การให้ขนมหวานเป็นของขวัญและการรับประทานขนมหวาน ถือเป็นส่วนสำคัญของการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน (ภาพ: Kilito Chan / Getty Images)
Cover ขนมหวานเป็นส่วนประกอบสำคัญของเทศกาลตรุษจีนที่แฝงสัญลักษณ์ความเป็นมงคล (ภาพ: Kilito Chan / Getty Images)
การให้ขนมหวานเป็นของขวัญและการรับประทานขนมหวาน ถือเป็นส่วนสำคัญของการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน (ภาพ: Kilito Chan / Getty Images)

ขนมหวานเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่แสนหวานสำหรับชาวจีน การให้ขนมหวานเป็นของขวัญและการรับประทานขนมหวานจึงถือเป็นส่วนสำคัญของการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน

ในเทศกาลวันหยุดที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมจีนนี้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใดต่างมักกลับบ้านเพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และร่วมรับประทานมื้ออาหารที่สำคัญที่สุดของปีคืองานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า (วันไหว้ ปีนี้ตรงกับวันที่ 28 มกราคม)

ขนมหวานแสนอร่อยจะถูกเสิร์ฟหลังอาหารในช่วงตรุษจีน ซึ่งแต่ละชนิดมีสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล และสื่อถึงความปรารถนาให้ปีใหม่เป็นปีที่หวานชื่นดุจดั่งความหอมหวานในรสชาติของขนม

นี่แหละคือโอกาสดีๆ ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการกินขนม ซึ่งต้องรีบคว้าไว้!

อ่านเพิ่มเติม: รวมไอเดียของขวัญสุดพิเศษต้อนรับตรุษจีน 2025

ขนมเข่ง ขนมเทียน: ชีวิตหวานชื่น ราบรื่น

ขนมเข่งและขนมเทียน ถือเป็นขนมมงคลที่ขาดไม่ได้ในวันตรุษจีน ในภาษาจีนกลางเรียกขนมเข่งว่า ‘เหนียนเกา’ (年糕 : Nian Gao) ซึ่งหมายถึง ‘ปีที่สูงขึ้น’ ทำจากแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวเจ้ากวนกับน้ำตาล (ทรายแดง) เป็นหลัก แล้วนำไปนึ่งจนสุก

ต้นกำเนิดของขนมเข่งสืบย้อนไปได้กว่า 1,000 ปี และเรื่องราวเล่าขานถึงการที่ขนมเข่งถูกเลือกมาเป็นของไหว้และสัญลักษณ์ในเทศกาลปีใหม่จีนนั้นมีหลากหลายตำนานแตกต่างกันไป ที่รู้จักกันมากที่สุดคือการเป็นเครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้าเพื่อปิดปากไม่ให้เทพเจ้ารายงานถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีของเราต่อเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์ได้ เพราะเนื้อขนมเข่งมีลักษณะเหนียวหนืดและแน่น เคี้ยวแล้วจะพูดไม่ถนัด เทพก็ไม่สามารถตำหนิเราในศาลสวรรค์ได้

ส่วนขนมเทียนซึ่งมีการกล่าวถึงในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่สองนั้น ว่ากันว่าเป็นขนมที่ดัดแปลงจากสูตรขนมเข่ง โดยใช้แป้งข้าวเหนียวกวนใส่ไส้ถั่วบด เพิ่มเครื่องปรุงจนได้รสชาติเค็มมัน แล้วห่อใบตองเป็นสามเหลี่ยมเหมือนเจดีย์ สันนิษฐานว่าเป็นขนมที่คนจีนในประเทศไทยรังสรรค์ขึ้นโดยผสมผสานวัฒนธรรมขนมประจำเทศกาลของจีนและขนมใส่ไส้ของไทยเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นขนมประจำเทศกาลตรุษจีนและสารทจีนคู่กับขนมเข่ง

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 การมอบขนมเข่งขนมเทียนให้แก่กันเปรียบได้กับการมอบคำอำนวยพรที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความหวานชื่น (ภาพ: Penpak Ngamsathain / Getty Images)
Photo 2 of 3 การมอบขนมเข่งขนมเทียนให้แก่กันเปรียบได้กับการมอบคำอำนวยพรที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความหวานชื่น (ภาพ: Penpak Ngamsathain / Getty Images)
Photo 3 of 3 การมอบขนมเข่งขนมเทียนให้แก่กันเปรียบได้กับการมอบคำอำนวยพรที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความหวานชื่น (ภาพ: Penpak Ngamsathain / Getty Images)
การมอบขนมเข่งขนมเทียนให้แก่กันเปรียบได้กับการมอบคำอำนวยพรที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความหวานชื่น (ภาพ: Penpak Ngamsathain / Getty Images)
การมอบขนมเข่งขนมเทียนให้แก่กันเปรียบได้กับการมอบคำอำนวยพรที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความหวานชื่น (ภาพ: Penpak Ngamsathain / Getty Images)
การมอบขนมเข่งขนมเทียนให้แก่กันเปรียบได้กับการมอบคำอำนวยพรที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความหวานชื่น (ภาพ: Penpak Ngamsathain / Getty Images)

ความหมายของขนมเข่งและขนมเทียนคือ ความหวานชื่นและการมีชีวิตที่ราบรื่น การซื้อหาหรือทำขนมสองชนิดนี้เพื่อมอบให้แก่กันจึงเปรียบดั่งคำอวยพรและความปรารถนาว่าปีใหม่ที่จะมาถึงนี้จะดีขึ้น ชีวิตจะมีแต่ความหวานชื่นมากยิ่งขึ้น

Tatler Tip: ความอร่อยของขนมเข่งสัมผัสได้จากหลากหลายวิธี ตั้งแต่การเอามานึ่ง เสิร์ฟรับประทานแบบอุ่นๆ พร้อมเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มตามแบบฉบับ หรือรอจนเนื้อแข็ง แล้วนำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ ชุบแป้งไข่แล้วทอดในกระทะเพื่อให้ได้สีเหลืองทองกรอบ หรือหั่นพอคำแล้วนำไปใส่ในซุปหวานหรือของหวานเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและรสชาติ

ขนมถ้วยฟู: ความเจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟู

ขนมถ้วยฟูหรือปุยฝ้าย (发糕 : Fa Gao) ชาวจีนรู้จักกันในชื่อ ‘ขนมแห่งโชคลาภ’ นิยมเสิร์ฟรับประทานกันในช่วงเทศกาลตรุษจีน รวมถึงเทศกาลวันหยุดอื่นๆ งานพิธีการ และงานแต่งงาน อีกด้วย

ลักษณะเด่นของขนมถ้วยฟูคือหน้าขนมบนสุดที่แตกขึ้นนุ่มฟูจนดูเหมือนดอกไม้หรือรอยยิ้ม จึงเปรียบเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและความเจริญรุ่งเรืองสำหรับเทศกาลตรุษจีน หลายแห่งยังมีการแต้มจุดสีแดงเหมือนซาลาเปาลงบนขนมเพื่อเสริมมงคล ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำขนมถ้วยฟูเองที่บ้านหรือซื้อจากร้านเบเกอรี่ ขนมที่เบ่งบานสะพรั่งนี้จะช่วยเพิ่มความหวานและความหมายอันล้ำค่าให้กับการเฉลิมฉลอง และเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการต้อนรับปีที่เต็มไปด้วยโชคลาภและการเติบโต

Tatler Asia
ขนมถ้วยฟูสำหรับการส่งต่อโชคลาภและเพิ่มพูนสิริมงคลให้ชีวิต (ภาพ: Krit of Studio OMG / Getty Images)
Above ขนมถ้วยฟูสำหรับการส่งต่อโชคลาภและเพิ่มพูนสิริมงคลให้ชีวิต (ภาพ: Krit of Studio OMG / Getty Images)
ขนมถ้วยฟูสำหรับการส่งต่อโชคลาภและเพิ่มพูนสิริมงคลให้ชีวิต (ภาพ: Krit of Studio OMG / Getty Images)

Tatler Tip: ขนมถ้วยฟูรับประทานเข้ากันได้ดีกับชาจีนแบบดั้งเดิม เช่น ชามะลิหรือชาอู่หลง โดยสามารถรับประทานร่วมกับขนมเข่งหรือขนมงาทอดสำหรับเทศกาลตรุษจีน หรือจะนำไปเป็นของขวัญเพื่อส่งต่อโชคลาภและความสุข

ขนมเปี๊ยะ: สมัครสมาน สามัคคี และการส่งความปรารถนาดีต่อกัน

ขนมเปี๊ยะ เป็นหนึ่งในขนมที่มอบให้แก่กันในช่วงเทศกาลตรุษจีน (餅 : Bing, Chinese pastry mooncake) ตลอดจนงานมงคลต่างๆ และมีความหมายทางวัฒนธรรม สื่อถึงความสมบูรณ์ สามัคคี และความเจริญรุ่งเรือง

ขนมเปี๊ยะมีลักษณะกลมซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์และความกลมเกลียวในครอบครัว ความเจริญรุ่งเรือง และความสุขที่ยั่งยืน​ ชาวจีนมักรับประทานขนมเปี๊ยะเพื่อให้เกิดสิริมงคล โดยการแบ่งปันขนมเปี๊ยะกับครอบครัวและเพื่อนฝูงเพื่อแสดงถึงความสามัคคี ความรักความผูกพัน การส่งความปรารถนาดีและความหวังให้ผู้รับมีชีวิตที่ดี ช่วยเพิ่มบรรยากาศแห่งความสุข ทำให้ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้นในการเฉลิมฉลองซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลนี้

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 ขนมเปี๊ยะ สัญลักษณ์ความสามัคคี กลมเกลียว (ภาพ: Jowena Chua / Getty Images)
Photo 2 of 3 ขนมเปี๊ยะ สัญลักษณ์ความสามัคคี กลมเกลียว (ภาพ: Jowena Chua / Getty Images)
Photo 3 of 3 ขนมเปี๊ยะ สัญลักษณ์ความสามัคคี กลมเกลียว (ภาพ: Sergio Amiti / Getty Images)
ขนมเปี๊ยะ สัญลักษณ์ความสามัคคี กลมเกลียว (ภาพ: Jowena Chua / Getty Images)
ขนมเปี๊ยะ สัญลักษณ์ความสามัคคี กลมเกลียว (ภาพ: Jowena Chua / Getty Images)
ขนมเปี๊ยะ สัญลักษณ์ความสามัคคี กลมเกลียว (ภาพ: Sergio Amiti / Getty Images)

Tatler Tip: ขนมเปี๊ยะดั้งเดิมจะเป็นไส้ถั่วเหลืองไข่เค็ม แล้วมีการใส่ไส้ต่างๆ ไปตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นเผือก งาดำ มันม่วง ไข่เค็มลาวา ทำให้ในปัจจุบันแม้ไม่ใช่ในช่วงเทศกาล ผู้คนก็นิยมหาซื้อขนมเปี๊ยะมารับประทานได้ทั่วไป

อ่านเพิ่มเติม: ฉลองตรุษจีนกับ 5 ร้านอาหารจีนไฟน์ไดนิ่งหลากสไตล์ทั่วกรุงเทพฯ

ขนมบัวลอย: ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และการกลับมาพบกันอีกครั้ง

ขนมหวานจีนโบราณ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ไม่เพียงมีรสชาติอร่อย แต่ยังอุดมไปด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความสมบูรณ์ ความสามัคคีในครอบครัว และการกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

ในประเทศจีน ขนมรูปร่างกลม เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม เคี้ยวหนึบหนับ ที่เรียกว่าบัวลอย (汤圆, Tangyuan) นี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญของงานเทศกาลโคมไฟ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายเทศกาลตรุษจีน โดยจัดขึ้นในวันที่ 15 ของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงดวงแรกของปีปรากฏขึ้น ขนมลูกกลมๆ ที่ลอยขึ้นมาในน้ำขิงหรือน้ำกะทิจึงเปรียบได้กับพระจันทร์ดวงเล็กๆ ที่ลอยเด่นอย่างร่าเริง

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Freepik)
Photo 2 of 4 ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Daphne Wong / Getty Images)
Photo 3 of 4 ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Freepik)
Photo 4 of 4 ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Freepik)
ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Freepik)
ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Daphne Wong / Getty Images)
ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Freepik)
ขนมบัวลอยเป็นขนมที่มีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (ภาพ: Freepik)

ช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ละครอบครัวจะมารวมตัวกันทำและรับประทานขนมบัวลอย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ความรัก การรวมญาติพี่น้องและการแลกเปลี่ยนพรกัน ดังนั้นเมื่อถึงคราวเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน อย่าลืมรวมขนมบัวลอยไว้ในลิสต์อาหารของคุณด้วย และขอให้ขนมรูปทรงกลมนี้ได้นำความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวของคุณในปีใหม่จีนที่จะมาถึง!

Tatler Tip: ในประเทศไทย ขนมบัวลอยมีปรากฏในแท่งศิลาจารึกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมไทยด้วยการเป็นขนมในงานบุญและงานมงคลต่างๆ เพื่อสื่อถึงความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว

ขนมจันอับ (แต้เหลี้ยว): มงคลชีวิต ความสุขเพิ่มพูน

จันอับ มาจากคำว่า ‘จั่งอั้บ’ (攒盒) ในภาษาแต้จิ๋ว หมายถึง กล่องใส่ขนมแห้งที่แบ่งเป็นช่องๆ เพื่อให้สามารถใส่ขนมได้หลายชนิด ซึ่งคนจีนในประเทศไทยมักใส่ขนมแห้งห้าอย่างคือ ถั่วตัด งาตัด ข้าวพอง ถั่วลิสงเคลือบน้ำตาลสีขาว-แดง และฟักเชื่อม จนกลายเป็นชื่อเรียกว่าขนมจันอับไปโดยปริยาย ส่วนตัวขนมนั้นแท้จริงแล้วเรียกว่า ‘แต้เหลี้ยว’ ซึ่งหมายถึง ขนมแกล้มน้ำชา ด้วยรสชาติหวานของจันอับ ทำให้ชาวจีนนำมาเป็นขนมที่มอบให้แก่กันเพื่ออำนวยพรให้ชีวิตมีความหวานชื่นและความสุขเพิ่มพูน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ในสมัยก่อน จันอับหรือแต้เหลี้ยวถูกกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษี (ภาพ: Panida Wijitpanya / Getty Images)
Photo 2 of 2 ในสมัยก่อน จันอับหรือแต้เหลี้ยวถูกกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษี (ภาพ: Panida Wijitpanya / Getty Images)
ในสมัยก่อน จันอับหรือแต้เหลี้ยวถูกกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษี (ภาพ: Panida Wijitpanya / Getty Images)
ในสมัยก่อน จันอับหรือแต้เหลี้ยวถูกกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษี (ภาพ: Panida Wijitpanya / Getty Images)

ชาวสยามรู้จักจันอับอย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีการนำมาใช้เป็นขนมมงคลในหลากหลายงานพิธีกรรมและเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นไหว้เจ้า ไหว้บรรพชน งานวิวาห์ ซึ่งรวมถึงเทศกาลตรุษจีน และได้รับความนิยมอย่างมาก จนเริ่มมีการเก็บภาษีจากเครื่องจันอับในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่สามโดยกรมพระคลังสินค้า ครั้นถึงรัชกาลที่ห้าก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติ อากรเครื่องจันอับ รัตนโกสินทร์ศก 111 ที่กำหนดให้การผลิต การจำหน่ายเครื่องจันอับ ต้องได้รับการอนุญาตก่อน กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่หกพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด

Tatler Tip: ขนมจันอับไม่นิยมซื้อมารับประทานเล่นเหมือนขนมทั่วไป แต่มักซื้อมาเพื่อไหว้เจ้า ไหว้เสร็จจึงค่อยนำรับประทานคู่กับน้ำชา


อ่านเพิ่มเติม:

เชฟชุมพล แจ้งไพร กับบทบาทใหม่ในการผลักดันอาหารไทยสู่สากล

เดินทางผ่านความทรงจำของเชฟ Alessandro Frau กับเซ็ตเมนู Memories and After ที่ Acqua

Audemars Piguet เปิด AP Café สาขาแรกของโลกที่ Raffles Hotel สิงคโปร์

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด