สำรวจดีไซน์ความยั่งยืนฉบับถ่อมตัวของ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่เลือกฟื้นชีวิตอาคาร 60 ปีให้กลายเป็นฉากหลังทางความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับเมือง
ท่ามกลางจังหวะการหมุนไปอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานคร การทุบไล่รื้ออาคารเก่ากลางเมืองชั้นในเพื่อแทนที่ด้วยคอนกรีตกระจกเงาวับดูจะเป็นเรื่องคุ้นตา ทว่า ณ จุดตัดระหว่างถนนไมตรีจิตต์และซอยนานา ย่านเยาวราช อาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ทรงเรียบแปลกตาจากยุคหลังสงครามโลกกลับได้รับโอกาสให้เขียนบทถัดไปของชีวิต ที่นี่คืออดีตคลังเก็บหนังสือและโรงพิมพ์ "ไทยวัฒนาพานิช" โครงสร้างอายุร่วม 60 ปีที่เคยตกอยู่ในความเงียบงันยาวนานกว่าสองทศวรรษ หลังเหตุการณ์อัคคีภัยใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2544 ได้เผาผลาญตำราและทิ้งคราบเขม่าดำไว้บนผนัง
วันนี้ ประตูเหล็กม้วนหน้าตึกถูกเปิดออกอีกครั้งในฐานะ Bangkok Kunsthalle (บางกอก คุนสตาเล่อ) พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่ไม่เพียงเปลี่ยนอาคารเก่าให้เป็นหมุดหมายความสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ทางสถาปัตยกรรมของการออกแบบเพื่อความยั่งยืน (Adaptive Reuse) ภายใต้วิสัยทัศน์ของมาริษา เจียรวนนท์, สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา (Stefano Rabolli Pansera) และสถาปนิกแถวหน้าของไทยอย่าง ด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค จาก DBALP ผู้เข้ามาเติมเต็มการจัดการพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ
การก้าวเข้ามาในสเปซแห่งนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการเข้าชมมิวเซียมกล่องสีขาวที่เนี้ยบกริบและเคร่งขรึมที่เราคุ้นเคย ในทางตรงกันข้าม มันคือประสบการณ์เดินสำรวจพื้นที่ซึ่งหลอมรวมประวัติศาสตร์ บาดแผล และลมหายใจใหม่เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านภาษาการออกแบบที่เต็มไปด้วยความถ่อมตัวและลุ่มลึก
อ่านเพิ่มเติม: ‘กุลภัทร ยันตรศาสตร์’ กับปรัชญา ‘สถาปัตยกรรมใจกว้าง’ และศิลปะออกแบบสเปซที่รับฟังเสียงผู้คน

Above เสน่ห์ดั้งเดิมของโครงสร้างปูนกะเทาะและช่องระบายอากาศเก่าที่ถูกเก็บรักษาไว้โดยไม่ฉาบทับ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ดวงฤทธิ์ บุนนาค ยืนมองมิติของแสงธรรมชาติที่สอดส่องลงมาจากช่องเปิดดั้งเดิมของอาคาร (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Redefining Sustainability
เมื่อตั้งคำถามถึงแก่นแท้ของการรีโนเวตเพื่อความยั่งยืน สถาปนิกหลายคนอาจนึกถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือการใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงานระดับสูง แต่สำหรับดวงฤทธิ์ จุดเริ่มต้นของการรีโนเวตอาคารโรงพิมพ์หลังเดิมให้กลายเป็น Bangkok Kunsthalle กลับเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด นั่นคือ "การเลือกที่จะไม่ทุบทิ้ง" โครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ถึง 8,000 ตารางเมตร การปล่อยให้ก้อนคอนกรีต เสา และคานเดิมได้ทำหน้าที่ต่อไป คือการประหยัดพลังงานแฝง (Embodied Energy) และลดขยะจากการก่อสร้างและรื้อถอน (Demolition Waste) ได้มหาศาล ซึ่งถือเป็นผลบวกทางระบบนิเวศและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
"ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอาคารเก่า แล้วผมคิดว่าการ revitalise หรือการชุมชีวิตอาคารเก่าเนี่ย อย่างแรกมันได้ประโยชน์เรื่อง ecology แน่ๆ สองมันได้ประโยชน์เรื่อง economics แน่นอน มันทำให้เราไม่ต้องทุบตึกใหม่ พอไม่ต้องทุบ เราก็ไม่ต้องใช้วัสดุ ใช้พลังงานในการสร้างตึกใหม่ มันเป็นผลดีกับระบบนิเวศ... ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี มันก็เป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว เพราะโครงสร้างมันยังใช้ได้อยู่ เราจะทุบทำไม" ดวงฤทธิ์อธิบายถึงหลักคิดตั้งต้น

