Cover เชฟ Deepanker Khosla (DK) แห่งร้าน Haoma ที่ได้เชื้อเชิญกลุ่มแขกคนพิเศษเพียงแปดท่านสู่ Terra Ananta มาสัมผัสประสบการณ์รสชาติ Beyond the Menu

เมื่อ ‘รสชาติ’ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเดินทาง ค้นพบประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งในบ้านกลางป่า ไปจนถึงการบุกหลังครัวเคียงข้างเชฟระดับโลก เพื่อดื่มด่ำรสชาติและเรื่องราวที่ไปไกลกว่าสิ่งที่เขียนไว้บนเมนู

ละอองฝนโปรยปรายมาปกคลุมทิวเขาในจังหวัดกาญจนบุรี ความชุ่มฉ่ำช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้เรายิ่งอยากชื่นชมธรรมชาติ ในมือของเราคือแก้วเครื่องดื่ม Aperitifs ในบ้านหลังนี้ของเชฟ Deepanker Khosla (DK) แห่งร้าน Haoma at Terra Ananta ที่เขาได้เชื้อเชิญกลุ่มแขกคนพิเศษเพียงแปดท่านที่จะกลายมาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารสุดพิเศษร่วมกันในค่ำคืนนี้

ในช่วงเวลานั้น คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้มื้ออาหารหนึ่งมื้อกลายเป็นความทรงจำที่จะสลักลึกลงไปในความรู้สึก

คำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุดิบคุณภาพหรือฝีมือปรุงอาหารชั้นเลิศ แต่อาจรวมไปถึงส่วนผสม 3 อย่างที่มาคลุกเคล้าประกอบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว คือการได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปในพื้นที่พิเศษ (Access) การได้ทิ้งตัวดื่มด่ำไปกับเรื่องราวและช่วงเวลาดีๆ (Immersion) และการได้สัมผัสศาสตร์และศิลป์ที่กลั่นกรองมาจากแพสชั่นของผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์ (Craft)

อ่านเพิ่มเติม: เปิดลิสต์ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งร่วมสมัยที่ยกระดับรสชาติวิถีไทย

Tatler Asia

และนี่คือเรื่องราวของการเดินทางผ่าน Visa Infinite ที่ทำหน้าที่เสมือน "พาสปอร์ต" พาเราข้ามพรมแดนการรับประทานอาหารแบบเดิมๆ สู่การไขความลับเบื้องหลังโลกแห่งรสชาติ ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า Visa Infinite Tastes: Beyond The Menu แคมเปญระดับภูมิภาคที่จะเปิดประตูสู่ประสบการณ์เชฟเทเบิลและมื้ออาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟกว่า 70 รายการทั่วเอเชียแปซิฟิก

ตราประทับแรก ณ ฟาร์มเฮาส์ลับกลางหุบเขา (Terra Ananta)

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4
Photo 2 of 4
Photo 3 of 4
Photo 4 of 4

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเราและผู้ร่วมเดินทางอีกเพียง 7 ท่าน ก้าวสู่ Terra Ananta ฟาร์มเฮาส์ส่วนตัวของเชฟ DK แห่งร้าน Haoma บ้านครอบครัวแสนอบอุ่นและอยู่สบาย ที่ในฤดูฝนแบบนี้ได้ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกและทิวเขาเขียวชอุ่ม ซึ่งปกติไม่ได้เปิดให้ใครเข้ามาสัมผัสได้ง่ายๆ เรียกได้ว่าเป็น access แบบพิเศษสุดให้เราได้สัมผัสและพูดคุยกับเชฟถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์อาหารของเขาได้อย่างเป็นกันเอง

บรรยากาศยามเย็นของ Terra Ananta ต้อนรับเราด้วยไอเย็นฉ่ำและละอองฝนที่โปรยปรายลงมาเบาๆ ช่วงเวลานี้คือการปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลง เราและเพื่อนร่วมทริปต่างทิ้งความเหนื่อยล้าจากเมืองหลวง แล้วมารวมตัวกันพร้อมแก้วเครื่องดื่ม Aperitifs ในมือ เสียงชนแก้วเบาๆ เคล้าไปกับเสียงฝนและบทสนทนาที่เริ่มเปิดกว้าง

เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง เชฟ DK ได้จัดเตรียมสแน็กชิ้นพอดีคำที่อัดแน่นด้วยความประณีตมาเสิร์ฟให้เราได้ลิ้มลองระหว่างการพูดคุย ทั้ง Beetroot Tartlette ที่ให้เทกซ์เจอร์น่าสนใจ และ Scallop Pie Tee รสชาติกลมกล่อม ความอร่อยของของว่างเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือน 'Ice Breaker' ที่ละลายความเคอะเขินของคนแปลกหน้าทั้งแปดคนให้กลายเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 

