsmen constructed the set over several weeks. The Scottish baronial aesthetic influenced interior design trends between 2012 and 2015

แม้ในภาพยนตร์เรื่อง Skyfall (2012) ฉากคฤหาสน์ในสก็อตแลนด์จะดูเหมือนคฤหาสน์หินเก่าแก่กลางหุบเขาจริงๆ แต่แท้จริงแล้ว Skyfall Lodge ถูกสร้างขึ้นจาก ไม้พลายวูดและปูนพลาสเตอร์ในพื้นที่ Hankley Common เมือง Surrey (ใกล้ลอนดอน) โดยฝีมือของ Art Director Dean Clegg เขาออกแบบให้ดูเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของไฮแลนด์ (Highland Vernacular) ที่มีกำแพงหินผุพังตามกาลเวลา ผนังที่ปกคลุมด้วยมอส และหน้าต่างบานเล็กๆ เพื่อสะท้อนถึงอดีตที่ขมขื่นของ Bond

ฉากนี้ใช้ช่างฝีมือถึง 70 คน ก่อสร้างนานหลายสัปดาห์ แต่กลับถูกทำลายทิ้งในพริบตาด้วยระเบิดไดนาไมต์เทียบเท่า 140 แท่ง เพื่อฉากไคลแมกซ์ที่ตราตรึงใจที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์หนัง Bond แม้ตัวบ้านจะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น แต่ฉากวิวภูเขาอันอลังการที่เราเห็นในหนังนั้นคือของจริง โดยถ่ายทำที่ Glen Coe และ Glen Etive ในสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นที่ดินเก่าแก่ที่ตระกูลของ Ian Fleming เคยเป็นเจ้าของจริงๆ

Tatler Asia
Interior of Skyfall Lodge showing the dark wood panelling and subdued lighting that defined “heritage maximalism”. The set was destroyed using the equivalent of 140 sticks of dynamite
Above ภายใน Skyfall Lodge จากหนังเรื่อง Skyfall (2012) ที่ตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและแสงสลัว นิยามของสไตล์ “Heritage Maximalism” ก่อนที่ฉากทั้งหมดจะถูกระเบิดทำลายด้วยไดนาไมต์กว่า 140 แท่ง
Interior of Skyfall Lodge showing the dark wood panelling and subdued lighting that defined “heritage maximalism”. The set was destroyed using the equivalent of 140 sticks of dynamite

ความดังของหนัง Skyfall ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการตกแต่งภายใน จากเดิมที่ผู้คนคลั่งไคล้ความขาวสะอาดสไตล์ Minimalist มานานนับทศวรรษ กลับหันมาหาความเข้มขลังที่เรียกว่า "Heritage Maximalism" โดยเฉพาะการกรุผนังด้วยไม้สีเข้ม (Dark wood panelling) การจัดแสงแบบสลัวๆ (Subdued lighting) และการตกแต่งที่ดูมีเลเยอร์ซับซ้อน

หลังจากหนังฉาย เอเจนท์อสังหาริมทรัพย์รายงานว่า ยอดคนสอบถามซื้อที่ดินและบ้านในแถบ Highland ของสก็อตแลนด์พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสไตล์ Scottish Baronial (ความหรูหราแบบปราสาทสก็อต) ก็กลายเป็นที่นิยมในบ้านพักระดับลักชูรีตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

สวนพิษของ Safin: สถาปัตยกรรมบรูทัลลิสม์ในฐานะซากปรักหักพังอันโรแมนติก

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ห้องโถงภายในฐานทัพของ Safin จากหนังเรื่อง No Time to Die (2021) ผสมผสานความดิบของคอนกรีตเข้ากับจิตวิญญาณแบบ Zen ของญี่ปุ่น ด้วยโต๊ะยาว 5 เมตร เสื่อทาทามิบนพื้นคอนกรีต และหน้าต่างบานเตี้ยที่เปิดรับวิวสวนสมุนไพรมีพิษ
Photo 2 of 2 สวนพิษของ Safin จากหนังเรื่อง No Time to Die (2021) ถ่ายทำที่เกาะ Kalsoy ในหมู่เกาะแฟโร Mark Tildesley ผู้ออกแบบงานสร้างต้องการสดุดีสไตล์ Brutalist ของ Ken Adam พร้อมสอดแทรกปรัชญาการออกแบบแบบญี่ปุ่นผ่านงานดีไซน์ชิ้นนี้
The interior meeting room at Safin’s compound combined traditional Japanese elements with stark concrete: five-metre tables, tatami on concrete floors, and low windows overlooking the poison garden
Safin’s poison garden from No Time to Die (2021), filmed on Kalsoy Island in the Faroe Islands. Production designer Mark Tildesley referenced Ken Adam’s brutalist vocabulary whilst incorporating Japanese design elements

ในภาพยนตร์เรื่อง No Time to Die (2021) Mark Tildesley ผู้ออกแบบงานสร้าง ได้นำความดิบแบบ Brutalism ของ Ken Adam (ดีไซน์เนอร์ยุคบุกเบิกของ Bond) มาตีความใหม่โดยเพิ่มมิติของความลึกลับและความเป็น "ซากปรักหักพังที่ยังดูดี" เข้าไป ฉากภายนอกถ่ายทำที่เกาะ Kalsoy ในหมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) บริเวณหมู่บ้าน Trøllanes ซึ่งมีภูมิประเทศที่แปลกตา ส่วนโครงสร้างทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งโรงเก็บเรือดำน้ำ บังเกอร์คอนกรีต และไซโลขีปนาวุธ ถูกเนรมิตขึ้นด้วยเทคนิค CGI ในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ

การผสมผสานคอนกรีตเข้ากับเสื่อทาทามิและวัสดุธรรมชาติ เป็นการพิสูจน์ว่างานออกแบบที่ดูแข็งกระด้างสามารถอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมและความอ่อนน้อมได้อย่างงดงาม เป็นบทสรุปการเดินทางของสถาปัตยกรรมในโลก 007 ที่ยังคงทรงอิทธิพลต่อรสนิยมการอยู่อาศัยของมนุษย์เราไม่เสื่อมคลาย

ฉากห้องประชุมภายในถูกสร้างขึ้นที่ Pinewood Studios โดยมีความโดดเด่นที่การนำองค์ประกอบแบบญี่ปุ่นมาใส่ไว้ในโครงสร้างคอนกรีตดิบๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น โต๊ะยาวห้าเมตร เสื่อทาทามิบนพื้นคอนกรีต และหน้าต่างบานเตี้ยเพื่อเปิดรับวิวสวนพิษที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยอันตราย Tildesley ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า งานออกแบบสไตล์ Brutalist ที่ดูแข็งกระด้างและเย็นชา สามารถอยู่ร่วมกับวัสดุพื้นบ้านและวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนได้อย่างงดงาม

ผลงานดีไซน์ในจักรวาลสายลับ 007 นั้น เดินทางก้าวผ่านจากยุค 60 ที่เน้นความล้ำแบบอวกาศ มาสู่ยุคปัจจุบันที่เน้นการดึงจิตวิญญาณของวัสดุและวัฒนธรรมมาใช้ จะเห็นได้ว่า "บ้านของตัวร้าย" ในโลกของ Bond มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์สถาปัตยกรรมที่ล้ำหน้าไปก่อนโลกความจริงเสมอ


This story was originally written in English by Jennifer Choo.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

ถอดปรัชญา ‘Imagining Better Living’ กับการสร้างความสุขที่ยั่งยืน สู่มาตรฐานใหม่แห่งการอยู่อาศัยเหนือระดับของ Central Pattana Residence

Home Tour: เปิดบ้านที่เป็นดั่ง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และเปี่ยมด้วยรสนิยมของ Pia Wurtzbach Jauncey

7 โรงแรมดีไซน์ญี่ปุ่น ชูสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผสานบริการต้อนรับแบบดั้งเดิม

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย