นอกจากบทบาทของการเป็นนักแสดงแล้ว อีกมุมหนึ่งของเขา กับการเป็นนักสะสมตัวยง ไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์ หรือนาฬิกา เขามีเก็บเอาไว้เป็นคอลเล็กชั่น
นอกจากบทบาทของการเป็นนักแสดงแล้ว อีกมุมหนึ่งของ ‘มาย – ภาคภูมิ ร่มไทรทอง’ คือการเป็นนักสะสมตัวยง ไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์ หรือนาฬิกา เขามีเก็บเอาไว้เป็นคอลเล็กชั่น ซึ่งเปี่ยมไปด้วยแพสชั่นและรสนิยมส่วนตัวที่เป็น vintage lover อย่างเต็มขั้น มีกลิ่นอายเรียบหรู แต่แฝงไปด้วยดีเทลที่เราอยากให้คุณได้สัมผัส
พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับเขาในฐานะ Friend of the House for Bulgari ที่เป็นผู้ชายคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อ่านเพิ่มเติม: Exclusive Interview บิวกิ้น พุฒิพงศ์ กับครั้งแรกในการรับบทนำในภาพยนตร์ และซิงเกิลใหม่ เอาใจคนอกหักที่ยัง move on ไม่ได้
วันนี้มายจะเอานาฬิกามาให้พวกเราดูกันกี่เรือน
5 เรือนครับ เซ็ตนี้เป็นเซ็ตแรกๆ ที่ผมตามเก็บ ซึ่งจะอยู่ในธีมมินิมอล แล้วก็อิงจากความรู้สึกในช่วงนี้ ผมว่าการเลือกนาฬิกาสักเรือนมาใช้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเราในช่วงเวลานั้นๆ ด้วยครับ ด้วยความที่ทำงานในวงการบันเทิง มันมีความหลากหลายและความสนุก แต่พอเป็นเรื่องของนาฬิกา ผมว่านาฬิกาที่มีความหลากหลายและความสนุกก็ราคาเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ)
ผมเลยเลือกเก็บอะไรที่ timeless เป็นทองที่เห็นแล้วจะไม่มีวันเบื่อ ทุกเรือนที่มีตอนนี้ก็ไม่มีเรือนไหนที่ผมเบื่อเลย เคยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ทุกเรือนมีกล่องกับใบรับรองหมด เผื่อว่ามีคนมาขอซื้อก็ส่งต่อได้ gearing ในการเติบโตก็จะง่ายด้วย แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ส่งต่อนะครับ
นาฬิกาที่มายใส่ถ่ายเรือนแรกคือเรือนไหน
Rolex Day-Date 36MM Yellow Gold President Bracelet Onyx Black Dial ปี 1994 หน้าดำครับ ตัวเรือนเป็นสี Yellow Gold ผมชอบเรือนนี้ครับ ปกติผมมีแหวนสีทองกับสีดำไว้ใส่คู่ด้วย แค่วันนี้ไม่ได้เอามา รู้สึกว่าเวลาสีทองกับสีดำมาอยู่ด้วยกัน มันมีความ timeless ที่ใส่ได้ทุกโอกาสเลย ไม่ว่าจะแต่งตัวแนวสตรีทในชีวิตประจำวัน หรือแต่งชุดทางการไปออกงาน ถ้าสังเกตดู พวกแร็ปเปอร์ก็จะชอบสีทองกับสีดำเยอะ ความเจ๋งของรุ่นนี้ที่ขนาด 36 มม. คือมันจะเป็นไซซ์ของนาฬิกายุคก่อน ซึ่งเหมาะกับคนเอเชียมากครับ มันไม่ทำให้นาฬิกาล้นข้อและเด่นเกินไป
แล้วเรือนต่อมาเป็นเรือนไหน
Patek Philippe Geneve Yellow Gold Black Onyx Dial 3732 (1970’S) อันนี้ก็เป็นรุ่น Vintage นะครับ สีทองกับสีดำเหมือนกัน ผมจะเลือกอันที่หยิบมาใส่ค่อนข้างบ่อย จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่สะสมของเยอะมากนะครับ อย่างพวกนาฬิกากับกีต้าร์ แต่หยิบมาใช้จริงแค่ไม่กี่อัน สำหรับนาฬิกา
เหตุผลหลักที่เลือกใช้แค่ไม่กี่เรือนก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ ผมขี้เกียจแต่งตัว ชอบเอาเวลาที่มีอยู่ไปคิดเรื่องอื่นมากกว่า สีทองกับสีดำมันมีความง่ายในการแมตช์กับเสื้อผ้าด้วย บางคนอาจมองว่าเยอะ แต่ผมว่าถ้าลองแมตช์ดู มันก็เซฟ แล้วก็ยังมีความโดดเด่นสะดุดตาอยู่บ้างครับ
มาดูเรือนอื่นๆ กันบ้าง
เรือนที่ 3 เป็น Patek Philippe (ใส่ชื่อรุ่น) อันนี้เป็น Dress watch เหมือนกัน ความพิเศษของมันคือเป็นหน้าขาวที่มีความกลมมน vintage ซึ่งผมเป็น vintage lover อยู่แล้ว เวลาใส่เสื้อผ้าสไตล์ 50-60s อย่าง millitary pants กับเสื้อเชิ้ต ตัวนี้จะแมตช์ได้ดีครับ
เรือนที่ 4 กลับมาที่ Rolex 4108 Cellini Exotic Wood ปี 1974 อันนี้เป็นตัวแทนของคอลเล็กชั่น Cellini ที่ผมชอบมากครับ หน้าของมันจะเป็นหน้าไม้ ถ้าสังเกตดู เรือนอื่นๆ ที่ผมมีก็มีแบบหน้าไม้เหมือนกัน เก็บไว้หลายเรือนเลยครับ ทั้งสี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม วงรี จะได้มีครบ อีกอย่างคือเรือนนี้ราคาค่อนข้างเอื้อมถึง แค่จะเจ็บตัวหน่อยเวลาซื้อขายครับ ราคาเขาขึ้นไม่เยอะ คนไม่ค่อยรับซื้อด้วย แต่เดี๋ยวนี้ก็มีชาวจีนที่เล่นนาฬิกา vintage มีตลาดรองรับครับ
เรือนสุดท้ายเป็น Rolex Datejust ‘Tiger Eye’ Stone Dial 1601 ปี 1975 ที่มีสายเป็นของ Jubilee ผมรู้สึกว่าสายแบบนี้อยู่บนข้อมือแล้วดูสวยที่สุด ตั้งแต่เด็กๆ ก็เห็นคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ใส่สายแบบนี้ค่อนข้างบ่อย มันเป็นที่นิยมมาก ทำให้คิดว่าถ้ามีสักเรือนก็คงดีครับ ใส่แล้วดูไม่แก่ ผมแมตช์ชุดง่ายมากเลยครับ แค่เลื่อนนาฬิกา เปลี่ยนสีหน้าปัด วนๆ อยู่แค่นี้ล่ะ เอาจริงๆ อีกหนึ่งเรือนที่ชอบก็จะมีหน้าเขียวครับ อันนี้มีความโมเดิร์นขึ้นมาหน่อย รุ่นปีประมาณ 2020 มันมีช่วงหนึ่งที่ผมบ้าสีเขียวมาก ก็เลยมีนาฬิกาหน้าปัดสีเขียวอยู่บ้าง และเรือนนี้เป็นสองกษัตริย์เรือนเดียวที่มีครับ แล้วก็เป็นมือหนึ่งด้วย ส่วน Steel ผมมีไม่เยอะ มีอยู่แค่เรือนหนึ่งที่เป็นของ Cartier เพราะว่าช่วงที่ Steel ตีตลาด ตอนแรกราคา 2-3 แสน แต่พอซื้อมาแล้วราคาลงเยอะกันหมด อีกอย่างคือผมมีสเปคที่ชอบอยู่แล้วครับ

Above คอลเล็กชั่นนาฬิกาที่มาย ภาคภูมิ สะสม (ภาพ: Parnthep Suriyan)
จากนาฬิกาทั้งหมดนี้ มายชอบเรือนไหนมากที่สุด
Rolex Onyx ครับ ความพิเศษของมันคือความ vintage ที่มี deck curl เพราะเป็นนาฬิกายุค 70s แล้วก็มีสาย President เป็นข้อทองที่เหมือนปล้องไม้ไผ่ แต่ข้อเสียของมันคือสนิมทองจะเกาะง่าย นาฬิกา vintage เขาไวต่อความชื้น อ่อนแอนิดนึงครับ นี่ขนาดผมเก็บเอาไว้ในห้องควบคุมความชื้นแล้วนะ
อยากเสริมนิดหน่อยครับ จริงๆ แล้วมีนาฬิกาที่แฟนคลับซื้อให้ผมด้วยนะ มีอยู่ 2 เรือนครับ V4 เป็นสายหนัง อันนี้ได้มาเมื่อปีที่แล้ว จากบ้านแรกที่ซัพพอร์ตผมครับ ส่วนอีกบ้านหนึ่งก็ซื้อ Cartier ให้ เป็นรุ่นที่ James Bond 007 ใส่ เพราะเขารู้ว่าผมชอบสีทองกับของที่มีความ timeless หน่อย อาจจะไม่ใช่รุ่นที่ตลาดนิยม แต่มันอยู่ที่เราใส่แล้วรู้สึกดีมากกว่า ไม่จำเป็นต้องฮิตเลยครับ เรือนนี้ใส่แล้วเข้าข้อสวย แล้วก็มีความต่างจากนาฬิการุ่นแมสด้วย ผมมองว่าการซื้อนาฬิกาที่ตลาดต้องการมาใช้ มันจะอยู่กับเราได้ไม่นานเพราะมีเรื่องของการเก็งกำไร หรือบางคนก็ซื้อไว้เผื่อไม่มีผลิตเพิ่มอีก บางคนที่ดูนาฬิกาเป็นก็ทำนายเอาเลยครับ เขาลงทุนกับมัน ซึ่งเป็นการสะสมคนละแบบกับเรา
มีเพิ่มเติมอีกไหม
Bulgari ต้องบอกเลยว่ามันมีความ unique และ timeless ในตัวครับ ผมชอบอะไรที่โดดเด่นไม่เหมือนใครอยู่แล้ว ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่านาฬิกาทุกเรือนที่ผมเอามาวันนี้จะมีความไม่เหมือนใคร มินิมอล timeless และมีกลิ่นอายของความ vintage อยู่ในนั้น ซึ่งของ Bulgari ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม มันจะมีดีไซน์ที่เก็บความ vintage ไว้อยู่ และความเจ๋งของมันคือเป็นนาฬิกาที่บางมาก เป็นคาแร็กเตอร์ของนาฬิกา vintage ที่บางและมีดีไซน์แบบ 50-70s ที่พิเศษคือ Bulgari ทั้งรุ่น Finissimo และ Roma ทำออกมาแบบมีความโมเดิร์นผสมเข้าไปด้วย มันทำให้ผมสนใจหลังจากที่ผ่านมามีแต่เรือนสีทองกับสองกษัตริย์ ผมว่าวัสดุที่มีสีเงินตอบโจทย์การแต่งตัวตอนที่รู้สึกว่าอยากเปลี่ยนคาแรกเตอร์ด้วยครับ ส่วนตัวจะชอบรุ่น Finissimo มากกว่า เพราะมันมีลูกเล่นเยอะกว่า มีการโชว์ให้เห็นกลไกข้างใน แต่ยังคงความมินิมอลไว้อยู่ ในขณะที่ Roma จะมีความเรียบง่ายอีกแบบหนึ่งครับ
มายมองนาฬิกาเป็นอะไร มันมีความหมายอย่างไรบ้าง
ผมมองว่ามันเป็นแพสชั่นครับ ใช้คำนี้น่าจะเหมาะสุด ผมมองว่าเราไม่จำเป็นต้องมีเรือนที่แพงหรือเรือนที่คนต้องการ แต่มันคือเรือนที่เราเห็นแล้วมีความรู้สึกดีๆ อยากจะหยิบเขามาใส่ เอามาตรวจสอบดู หรือคุยกับเพื่อนเรื่องเรือนนั้นๆ และเวลาที่มีแบบไหนก็อยากจะสะสมแบบนั้นไปเรื่อยๆ อย่างตัวหน้าไม้ครับ ผมว่าในอีก 5-10 ปี supply ของนาฬิกาก็จะน้อยลงและหายากขึ้น ก็เลยจะเก็บเอาไว้ อย่างเวลาที่มีนาฬิกาเก่าๆ สภาพดีๆ ตลาดก็จะปั่นราคากันไป มันเป็นเรื่องของแฟชั่นครับ
ถ้าให้เลือกเรือนที่มีความหมายกับมายมากที่สุด จะเลือกเรือนไหน
เรือนนี้เลยครับ Rolex Onyx เพราะว่าผมเคยอยากได้มานานแล้ว แต่หาแบบที่สภาพครบ มีข้อครบ หน้าปัดไม่มีรอย หรือมีใบรับรองไม่ได้สักที แถมตลาดก็ปั่นราคาไปเรื่อย ผมก็เลยต้องบินไปหาซื้อที่ต่างประเทศ มันหาซื้อแบบที่สภาพครบยากจริงๆ
เพราะหน้าหินจะแตกง่ายมาก ความยากของนาฬิกาแบบ vintage คือถ้าใส่จริงๆ หน้าที่เป็นหินอย่าง Onyx หรือ Tiger Eye จะแตกยากครับ ถ้ากระแทกปุ๊บ หน้าปัดแตกไปถึงข้างในเลย
อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้มายสะสมนาฬิกา Vintage สะสมมาตั้งแต่เด็กเลยไหม
ไม่ได้สะสมตั้งแต่เด็กครับ แต่ว่าตอนเด็กๆ ก็จะเห็นผู้ใหญ่ชอบซื้อนาฬิกาเวลาที่ไปเที่ยวเมืองนอก หรือว่าในไทยเองก็ตาม ผมเคยไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซื้อนาฬิกา ทำไมต้องซื้อเก็บไว้ลงทุน และมันก็แพงมากด้วย ทำไมไม่ไปลงทุนกับอย่างอื่นที่มันเป็นเงินต่อเงินจริงๆ แต่พอเวลาผ่านไป ผมก็เข้าใจว่ามันมีเรื่องของแพชชั่น แรงเชียร์จากสังคมเองก็มีผล สำหรับคนบางคน นาฬิกาก็มีไว้บอกฐานะทางสังคม แต่สำหรับผม มันคือความอยากรู้ครับ เริ่มจากช่วงโควิด-19 ที่ทำให้สงสัยว่าช่วงนี้ตลาดนาฬิกาเป็นอย่างไรบ้าง ก็เลยเสิร์ชดู พอมาเห็น Rolex Onyx ก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมมันสวยจังเลยวะ อยากได้ แต่ก็ยังคิดว่าแพงและไม่มีโอกาสได้ไปดู ผมก็เลยเริ่มจากอะไรง่ายๆ ก่อน อย่าง Cartier Tank ที่ราคาหลักหมื่น จากนั้นก็ไหลมาเรื่อยๆ เลยครับ เริ่มมี Rolex Cellini กับ Patek Philippe และนาฬิกา Vintage รุ่นอื่นๆ ผมหลงใหลเพราะว่าดูมาเยอะ และพอดูเยอะๆ ก็เจอเรือนที่ชอบ มันเป็นแพชชั่นที่อธิบายยากครับ แต่โชคดีที่ผมเข้าใจและรู้จักตัวเอง เวลาทำอะไรก็จะทำจากแพชชั่น ดังนั้นตอนที่ซื้ออะไรก็รู้ตัวเสมอว่าเราจะไม่มีทางเบื่อหรือหลงลืมมัน เวลามีคนมาถามเกี่ยวกับนาฬิกา หลายคนจะถามเพื่อการซื้อขาย แต่ผมไม่อยากขาย เพราะก่อนตัดสินใจซื้อผมคิดแล้วว่าต้องไม่รู้สึกเบื่อหรือเสียใจที่ได้มา กับกีต้าร์ก็เหมือนกันครับ
ระหว่างนาฬิกากับกีต้าร์ คิดว่าตัวเองมีแพชชั่นกับอะไรมากกว่า
คนละแบบแล้วกัน (หัวเราะ) กีต้าร์ที่ผมหลงใหลมากเพราะมันสัมผัสได้ทั้งรูป กลิ่น เสียง สัมผัสครบเลย เราได้เห็นมัน ไม้แต่ละชนิดก็ทำให้กลิ่น เสียง กับสัมผัสของกีต้าร์ไม่เหมือนกัน เวลาเจอตัวที่เสียงดีจริงๆ มันก็ดีมากเลยครับ กีต้าร์ที่เสียงดี รูปดี กลิ่นดีจะมีความหายากกว่านาฬิกามาก ผมก็เลยจะหลงใหลมาก แต่ต้องยอมรับว่านาฬิกามีดีไซน์ที่หลากหลายกว่า ซับซ้อนกว่า ถ้าเราส่องดูกลไกข้างในก็จะรู้สึกว่าสวยมาก ส่วนใหญ่แบรนด์จะโชว์ In house เครื่องที่บริษัททำขึ้นมาเองเพื่อเพิ่มมูลค่า โชว์ศักยภาพของนวัตกรรมด้วยครับ
มายคิดว่าตัวเองมีจิตวิญญาณของนักสะสมไหม
ผมมองว่านักสะสมจะมีความย้ำคิดย้ำทำอยู่ในตัว ซึ่งผมเป็น (หัวเราะ) พระเครื่องก็เคยสะสมมาแล้ว แต่ของใหญ่ๆ อย่างรถนี่ยังครับ ช่วงหลังโควิด-19 ราคารถ Vintage มันแรงไปหมด นาฬิกาก็ราคาแรงนะครับ แต่ยังมีช่วงที่ราคาตก ต่างจากรถที่พอราคาขึ้นแล้วจะไม่ยอมถอย ผมมองว่ารถกับกีต้าร์จะคล้ายๆ กันตรงที่ราคาขึ้นเงียบๆ
พอหลังโควิด-19 แล้วก็ขึ้นแบบปึ้ง จับยากครับ และถ้าจะสะสมรถก็ต้องมีบ้านที่ใหญ่พอสำหรับเก็บเขาด้วย อาจจะต้องเลิกทำอาชีพดารานักแสดงไปทำธุรกิจเต็มตัวเลยครับ
อะไรคือสิ่งที่ทำให้มายเติบโตมาเป็นนักสะสมอย่างในทุกวันนี้
คุณแม่ชอบความสวยความงาม ชอบแฟชั่นครับ เมื่อก่อนผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวกับแม่ปีละ 3-4 ครั้ง ก็เลยมีโอกาสได้ไปช็อปต่างๆ อย่างเช่น Dior ผมก็จะเห็นความสวยงามมาตลอด ช็อปนาฬิกาก็เป็นหนึ่งในนั้น โชคดีที่ในความเป็นเด็ก ตัวผมตอนนั้นก็ยังไม่พร้อม แต่พอไปกับผู้ใหญ่อย่างเพื่อนแม่ที่ชอบด้านนี้ ผมก็ได้ดูนาฬิกาตั้งแต่เรือนถูกๆ ไปจนถึงแพงมาก แบรนด์ที่รู้จักสมัยเด็กก็จะเป็น G-Shock ซึ่งไม่ได้แพงมาก ผมอยากได้ แต่พอได้มาก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น เพราะมันมีความเป็นหุ่นยนต์ แต่พอเวลาผ่านมา ได้เห็นนาฬิกาเยอะเข้าก็รู้สึกว่ามันมีความหลากหลายที่มีเสน่ห์ ถ้าใครชอบส่องดูอะไรที่มีความละเอียด นาฬิกาจะตอบโจทย์ในเรื่องของการเลือกมากเลยครับ ตอนดูผ่านๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันเหมือนกันไปหมด มีหน้าทอง หน้าดำ และอะไรต่างๆ ที่ดูคล้ายกัน แต่ถ้ามาข้างในก็จะรู้ว่าต่างกันเยอะครับ
ถ้าสามารถแบ่งเวลา 1 วันออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมงได้ มายจะใช้เวลาแต่ละส่วนไปกับอะไรบ้าง
อย่างแรกคือนอนก่อนครับ ผมมีนิสัยเสียอย่างหนึ่งคือต้องนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ผมว่าการพักผ่อนมีผลระยะยาวต่อร่างกายของเรา บางคนมองว่านอนเยอะเกินแล้วจะกินเวลา แต่สุดท้ายแล้วร่างกายเราก็ต้องการการฟื้นฟู ยิ่งผมทำงานในวงการบันเทิง รูปร่างหน้าตากับสุขภาพมันมาพร้อมกัน การนอนช่วยได้จริงๆ
ส่วนต่อไปคือทำงานหรือหาอะไรใหม่ๆ ในชีวิต ในเมื่อพระเจ้าให้เวลา ร่างกาย และทุกอย่างมาแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอะไร ส่วนตัวผมมองว่า 1 ใน 3ส่วนของวันนี้ก็ควรจะเป็นการหาอะไรใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆ ให้กับสิ่งที่เรามีครับ
ส่วนสุดท้ายก็จะโดนส่วนที่ 2 กินไปนิดนึง หรืออาจจะเยอะเลยด้วยซ้ำ แต่เราควรเอาเวลาไปเติมความสุขให้ชีวิต ตอนช่วงอายุ 17 ปี ผมเคยนั่งคุยกับตัวเอง คุยกับผู้คนหลายๆ คนว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร คำตอบที่ได้ในตอนนั้นคือเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุข และส่งต่อความสุขนั้นให้สังคม ซึ่งสังคมก็มีทั้งคนที่ใกล้และไกลตัวนะครับ บางคนอาจจะไม่มีความสามารถในการดูแลตัวเองให้ดีพอ เพราะฉะนั้นก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน ถึงจะเผื่อแผ่ให้กับคนอื่น พูดแล้วมันดูหล่อนะ แต่ผมเชื่อในหลักจิตวิทยาที่บอกว่าความสุขเกิดได้ง่ายที่สุดจากการให้ ถ้าเราให้โดยไม่หวังผลอะไร มันจะมีความสุขที่อยู่อย่างยืนยาว
สมมติว่าเราได้ของสิ่งหนึ่งที่อยากได้มานานแล้ว พอได้มาปุ๊บ สิ่งแรกที่รู้สึกคือว่างเปล่า เราอาจจะกลับมาลูบๆ คลำๆ มัน แต่ความรู้สึกจะต่างจากการให้ สำหรับผม การให้มันง่ายมากครับ ไม่จำเป็นต้องให้ของที่มีมูลค่าหรือหายาก มันอาจจะเป็นการให้ความรู้สึกดีๆ ให้รอยยิ้ม สวัสดีทักทาย หรือเวลาเจอคนยืนงงๆ ก็ถามเขาว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม เมื่อก่อนผมจะเป็นคนอย่างนี้ถ้ามีเวลา มันคือการให้แบบง่ายๆ ครับ
ถ้าวันหนึ่งมีเวลาเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชั่วโมง มายจะเอาเวลานั้นไปทำอะไร
ผมว่าคงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในวันนั้นครับ หลักสำคัญของการมีเวลามันคือการที่เรารู้ว่าจะเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร มันสำคัญพอๆ กับคำว่าเวลา เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่การบริหารเวลาคือสิ่งที่ทำให้เวลามันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น 1 ชั่วโมงนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้อาม่าผมเพิ่งเสีย 1 ชั่วโมงที่นั่งเครื่องกลับไปให้ทันงานเผาและมันดันเลท ตรงนี้มีค่ากับผมมาก ผมอาจจะหาตั๋วใหม่หรือขอพี่เขาไม่ให้เครื่องดีเลย์ แต่ในชีวิตจริงคือต้องปล่อยให้มันดีเลย์ ผมเข้าใจในกระบวนการทำงานของสนามบิน ผิดพลาดได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าดีเลย์เลย 1 ชั่วโมงมันมีค่ามาก นั่นล่ะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าสิ่งสำคัญในชีวิตของวันนั้นคืออะไร
ขอ motto เกี่ยวกับเวลาสัก 1 ประโยค
ผมคิดว่าเวลาไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่มันจะนำพาให้เรามีโอกาสไปทำให้ทุกอย่างดีขึ้นครับ ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าในเพลง ในความรู้สึกของเรากับเพื่อนๆ ตอนเด็ก หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็อาจจะคิดว่าเวลาผ่านไปแล้วอะไรจะดีเอง เดี๋ยวเราก็ลืมเรื่องราวที่ไม่ดี มันเป็นการปลอบใจแบบหนึ่ง แต่สำหรับบางคนก็ทำไม่ได้ เพราะเขายังจดจ่อกับเรื่องที่เป็นปัญหา จดจ่อกับเรื่องที่อยากทำแต่ไม่ลงมือทำมันสักที ผมก็เลยบอกว่าเวลาจะนำพาให้เรามีโอกาส พระเจ้าให้เวลาเรามาแล้ว เราก็ต้องลงมือทำครับ มันถึงจะสำเร็จ
Topics