Above ร่องรอยปูนกะเทาะบนคานคอนกรีตเดิม เผยโครงสร้างสัจจะวัสดุชั้นล่างที่เปิดโล่งรับแสงแดด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above โถงกว้างของอดีตโรงพิมพ์ที่เผยให้เห็นร่องรอยการใช้งานดั้งเดิม ผสานกลิ่นอายความร่วมสมัยอย่างเข้ากัน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ในมิติของการจัดการทรัพยากรและวัสดุ (Resource Efficiency) ทีมออกแบบใช้วิธีการแทรกแซงพื้นที่ให้น้อยที่สุด ขยะก่อสร้างถูกจำกัดให้อยู่ในระดับเกือบเป็นศูนย์ การกั้นห้องใหม่เกิดขึ้นเฉพาะจุดที่จำเป็นจริงๆ เช่น โซนสำนักงานหรือห้องเทคนิค โดยเลือกใช้วัสดุอุตสาหกรรมเบาอย่างแผ่นพาร์ทิเคิลบอร์ดและแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ เพื่อให้สามารถถอดถอนหรือรีไซเคิลได้ในอนาคตโดยไม่กระทบต่อเนื้อปูนเดิม
นอกจากนี้ ข้าวของดั้งเดิมที่ติดอยู่กับตึกก็ไม่ได้ถูกขนไปทิ้งขยะ แต่ถูกเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ อย่างตู้เซฟเหล็กโบราณขนาดมหึมาที่ตั้งจ่ออยู่บนพื้นปูนชั้นล่าง คุณดวงฤทธิ์เลือกที่จะปล่อยให้อยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อตั้งคำถามกับผู้มาเยือนว่า ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ยกไม่ไหวชิ้นนี้ คือเฟอร์นิเจอร์ หรือวัตถุทางศิลปะกันแน่ การปล่อยให้สิ่งของและโครงสร้างเดิมดึงศักยภาพของตัวเองออกมา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการ upcycling สเปซในโครงการนี้

Above เสาคอนกรีตกลมและพื้นปูนขัดมันสะท้อนการเชื่อมต่อระหว่างระดับชั้นและสเปซแบบ Non-linear ที่มอบอิสระในการเดินชม (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above บันไดหินขัดทรงดั้งเดิมและผนังบล็อกแก้ว บันทึกความทรงจำทางสถาปัตยกรรมของอาคารยุคหลังสงครามโลก (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above โถงบันไดหินขัดดั้งเดิม โครงสร้างเก่าที่ยังคงสแนบแน่นไปกับจังหวะของแสงธรรมชาติผ่านกรอบหน้าต่างไม้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Dancing with Scars
สัมผัสแรกเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาภายใน Bangkok Kunsthalle คือความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ผนังคอนกรีตผิวซีดกะเทาะโชว์เนื้ออิฐมอญสีส้มด้านใน คราบเขม่าไฟสีเทาเข้มรอยเดิมจากเหตุการณ์ปี 2544 ยังคงเด่นชัดอยู่บนเพดาน รอยแตกลายงาบนปูนและโครงเหล็กวงกบที่บิดตัวถูกคงไว้โดยไม่มีการฉาบเรียบหรือทาสีทับ นี่คือศิลปะการผสานความเก่าและความใหม่ที่สถาปนิกตั้งใจใช้ "บาดแผล" ของอาคารให้ทำหน้าที่เป็นผืนผ้าใบดิบ
ความน่าสนใจของงานดีไซน์สเปซนิทรรศการที่นี่ คือการยอมลดตัวตนของสถาปนิกลง เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า "แบ็กกราวด์ที่อบอุ่น" ดวงฤทธิ์เลือกที่จะไม่ใส่โครงสร้างดีไซน์ที่หวือหวาโฉบเฉี่ยวเพื่อโชว์สิ่งที่เรียกว่าความเป็น Starchitect แต่กลับสร้างพื้นที่จัดแสดงที่ถ่อมตัว ให้เกียรติทั้งอดีตของตึกและผลงานศิลปะร่วมสมัยที่เข้ามาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการระดับโลก นิทรรศการงานสานอันประณีต หรือวิดีโออาร์ตเชิงทดลอง

Above เผยเนื้อแท้ของสัจจะวัสดุ ผ่านชั้นปูนกะเทาะที่โชว์แนวอิฐมอญสีส้มและคราบความทรงจำของตัวอาคาร (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above รอยสีและปูนกะเทาะร่อนบนผนังดั้งเดิม บันทึกร่องรอยแห่งกาลเวลาที่ถูกรักษาไว้โดยไม่ต้องฉาบแต่งใหม่ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above คราบเขม่าไฟสีเข้มดั้งเดิมบนคานคอนกรีต ประวัติศาสตร์จากปี 2544 ที่ถูกเก็บไว้เป็นผืนผ้าใบสำหรับงานศิลปะ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ร่องรอยคราบน้ำและเขม่าไฟบนผนังเดิม ลวดลายธรรมชาติที่กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของอาคาร (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
"ตึกนี้มันต้องไม่โชว์ตัวเอง มันต้องเป็นแค่บริบทที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ซึ่งสถาปนิกที่ทำแบบนี้ได้มันต้องมีความถ่อมตัว... ต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้สำคัญ ปล่อยวางได้ ไม่งั้นมันจะออกแบบไม่ได้" ดวงฤทธิ์เน้นย้ำ "ผมว่าหัวใจของสเปซทางด้านศิลปะ มันควรจะทำงานแบบที่ว่ามันเต้นรำไปกับงานศิลปะ คือมันร่ายรำไปด้วยกัน แล้วก็ไม่ได้มีอะไรเด่นกว่าอะไร"
เมื่อเดินลัดเลาะผ่านโถงจัดแสดง จะเห็นได้ชัดว่าผลงานศิลปะชิ้นใหม่ที่วางทาบลงบนสเปซ ไม่ได้ถูกข่มด้วยความดิบของโครงสร้าง ในทางกลับกัน ผิวสัมผัสที่หยาบกร้านของคอนกรีตกลับช่วยขับเน้นรายละเอียดของงานผ้า งานวิดีโอ หรือแสงไฟจากอินสตอลเลชั่นให้เฉิดฉายและทรงพลังยิ่งขึ้น ราวกับอดีตและปัจจุบันกำลังเปิดบทสนทนาเต้นรำร่วมกันบนสเปซแห่งนี้อย่างรื่นรมย์

Above โถงอาคารที่ขนานไปกับช่องบล็อกระบายอากาศดั้งเดิม (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ข้อความโควตทางศิลปะและประวัติศาสตร์บนแผ่นกระจก สื่อถึงการเปิดบทสนทนาร่วมกันระหว่างผู้คนและสถานที่ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
The Invisible Backbone
เบื้องหลังความดิบเปลือยที่ดูเรียบง่าย ราวกับไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ แท้จริงแล้วซ่อนความท้าทายเชิงวิศวกรรมสถาปัตยกรรมที่หินที่สุดโปรเจ็กต์หนึ่ง การเปลี่ยนอาคารคลังเก็บหนังสืออายุ 60 ปี ขนาด 8,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นสเปซสาธารณะที่รองรับคนจำนวนมากได้อย่างปลอดภัย ต้องอาศัยการประเมินและทดสอบโครงสร้างอย่างละเอียดถี่ถ้วน
วิศวกรและทีมออกแบบต้องลงมือทำ Load Test อย่างละเอียด แม้โครงสร้างเสาและคานเดิมของคลังหนังสือจะแข็งแกร่งจนรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงถึงครึ่งตันถึงหนึ่งตันต่อตารางเมตรในชั้นล่าง แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้งาน จึงมีการทุ่มงบประมาณเสริมฐานรากด้วยการตอกเข็มใหม่เฉพาะจุด เสริมความแข็งแรงให้เสาชั้นล่าง และกู้โครงสร้างคานหลังคาชั้นบนเพื่อรองรับระบบเครื่องปรับอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปลักษณ์ดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์

Above พื้นที่ดาดฟ้าและโครงหลังคาเหล็กใหม่ แสดงให้เห็นกระบวนการซ่อมแซมโครงสร้างอาคารเพื่อความยั่งยืนและความปลอดภัย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above กรอบหน้าต่างไม้เดิมของอาคารที่เปิดรับทัศนียภาพเมือง ยอดเจดีย์วัดไตรมิตร และตึกสูงร่วมสมัยรอบเยาวราช (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งคือการปฏิเสธเส้นทางเดินชมศิลปะแบบบังคับ (Linear Narrative) ที่สถาปนิกจงใจออกแบบให้ Bangkok Kunsthalle มีเลย์เอาต์ที่เป็นมิตรและมอบอิสรภาพให้แก่ผู้ใช้งานอย่างเต็มที่ อาคารสามหลังที่สร้างต่างช่วงเวลากระจายตัวเชื่อมต่อกันอย่างมีลูกเล่น มีการลดหลั่นของฝ้าเพดานทั้งระดับสูงและต่ำ ผู้ชมสามารถเลือกเดินเลี้ยวเข้าโถงนั้น ออกบันไดนี้ ได้อย่างตามใจนึก โดยไม่ต้องเดินตามเส้นทางลัดเลาะบังคับเหมือนมิวเซียมอื่นๆ ที่เราคุ้นชิน
"ชีวิตเราถูกบังคับมาเยอะแล้ว ตื่นเช้ามาทำสิ่งนี้ เสาร์อาทิตย์ทำอย่างนี้ ชีวิตเรามีแพตเทิร์น ผมว่าการใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงมาที่นี่ แล้วเรามีอิสระที่จะ explore ผมว่ามันตื่นเต้นกว่าเยอะ มันสนุกกว่าที่จะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ " ดวงฤทธิ์กล่าวถึงเสน่ห์ของสเปซที่ไม่จำกัดกรอบความคิด
เมื่อโครงกระดูกของอาคารแข็งแรงพอที่จะหยัดยืน สิ่งต่อไปที่สถาปนิกต้องฟื้นฟูคือ 'ระบบทางเดินหายใจ' ของตึก เพื่อเปลี่ยนอดีตคลังหนังสือที่อับทึบ ให้กลายเป็นสเปซที่โอบรับสุขภาวะและมวลอากาศที่สดชื่น
อ่านเพิ่มเติม: สำรวจกลเล่นแร่แปรธาตุของ Looklen Architects ที่เสกสถาปัตยกรรมเป็นลูกเล่นสเปซที่มีชีวิต

Above บานกระจกที่ตกแต่งด้วยร่องรอยกราฟฟิตี้ เผยการเชื่อมโยงงานดีไซน์เข้ากับเสน่ห์ของย่าน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Breathing Architecture
โจทย์สำคัญของการปรับปรุงอาคารเก่าในย่านที่มีความหนาแน่นสูง คือการจัดการเรื่องสุขภาวะ (Wellbeing & Comfort) ทั้งคุณภาพอากาศ แสงสว่าง และการระบายความร้อน ในอดีต ชั้นล่างของตึกนี้เคยเป็นคลังเก็บหนังสือทึบผนังปิดสนิท แต่สถาปนิกได้ค้นพบความชาญฉลาดของระบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมอย่าง Ventilation Shaft หรือปล่องระบายอากาศกลางอาคาร
ทีมออกแบบทำการฟื้นฟูปล่องนี้ให้กลายเป็นทั้ง "ทางผ่านของแสง" และ "ปอด" ของอาคาร แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาจากช่องเปิดด้านบน ทอดตัวผ่านปล่องความสูงหลายชั้นลงมายังโถงชั้นล่าง เกิดเป็นมิติของแสงและเงาที่แปรเปลี่ยนไปตามเวลาของวัน ตกกระทบรอยปูนเก่าและพื้นขัดมันอย่างนุ่มนวล โดยไม่ต้องพึ่งพาดวงไฟไฟฟ้าตลอดเวลา
ในมิติของมวลอากาศ ฝุ่นสะสมในตึกเก่าถือเป็นศัตรูตัวร้ายทั้งต่อสุขภาพของผู้เข้าชมและผลงานศิลปะ คุณดวงฤทธิ์แก้โจทย์นี้ด้วยการประยุกต์ใช้หลักการ Stack Effect หรือแคพิลลารีเอฟเฟกต์แบบโบราณ ร่วมกับการติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศ (Airflow / CFM Management) ใช้วิธีดึงมวลอากาศเสียและอนุภาคฝุ่นออกจากอาคารผ่านท่อระบายอย่างแผ่วเบาและสม่ำเสมอ ไม่ใช้การดึงอากาศรุนแรงจนสูญเสียความเย็นของระบบปรับอากาศ แต่เพียงพอที่จะทำให้มวลฝุ่นเคลื่อนที่ ไม่ฟุ้งตลบและตกค้างอยู่ในสเปซ

Above ผนังบล็อกแก้วขนาดใหญ่ที่ดึงแสงสว่างภายนอกเข้ามาสร้างความโปร่งตา พร้อมเงาสะท้อนน้ำบนพื้นคอนกรีตดิบ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above Ventilation Shaft กลางอาคาร ปอดดั้งเดิมที่ทำหน้าที่ดึงแสงและระบายอากาศให้สเปซหายใจได้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ลำแสงสว่างจ้าสาดผ่านปล่องระบายอากาศลงมาจากหลังคา ช่วยสร้างจังหวะแสงเงาที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
"Particles หรือฝุ่น มันออกมาจากอาคาร เราก็ทำตัว Ventilation Shaft ไว้ดูดอากาศออกทั้งระบบ เพื่อให้มันเกิด Ventilation ให้ฝุ่นมันเคลื่อนตัว... เพราะเรารู้ว่าฝุ่นจะเป็นปัญหาใหญ่ของงานศิลปะ ต่อให้เป็นงานสมัยใหม่ แต่ถ้าฝุ่นเยอะเกินไปก็ไม่ได้ การทำแบบนี้มันทำให้เกิดการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม ซึ่งสำคัญมากต่อทั้งงานและสุขภาพของคน" ดวงฤทธิ์เล่าถึงดีเทลซ่อนแอบที่ใส่ใจแขกผู้เข้าชม
วิธีการจัดการแสงลมและอากาศนี้ ช่วยให้พื้นที่ดิบเท่ของ Bangkok Kunsthalle ไม่มีความรู้สึกอับชื้นหรือชวนอึดอัด แต่กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศปลอดโปร่ง สดชื่น เชิญชวนให้ผู้คนสามารถเดินชมนิทรรศการได้อย่างเพลิดเพลินและสบายกาย

Above ดีเทลราวบันไดเหล็กดัดทรงดั้งเดิมกับผนังปูนร่อน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ป้ายแบรนด์ BAUCHE บนตู้เซฟเหล็กยักษ์โบราณ ข้าวของประวัติศาสตร์ดั้งเดิมที่ถูกเก็บไว้ในสเปซ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ผนังช่องบล็อกระบายอากาศและบล็อกแก้วดั้งเดิมที่ผสมผสานลวดลายสเปรย์กราฟฟิตี้ของย่านเก่า (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ฟาซาดบล็อกแก้วใสดั้งเดิมแนวตั้ง ที่ช่วยนำพาแสงธรรมชาติเข้าสู่โถงบันไดและพื้นที่ภายใน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above จังหวะกรอบหน้าต่างไม้เดิมเรียงรายบนฟาซาด บันทึกเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยอายุ 60 ปี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Bangkok Kunsthalle จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวอย่างของงานรีโนเวตอาคารเก่าที่ประสบความสำเร็จทางด้านความงามเท่านั้น แต่คือภาพสะท้อนของนิยามการออกแบบเพื่อ sustainability ในยุคใหม่ ความยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดจากการประโคมเทคโนโลยีราคาแพง แต่เกิดจากความเคารพ ทั้งเคารพในประวัติศาสตร์ของตึก เคารพในสุขภาวะของผู้ใช้งาน และเคารพในบริบทของชุมชนย่านเยาวราชไปพร้อมกัน
การถ่อมตัวของสถาปนิกเพื่อเปิดพื้นที่ให้งานศิลปะและผู้คนได้เข้ามามีบทสนทนาอย่างเท่าเทียม ได้ทลายกำแพงภาพจำความสูงส่งของการชมงานศิลปะให้กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน และนั่นคือลมหายใจใหม่อันทรงคุณค่าที่สถาปัตยกรรมแห่งนี้ได้มอบคืนให้แก่เมืองหลวงของเรา

Above โครงสร้างผนังเดิมและรอยสเปรย์กราฟฟิตี้ กลายเป็นฉากหลังธรรมชาติตามแนวคิดการคงสัจจะวัสดุดั้งเดิมไว้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Topics





