Cover Gaggan at Louis Vuitton ร้านอาหารแห่งแรกของเมซงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใจกลางกรุงเทพฯ (ภาพ: Louis Vuitton)

Lick It Up เป็นชื่อเมนูซิกเนเจอร์อันแสนโด่งดังของเชฟอินเดีย Gaggan Anand ที่ฉีกขนบวงการร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งไปอย่างสิ้นเชิง เขาให้สัมภาษณ์มาโดยตลอดระยะเกือบสิบปีนับแต่เปิดร้านอาหารแห่งแรกว่า ต้องการให้อาหารอินเดียเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มาวันนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญหลังได้รับรางวัลระดับโลกต่างๆ มากมายที่อาหารของเขาได้ปรากฏโฉมอย่างเต็มภาคภูมิ ณ Gaggan at Louis Vuitton ร้านอาหารแห่งแรกของเมซงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คนมากขึ้น สำหรับหลุยส์ วิตตอง นั้นก้าวเข้ามาเป็นผู้นำวงการคาเฟ่และร้านอาหารอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 2020 กับการเปิดตัวคาเฟ่ Le Café V และร้านอาหาร Sugalabo V เมืองโอซะกะ ประเทศญี่ปุ่น และตามมาติดๆ กับการเปิดร้าน Le Café V ณ กรุงโตเกียว เมื่อปี 2021 ก่อนจะมาถึง Maxime Frédéric at Louis Vuitton กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2022 รวมทั้ง pop-up store ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2023 ตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกทั้งโซล เซี่ยงไฮ้ โดฮา และแซ็ง-ทรอเป

Gaggan at Louis Vuitton เสิร์ฟอาหารจำนวน 21 คอร์สเมนู อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ 5 S อันได้แก่ Sweet, Sour, Salty, Spicy และ Surprise สร้างประสบการณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่ไหนในโลก สะท้อนให้เห็นความเป็นหลุยส์ วิตตอง ที่สร้างสรรค์และเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ พร้อมการคอลลาบอเรชั่นแบบไร้พรมแดนโดยเฉพาะในโลกของอาหารที่ผสมผสานความเป็น progressive Indian cuisine เข้ากับความหรูหราประณีตตามแบบฝรั่งเศส โดยมีกลิ่นอายความเป็นไทยแทรกอยู่อย่างลงตัว

อ่านเพิ่มเติม: LV The Place Bangkok สะท้อนไลฟ์สไตล์ระดับโลกภายใต้คอนเซ็ปต์ความมีชีวิตชีวาของกรุงเทพฯ

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 ภายในตัวร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของคอนเซ็ปต์สโตร์ LV The Place Bangkok
Photo 2 of 3 ภายในตัวร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของคอนเซ็ปต์สโตร์ LV The Place Bangkok
Photo 3 of 3 ภายในตัวร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของคอนเซ็ปต์สโตร์ LV The Place Bangkok

โดยตัวร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของคอนเซ็ปต์สโตร์ LV The Place Bangkok ศูนย์การค้าเกษรอัมรินทร์ ซึ่งนับเป็นจุดหมายระดับโลกแห่งใหม่ล่าสุดที่รวมคอนเซ็ปต์ครบทุกประสบการณ์ภายในพื้นที่เดียว โดยชั้นล่างนอกจากจะเป็นรีเทลสโตร์มอบประสบการณ์ช็อปปิ้งที่แสนพิเศษและร่วมสมัยสำหรับคอลเลกชั่นสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษแล้ว ยังมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ Visionary Journeys นำเสนอเรื่องราวมรดกล้ำค่านับแต่ประวัติศาสตร์ ความเป็นมารวมทั้งชิ้นงานร่วมสมัย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรม การเดินทาง และความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน ในขณะเดียวกันก็มี Le Café Louis Vuitton คาเฟ่อันแสนรื่นรมย์และทันสมัย โดยนับเป็นคาเฟ่แห่งแรกที่หลุยส์ วิตตอง ได้พัฒนาสูตรขนมเอง ทั้งเค้ก ทาร์ต พาร์เฟ่ต์ และไอศกรีมแซนด์วิชหลากรส ให้บริการอีกด้วย

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรสชาติความอร่อยสไตล์ไทย
Photo 2 of 3 เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรสชาติความอร่อยสไตล์ไทย
Photo 3 of 3 คอร์ส The Lobster เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรูปร่างเป็นล็อบสเตอร์ให้รสชาติความอร่อยสไตล์ไทย

นับตั้งแต่คอร์สแรกจนถึงคอร์สของหวานจานสุดท้ายของ Gaggan at Louis Vuitton สลับสับเปลี่ยนกันสร้างสีสันและความหลากหลายตลอดระยะเวลาสองชั่วโมง สมกับประโยคที่ว่า If food was Fashion, then it would be called “Gaggan”.