Tatler Asia
Above Beetroot Tartlette
Tatler Asia
Above Scallop Pie Tee

เมื่อฟ้ามืดลง ความหมายของคำว่า Craft ก็ถูกขยายความอย่างเต็มรูปแบบผ่านมื้อค่ำหลักในคอนเซ็ปต์ 'Forest & Fire' ที่ดึงเรากลับสู่รากเหง้าของการกิน เราย้ายมานั่งล้อมวงรับประทานอาหารแบบ family-style เพื่อแบ่งปันรอยยิ้มและความอร่อย เริ่มต้นด้วย Tomato & Peanut Salad และ Avocado & Uni

Tatler Asia
Above Avocado & Uni
Tatler Asia
Above Fish Moilee

ก่อนจะเข้าสู่เมนคอร์สที่เชฟตั้งใจเสิร์ฟพร้อมกันทั้งหมด ทั้ง Fish Moilee, Lamb Laal Maans กับเนื้อแกะนุ่มละมุนลิ้น, Butter Chicken รสเข้มข้น และ Artichoke & Corn Curry เสิร์ฟควันฉุยคู่กับ Wargi Roti แผ่นโรตีบางกรอบและ Basmati Rice Pulao หอมกลิ่นเครื่องเทศ ปิดท้ายด้วยความหวานสดชื่นของ Mango & Rice Kheer และ Coffee Flan

บางวัตถุดิบในมื้อนี้เป็นผลผลิตตามฤดูกาลที่เชฟปลูกและเก็บเกี่ยวในไร่สวนหลังบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง มีทั้งมะม่วงและอื่นๆ ผลัดกันผลิดอกออกผลแทบไม่เคยขาด สะท้อนให้เห็นความลึกซึ้งของ 'Terroir' หรือความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินไทยในแบบที่หาชิมที่ไหนไม่ได้

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 เมนู Artichoke & Corn Curry
Photo 2 of 3 Lamb Laal Maans กับเนื้อแกะนุ่มละมุน
Photo 3 of 3 Butter Chicken รสเข้มข้น
Tatler Asia
Above Coffee Flan
Tatler Asia
Above Mango & Rice Kheer

แต่สิ่งที่ทำให้ทริปสองวันหนึ่งคืนนี้น่าจดจำที่สุดคือประสบการณ์แบบ Immersion หรือการดื่มด่ำไปกับช่วงเวลา Post-dinner storytelling ที่เชฟ DK สลัดคราบเชฟมิชลินกรีนสตาร์มาเป็นเจ้าบ้าน นั่งร่วมวงสนทนาเล่าถึงแพสชั่นและแรงบันดาลใจที่ก้าวเข้าสู่วงการอาหารของเขาให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง และเรื่องเล่าสนุกๆ ระหว่างทางตั้งแต่การหันเหจากการตามความฝันที่อยากเป็นทหารอากาศ เข้าสู่วงการอาหาร ก่อนจะตระเวนเปิดร้านอาหารแบบฟู้ดทรักค์ที่ประเทศลาวและกัมพูชา จนกระทั่งตัดสินใจเปิดร้าน Haoma และได้คว้ารางวัลสำคัญมากมาย เริ่มต้นจากเวทีรางวัล Tatler Best และต่อยอดความสำเร็จในอีกหลายรางวัลสำคัญในแวดวงไดนิ่งระดับเอเชียและระดับโลกในฐานะร้านไฟน์ไดนิ่งที่ชูเรื่องความยั่งยืน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3
Photo 2 of 3
Photo 3 of 3
Tatler Asia
Tatler Asia

รุ่งเช้าถัดมา เราถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมของเนยกับมื้อเช้าที่เชฟ DK ลงมือปั้นแป้งครัวซองต์ด้วยตัวเองอบเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมโคลด์คัทและชาชูก้ารสเข้มข้น ปิดท้ายด้วยผลไม้รสเปรี้ยวหวานสดชื่นอย่าง Golden Honey Passionfruit จากโครงการหลวง ท่ามกลางเสียงหัวเราะ พูดคุย และบทเพลงสไตล์ old school ชวนผ่อนคลายจากแผ่นเสียงที่คุณพ่อของเชฟ DK ชื่นชอบ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้มาอยู่ในบ้านเพื่อน (ที่ทำอาหารเก่งมาก!) ถือเป็นประสบการณ์การพักผ่อนที่แตกต่างและเป็นการหลอมรวมผู้คน อาหาร และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์และน่าประทับใจ

Tatler Asia
Tatler Asia

ตราประทับที่สอง กับการย้อนเวลาสู่สเปซส่วนตัว (Cadence by Dan Bark)

