The Persistence of Memory
Cover The Persistence of Memory แรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกา Cartier Crash
The Persistence of Memory

นาฬิกาไม่ได้มีแค่รูปทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมเท่านั้น แต่หลายแบรนด์ดังได้พากันรังสรรค์เครื่องบอกเวลารูปทรงแปลกใหม่ที่เย้ายวนใจเหล่าคนรักนาฬิกา จนกลายเป็นของสะสมอันเลอค่า

หากกล่าวถึงนาฬิกา คนทั่วไปมักจะนึกถึงนาฬิกาหน้าปัดรูปทรงวงกลมอันเป็นเอกลักษณ์พื้นฐานเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก นาฬิกาตั้งโต๊ะ นาฬิกาแขวนผนัง ไปจนถึงหอนาฬิกาที่จะต้องเป็นวงกลม หรือแม้แต่ทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นรูปทรงมาตรฐาน

อ่านเพิ่มเติม: อัปเดตนาฬิกา เปิดตัวเรือนเวลาใหม่ปลายปี 2024

ในบทความนี้ Tatler อยากนำเสนอมนต์เสน่ห์แห่งรูปทรงของเรือนเวลา กับรูปทรงแปลกใหม่ที่เย้ายวนใจ แปลกตาด้วยดีไซน์ ที่ล้วนเป็นนาฬิกาไอคอนิกที่มีความโดดเด่น หรือเรือนเวลาที่มีรูปทรงที่ทรงพลังและสร้างอิมแพ็กให้กับคนรักนาฬิกา พร้อมฟังก์ชั่นสุดล้ำ อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเรือน

1. Hublot The Arsham Droplet

Tatler Asia
Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Above Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Tatler Asia
Hublot the Arsham Droplet front
Above Hublot the Arsham Droplet front
Tatler Asia
Hublot the Arsham Droplet back
Above Hublot the Arsham Droplet back
Hublot the Arsham Droplet front
Hublot the Arsham Droplet back
Tatler Asia
Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Above Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Tatler Asia
Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Above Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet
Hublot Ambassador Daniel Arsham & the Arsham Droplet

Hublot แบรนด์นาฬิกาชั้นนำยกกระดับการสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาไปอีกขั้นด้วยการจับมือร่วมกับ Daniel Arsham ศิลปินร่วมสมัยผู้มีชื่อเสียง การร่วมมือครั้งนี้ได้รังสรรค์ Arsham Droplet นาฬิกาพกที่ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ชัดเจนและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนการผสมผสานระหว่างงานศิลปะและวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างกลมกลืน 

Arsham Droplet โดดเด่นด้วยการออกแบบอันล้ำสมัย สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบนาฬิกาพกที่ดูคลาสสิก จี้ห้อยคอที่แฝงไปด้วยความหรูหรา และนาฬิกาตั้งโต๊ะที่มีความทันสมัยและมีสไตล์ การออกแบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองการใช้งาน แต่ยังได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของ Hublot ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

Daniel Arsham ถือเป็นศิลปินที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสิ่งของในชีวิตประจำวันให้กลายเป็น ‘วัตถุแห่งอนาคต’ ผ่านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบของของเหลวที่พบในธรรมชาติ เขาได้นำแรงบันดาลใจเหล่านี้มารังสรรค์ Arsham Droplet ด้วยการผสมผสานวัสดุอย่างไทเทเนียม ยาง และคริสตัลแซฟไฟร์ การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงาม ให้กับนาฬิกา แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ

Arsham Droplet ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 99 เรือน นาฬิการุ่นนี้เปรียบดั่งผลงานชิ้นเอกของการผลิตนาฬิกาสมัยใหม่ ซึ่งเหมาะสำหรับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่มีดีไซน์ล้ำสมัย ด้วยรูปทรงหยดน้ำที่โค้งมนและมีความสลับซับซ้อน เป็นการท้าทายต่อแนวความคิดและการปรับมุมมองในรูปแบบเดิมๆ ของนาฬิกาพกให้ดูแตกต่าง ไม่เพียงแต่เป็นนาฬิกาแต่ยังเป็นงานศิลป์ที่สามารถใช้งานได้จริง สะท้อนถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของ Daniel Arsham และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่เหมือนใครของ Hublot นาฬิกาเรือนนี้จึงถือเป็นความท้าทายทางด้านแนวความคิดและการปรับมุมมองในรูปแบบเดิมๆ ของนาฬิกาพกให้ดูพิเศษยิ่งขึ้น

2. Cartier Crash

Tatler Asia
The Persistence of Memory
Above The Persistence of Memory
The Persistence of Memory
Tatler Asia
cartier-oval-maxi-crash
Above cartier-oval-maxi-crash
Tatler Asia
cartier-crash-platinum-london
Above cartier-crash-platinum-london
cartier-oval-maxi-crash
cartier-crash-platinum-london

Cartier Crash เรือนเวลาที่หลายคนหลงใหลตั้งแต่แรกเห็น ด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร และความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือชั้น ซึ่งในปัจจุบันหลายแบรนด์นาฬิกามักนำเสนอนาฬิกาในตัวเรือนทรงกลม ทรงเหลี่ยม หรือทรงตอนโน (ถังเบียร์) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับรูปทรงเรขาคณิตแทบทั้งสิ้น แต่ Cartie เลือกที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้น ด้วยการนำเสนอนาฬิกาที่มาพร้อมกับรูปทรงบิดเบี้ยว ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำได้ในทันที

แรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิการุ่นนี้ยังคงเป็นปริศนา และมีความเห็นแตกต่างกันไปในหมู่ผู้ที่สนใจ บางคนเชื่อว่านาฬิกา Crash ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาเรือนหนึ่งของลูกค้าที่นำมาซ่อมในช่วงปี 1967 นาฬิกาเรือนนั้นได้รับความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ตัวเรือนบิดเบี้ยวไปจากเดิม แต่ยังคงไว้ซึ่งความงดงามในแบบที่ไม่เหมือนใคร ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าแรงบันดาลใจในการออกแบบนี้มาจากภาพวาดชื่อดัง The Persistence of Memory ของ Salvador Dalí ซึ่งวาดขึ้นในปี 1931 ภาพวาดนี้นำเสนอรูปทรงนาฬิกาที่บิดเบี้ยวหรือหลอมละลาย สะท้อนความน่าหลงใหลของเรือนเวลาที่แปลกตา ภาพดังกล่าวถูกขนานนามว่า ‘Soft Watches’ หรือ ‘Melting Clocks’ ซึ่งเป็นที่มาของสมมติฐานนี้ แม้จะมีข้อสันนิษฐานต่างๆ นานา แต่แรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกา Crash ของ Cartier ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ทำให้ผู้คนสนใจและถกเถียงจวบจนถึงปัจจุบัน

นาฬิกา Cartier Crash ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความชำนาญในด้านการออกแบบรูปทรงที่ทาง Cartier ได้สืบสานมาอย่างยาวนาน แต่ยังสร้างเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ทำให้มันกลายเป็นเครื่องบอกเวลาที่นักสะสมต้องการครอบครอง ไม่เพียงแต่ในหมู่นักสะสมเท่านั้น ดาราและเซเลบริตี้ก็เลือกสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้เพื่อเพิ่มความมีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Cartier Crash ถือเป็นนาฬิกาที่ผสมผสานระหว่างศิลปะและวิศวกรรมได้อย่างลงตัว ด้วยการออกแบบที่แหวกแนวและวัสดุที่มีคุณภาพสูง ทำให้มันกลายเป็นผลงานที่ไม่เพียงแต่บอกเวลา แต่ยังเป็นงานศิลป์ที่มีคุณค่าและน่าครอบครอง ความงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของนาฬิกาแต่ละเรือนทำให้ผู้ที่ได้ครอบครองรู้สึกภูมิใจและเป็นเจ้าของงานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์

3. Jaeger-LeCoultre Reverso

Tatler Asia
Jaeger-LeCoultre Reverso
Above Jaeger-LeCoultre Reverso
Tatler Asia
Jaeger-LeCoultre Reverso
Above Jaeger-LeCoultre Reverso
Jaeger-LeCoultre Reverso
Jaeger-LeCoultre Reverso
Tatler Asia
Jaeger-LeCoultre Reverso
Above Jaeger-LeCoultre Reverso
Tatler Asia
Jaeger-LeCoultre Reverso
Above Jaeger-LeCoultre Reverso
Jaeger-LeCoultre Reverso
Jaeger-LeCoultre Reverso

สำหรับนักสะสมและ ผู้ชื่นชอบนาฬิกา ชื่อของ Jaeger-LeCoultre Reverso คงเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องของรูปทรงและรูปแบบที่ท้าทาย ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมที่สามารถพลิกหน้าปัดได้

เรื่องราวของ Jaeger-LeCoultre Reverso เริ่มต้นขึ้นในปี 1931 ในช่วงเวลาที่กีฬาโปโลได้รับความนิยมในชนชั้นสูง โดยการแข่งขันกีฬาโปโลที่ประเทศอินเดีย ทหารอังกฤษรายหนึ่งเผชิญกับปัญหาในการใส่เครื่องบอกเวลาในการแข่งขัน ซึ่งลูกบอลโปโลมักจะกระเด็นไปกระแทกหน้าปัด ทำให้กระจกคริสตัลของนาฬิกามีโอกาสเกิดการแตกหรือเสียหายได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง Jaeger-LeCoultre จึงได้คิดค้นวิธีการในการปกป้องกระจกคริสตัลของนาฬิกา โดยออกแบบตัวเรือนที่พลิกกลับด้านได้ 180 องศา ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมที่ช่วยให้สามารถซ่อนหน้าปัดและกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นาฬิกา Reverso ไม่เพียงแต่เป็นผลงานที่มุ่งหวังในการแก้ปัญหาทางด้านเทคนิค แต่ยังถูกเสริมรายละเอียด ทางด้านการออกแบบด้วยศิลปะในสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งมีความงดงามและเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น การผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานที่สมบูรณ์แบบและการออกแบบที่ดูคลาสสิกร่วมสมัย ทำให้ Jaeger-LeCoultre Reverso กลายเป็นนาฬิกายอดนิยมที่ดารา นักแสดงและบุคคลสำคัญหลายคนเลือกสวมใส่

รูปทรงตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ดูเรียบหรูของ Reverso เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้นาฬิกามีความเอกลักษณ์และดูแตกต่างจากนาฬิกาเรือนอื่นๆ ซึ่งช่างนาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre ต้องใช้ความชำนาญในการผลิตตัวเรือนที่สามารถเลื่อนพลิกกลับด้านได้ราบรื่น การออกแบบที่ดูคลาสสิกนี้ยังเสริมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ที่ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมตลอดกาล

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Jaeger-LeCoultre ได้จัดงานนิทรรศการ Reverso Stories Travelling Collection ซึ่งเป็นการย้อนตำนานของ Jaeger-LeCoultre Reverso ที่ได้กลายเป็นนาฬิกาไอคอนิก งานนิทรรศการนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและประวัติศาสตร์ของ Reverso แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองการสร้างสรรค์และความยอดเยี่ยมของนาฬิกาเรือนนี้ที่ได้รับการยอมรับในวงการนาฬิกาอย่างแท้จริง

4. Audemars Piguet Royal Oak

Tatler Asia
การประกอบกลไกนาฬิกา Royal Oak ของ Audemars Piguet
Above การประกอบกลไกนาฬิกา Royal Oak ของ Audemars Piguet
การประกอบกลไกนาฬิกา Royal Oak ของ Audemars Piguet
Tatler Asia
Above Royal Oak ของ Audemars Piguet
Tatler Asia
Royal Oak ของ Audemars Piguet
Above Royal Oak ของ Audemars Piguet
Royal Oak ของ Audemars Piguet

หากเอ่ยถึงนาฬิกาสปอร์ตลักซ์ชูรีที่มีดีไซน์และรูปทรงโดดเด่น หนึ่งในนั้นคงมีชื่อ Royal Oak ของ Audemars Piguet อย่างแน่นอน ด้วยรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จึงทำให้ Audemars Piguet ก้าวข้ามผ่านช่วง quartz crisis หรือวิกฤติที่นาฬิกาควอตช์มียอดขายเหนือนาฬิกาสวิสในช่วงยุค 1970s ซึ่งต้องขอบคุณนักออกแบบนาฬิกาชื่อดังอย่าง Gerald Genta ที่มาร่วมออกแบบนาฬิกา จึงทำให้ Audemars Piguet กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม: ความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด ความแตกต่างที่น่าค้นหา ไปกับผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาชั้นสูง ณ พิพิธภัณฑ์ Audemars Piguet

หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงของ Genta คือการออกแบบนาฬิกา Royal Oak ของ Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี 1972 ที่โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากช่องหน้าต่างของเรือดำน้ำ และตัวเรือนที่บางเฉียบทำจากสแตนเลสสตีล ผลงานดังกล่าวตอกย้ำความสามารถของ Gerald Genta ผู้มีวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่เหมือนใคร นาฬิกาทรงแปดเหลี่ยมของเขาไม่เพียงท้าทายแนวคิดเดิมๆ แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์นาฬิกาหรูที่ทันสมัยและคลาสสิกในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของ Royal Oak คือตัวอย่างที่ดีของการผสานศิลปะและวิศวกรรมการผลิตนาฬิกา ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อวงการนาฬิกาจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุดทางแบรนด์ได้ต่อยอดผลงานมาเป็น Audemars Piguet Royal Oak Selfwinding Flying Tourbillon Openworked เครื่องบอกเวลาที่รวมความงามของการออกแบบและความซับซ้อนทางกลไกไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เป็นผลงานที่สะท้อนถึงความประณีตในการผลิตและความคิดสร้างสรรค์ของ Audemars Piguet ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาหรูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Topics