โดยประกอบไปด้วย Yoghurt Explosion จานแรกซึ่งนับเป็นตัวแทนของ Indian Progressive Cuisine อย่างแท้จริง เพราะโยเกิร์ตเป็นส่วนผสมที่ใช้กันอยู่เสมอโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Spherification ต่อมาคือ Lick It Up ซิกเนเจอร์เมนูของเชฟ Gaggan ที่พิถีพิถันและนำเสนอสีสันของวัตถุดิบตามธรรมชาติมานำเสนอในรูปแบบของลายดอกไม้และใบโคลเวอร์อันเป็นสัญลักษณ์ของลวดลายบนกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง และที่สำคัญ เมนูนี้ต้องใช้ลิ้นเลียเพื่อรับรส Charcoal เมนูจากกุ้งแม่น้ำ ใบชิโสะ และผักต่างๆ World Map เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณในการเดินทางของแบรนด์ Louis Vuitton เพื่อแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้ ส่วน Bites Of India เต็มไปด้วยเรื่องราวจากสตรีทฟู้ดอาหารอินเดีย

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรสชาติความอร่อยสไตล์ไทย
Photo 2 of 3 เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรสชาติความอร่อยสไตล์ไทย
Photo 3 of 3 เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรสชาติความอร่อยสไตล์ไทย

อีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจคือ The Above From Below แสดงให้เห็นถึงปรัชญาชีวิต โดยใช้วัตถุดิบทั้งจากพืชที่เติบโตใต้พื้นดินและหนือพื้นดิน Damier Momo เมนูอาหารพื้นเมืองทำจากเห็ดของชาวทิเบตที่อพยพมาอินเดีย ส่วน Tomato Nectar แรงบันดาลใจจาก Bloody Mary ค็อกเทลยอดนิยมของ Gaggan นั่นเอง สำหรับ คอร์ส Fire: Paturi อาหารสุดคลาสสิกของอินเดียที่มีส่วนผสมจากน้ำมันมัสตาร์ดเบงกาลีและผักชี

ต่อมาคือเมนู The Lobster เชฟบรรจงจัดแต่งอาหารให้คงรูปร่างเป็นล็อบสเตอร์ให้รสชาติความอร่อยจากน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทย Cold Curry อาหารสไตล์ Gaggan อย่างแท้จริงคือการฉีกกรอบนิยามแกงกะหรี่ที่ไม่ได้มีใครบอกว่าต้องเป็นอย่างไร สำหรับ Barbecue: Pork ผสมผสานความเป็นไทยและความเป็นฝรั่งเศส ด้วยเมนูหมูปิ้งและซอสไวน์ฌูราซึ่งเป็นเมืองเกิดของ Mr.Louis Vuitton

Golden Pumpkin Abalone เมนูที่ครีเอทจับคู่วัตถุดิบที่ดูไม่น่าเข้ากันได้แต่กลับผสมกันอย่างลงตัว เช่น ผักโขม ฟักทอง และหอยเป๋าฮื้อ อีกหนึ่งเมนูดั้งเดิม Rice&Curry ที่เติมเต็มคอร์สโดยนำเสนอแกงปูแบบไทยแต่รับประทานคู่กับข้าวบาสมาติของอินเดีย สำหรับคอร์ล้างปากเพื่อนำพาสู่คอร์สของหวานด้วย The Garden เป็นเมนูไอศกรีมกรานิต้าที่มาในคอนเซ็ปต์ Zero Waste นอกจากจะให้รสชาติน่าทึ่งแล้ว ยังเป็นการดูแลทุกวัตถุดิบให้เกิดประโยชน์และไม่เหลือทิ้ง ส่วนของหวาน Beneath the Monogram ซ่อนความเป็นไทยด้วยขนมไทยไว้อย่างแยบยล และ Dream Big เมนูจากผลไม้ตามฤดูกาลของไทยอย่างมะม่วงที่ปิดท้ายคอร์สได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Tatler Asia
Above Gaggan at Louis Vuitton

ความเพลิดเพลินระหว่างมื้อดินเนอร์นั้นนอกเหนือจากจะได้ดื่มด่ำกับหน้าตาอาหารที่สวยงามได้ลิ้มรสอาหารอร่อยฝีมือเชฟระดับโลกอีกสิ่งหนึ่งที่ยกระดับประสบการณ์ให้รู้สึกพิเศษและแตกต่างเห็นจะเป็นภาชนะต่างๆที่ใช้เสิร์ฟทั้งทรวดทรงและลวดลายที่สัมผัสได้ถึงคุณภาพระดับพรีเมียมและงานดีไซน์แบบเอกซ์คลูซีฟรวมไปทั้งรูปแบบการรับประทานอาหารที่เกินกว่าครึ่งของคอร์สเมนูเน้นการใช้มือสัมผัสอาหารเพื่อเข้าถึงเท็กซ์เจอร์และทำให้ได้ใกล้ชิดกับวัตถุดิบมากขึ้น

ทุกองค์ประกอบของ Gaggan at Louis Vuitton สร้างโมเมนต์ที่แตกต่างและสะท้อนไลฟ์สไตล์หรูหราระดับโลกตามแบบฉบับหลุยส์วิตตองอย่างแท้จริง


อ่านเพิ่มเติม:

7 รูฟท็อปบาร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

Thai Cheese Tour with VIVIN Grocery and Friends 2023-2024 ทัวร์ชิมชีสทั่วไทยในบรรยากาศชาวร็อค

5 ร้านอาหารแนะนำ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข

Topics