ประสบการณ์สุดพิเศษไม่ได้จำกัดอยู่แค่สเปซอบอุ่นกลางป่า Visa Infinite Tastes ยังเตรียมพาเรากลับมาค้นหาแก่นแท้ของเชฟใจกลางกรุงเทพฯ ที่ร้าน Cadence by Dan Bark หลายคนอาจคุ้นชินกับร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่ปกติเราจะถูกเชิญให้นั่งโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ แต่ครั้งนี้เราได้ access พิเศษให้ก้าวเข้าสู่ "พื้นที่ห้องครัวและห้องนั่งเล่นส่วนตัว" ของเชฟ Dan Bark และคุณเฟย์ ธัญจิรา ตระกูลวงศ์ อย่างใกล้ชิด

แขกเพียง 10 ท่านจะได้ร่วมวงพูดคุยและรับประทานอาหารกับเชฟและคุณเฟย์ ธัญจิรา ในบรรยากาศอบอุ่น เสมือนการได้รับเชิญเข้าสู่บ้านของเชฟ เพื่อรับฟังเรื่องราวความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก และเส้นทางชีวิตที่หล่อหลอมทั้งคู่จนถึงความสำเร็จในทุกวันนี้ อาหารมื้อนี้จึงทำหน้าที่เสมือนเครื่องย้อนเวลา (The Time Machine) ที่ถ่ายทอดความคราฟต์ออกมาอย่างเป็นกันเอง เป็นรสชาติแห่งความทรงจำที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ

อ่านเพิ่มเติม: จากวีซ่าสู่ ‘Passport to Luxury’ มนาเทศ อันนวัฒน์ กับวิสัยทัศน์พาไทยเป็น ‘บ้าน’ ของพลเมืองโลก

Tatler Asia
Tatler Asia

ตราประทับที่สาม กับการบุกเบื้องหลังครัวมิชลิน (80/20)

หากการไปเยือนฟาร์มเฮาส์คือความผ่อนคลาย และการเยือนสเปซส่วนตัวคือความอบอุ่น ประสบการณ์อย่าง The Culinary Explorer ก็น่าจะเหมาะกับสายแอ็กทีฟที่ชอบลงมือทำ โปรแกรมนี้พาเราไปบุกร้าน 80/20 มอบ access ที่ถือเป็นความฝันของสายฟู้ดดี้ นั่นคือการก้าวไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับทีมเชฟในพื้นที่หน้าเตาของครัวระดับแถวหน้าของวงการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

ครัวมืออาชีพคือโลกที่เต็มไปด้วยความกดดันและความแม่นยำ แต่เชฟ Thav Phouthavong กลับเปิดประตูต้อนรับให้เราเข้าไปเรียนรู้งานคราฟต์แบบไม่มีกั๊ก ตั้งแต่การจับมีด เทคนิคการปรุง ไปจนถึงศาสตร์แห่งความนิ่งในการใช้แหนบคีบ (Tweezers) จัดจานให้สวยงาม ก่อนที่หยาดเหงื่อและความสนุกหน้าเตาจะเปลี่ยนเป็นประสบการณ์สุดอิมเมอร์ซีฟยามที่เราได้กลับมานั่งที่โต๊ะ เพื่อลิ้มรสชาติมื้ออาหารที่เชฟตีความจิตวิญญาณอันจัดจ้านและกลิ่นอายสตรีทฟู้ดของย่านเยาวราชให้ออกมาเป็นเมนูร่วมสมัยที่ซับซ้อนแต่น่าหลงใหล การได้กินอาหารที่เรารู้ซึ้งถึงกระบวนการและความเหนื่อยยากหลังครัว ยิ่งทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นเป็นทวีคูณ

Tatler Asia
Tatler Asia

มากกว่าสิ่งที่เขียนไว้บนเมนู

ก่อนที่รถจะพาเราเดินทางออกจากความชุ่มฉ่ำของทิวเขาที่กาญจนบุรีและบอกลาบ้าน Terra Ananta พวกเราทั้งแปดคนและเชฟ DK แห่งร้าน Haoma ได้ถ่ายรูปร่วมกัน ภาพถ่ายใบนั้นคือเครื่องยืนยันว่าเราได้ 'เชื่อมโยง' ถึงกันผ่านมื้ออาหารแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เราตระหนักว่า นิยามของการลิ้มรสไฟน์ไดนิ่งในโลกอาหารยุคใหม่ได้เปลี่ยนไป เป็นการเปิดรับประสบการณ์ที่พาเราก้าวข้ามสิ่งที่มีอยู่บนเมนู (Beyond the Menu) เข้าไปทำความรู้จักกับแรงบันดาลใจเบื้องหลัง รอยยิ้ม หยาดเหงื่อ และจิตวิญญาณของผู้สร้างสรรค์

ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้คุณพร้อมที่จะท่องโลกผ่าน Visa Infinite เพื่อออกไปสะสมตราประทับแห่งความอร่อยและความทรงจำของคุณเองแล้วหรือยัง

Tatler Asia
Tatler Asia
Tatler Asia

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย