ออฟ - กัน สองนักแสดงเคมีตรงกัน ที่มีผลงานมากมายทั้งซีรีส์ เพลง และคอนเสิร์ต
หากเรานับหนึ่งจากซีรีส์ที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกในเรื่อง รุ่นพี่ Secret Love 2 ตอน Puppy Honey จนถึงเรื่องล่าสุดที่กำลังออนแอร์อยู่คือ The Trainee ฝึกงานเทอมนี้ รักพี่ได้มั้ย ก็เป็นเวลา 8 ปีแล้วกับเส้นทางในวงการบันเทิงของออฟ จุมพล อดุลกิตติพร และ กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์
ออฟบอกกับ Tatler ว่า “เราไม่ได้ฝันหรอกครับว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ แต่พอได้มาแล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด ซึ่งการรักษาไว้มันยากกว่านะครับ”
ทุกครั้งที่รับบทบาทใหม่ ทั้งคู่จึงบอกว่าจะพยายามทำให้ดีที่สุด และรักษามาตราฐานให้คงที่ นี่อาจเป็นสาเหตุที่ออฟ - กัน มีแฟนคลับเหนียวแน่น ส่วนซีรีส์ก็ได้รับความนิยมเสมอ
นอกจากนี้สไตล์การแต่งตัวของทั้งคู่ที่แตกต่างแต่เมื่ออยู่ด้วยกันกลับกลมกลืน พวกเขาจึงเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น Asia’s Most Stylish 2024 ของ Tatler เราถือโอกาสนี้พูดคุยกับทั้งคู่ถึงเรื่องสไตล์การแต่งตัว ความสนใจในแฟชั่น และเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ตลอด 8 ปีในวงการบันเทิง
อ่านเพิ่มเติม: เดือนกันยายนนี้พบกับ Asia’s Most Stylish 2024 ฉลองพลังแห่งดาราดังและความหรูหราที่มีสไตล์

Above ออฟ - กัน สองนักแสดงเคมีตรงกันที่มีผลงานมากมายทั้งซีรีส์ เพลง และคอนเสิร์ต (ภาพ: Termsit Siriphanich)
สไตล์การแต่งตัวของออฟ-กัน เป็นแบบไหน
ออฟ: ผมจะดูตามความรู้สึกว่าวันนี้เราอยากใส่อะไรสักหนึ่งชิ้นก่อน แล้วก็จะหาชิ้นอื่นมามิกซ์แอนด์แมตช์ไปเรื่อยๆ เช่น วันนี้อยากใส่เสื้อตัวนี้ ผมก็จะหากางเกง รองเท้าที่ใส่แล้วเข้ากัน พรุ่งนี้อาจอยากใส่หมวกก็จะหาชุดที่แมตช์กับหมวกได้ และเป็นได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เนม วินเทจ มือสอง หรือทำขึ้นมาเองอะไรอย่างนี้ เป็นไปได้หมดทุกอย่าง

Above ออฟ จุมพล ในลุคเสื้อผ้าและ Tote bag ของแบรนด์ Land of Something ที่เขาเป็นเจ้าของ (ภาพ: Instagram / @landofsomething)

Above อีกหนึ่งลุคของออฟ จุมพล และ Tote bag ของ Land of Something (ภาพ: Instagram / @landofsomething)
กัน: ส่วนตัวจะแต่งออกมาตามที่ชอบและมั่นใจ ถ้ามั่นใจก็จะเลือกมาใส่ ไม่ได้มีสไตล์ตายตัวว่าต้องเป็นแบบไหน เช่น หากช่วงนั้นชอบกางเกงเอวต่ำ เสื้อตัวเล็ก เสื้อกล้าม ขาสั้น หรือว่ามีไอเท็มไหนที่เราเพิ่งได้มาใหม่ ก็พยายามจะเอามาแมตช์กับของที่มีในบ้าน อีกอย่างคือชอบสีสัน มีเสื้อผ้าสีๆ เยอะมาก จะไม่ play safe ใส่เสื้อสีขาว ดำ เทา เท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็นเสื้อผ้ามีลวดลายเยอะๆ จะชอบมาก กันคิดว่าตัวเองเป็นคนสนุกกับการแต่งตัวพอสมควรเลย
อ่านเพิ่มเติม: รู้ไว้ก่อนดู! 9 ดีเทลที่ควรรู้ก่อนไปดู 'วิมานหนาม'

Above กัน อรรถพันธ์ ในเสื้อผ้าสไตล์สบายๆ (ภาพ: Instagram / @gun_atthaphan)

Above กัน อรรถพันธ์ ในลุคเสื้อผ้าสีสันสดใส (ภาพ: Instagram / @gun_atthaphan)
คนแบบไหนที่เรามองว่ามี sense of style ดี
ออฟ: สำหรับผม สไตล์การแต่งตัวอยู่ที่อินเนอร์เลยครับ คือความมั่นใจล้วนๆ ถ้าแต่งตัวดี อินเนอร์ไม่ดี คนก็จะงง ถ้าแต่งตัวปกติแต่มีความมั่นใจ ต่อให้มีใครมาวิจารณ์อะไร คุณก็ไม่ใส่ใจ เพราะเรามั่นใจแล้วว่าเราจะออกจากบ้านแบบนี้
ส่วนคนที่ผมชอบสไตล์ของเขาคือ Pharrell Williams ครับ ผมรู้สึกว่า Pharrell เป็นคนที่เก่งมาก ผมฟังเพลงเขามาตั้งแต่เด็กๆ เขาเป็นทั้งนักร้อง ดีไซเนอร์ แล้วตอนนี้ก็ทำงานกับ Louis Vuitton ในฐานะ Men’s Creative Director และยังเคยทำงานกับ Adidas และ Chanel ด้วย เขาสุดยอดมาก
กัน: โดยส่วนตัวไม่มีไอดอลที่คอยติดตามขนาดนั้น แต่ชอบตามฝรั่งที่เขาแต่งตัวเก่งๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ชอบดูอะไรอย่างนี้ ถ้าชอบลุคไหนก็จะ save เก็บไว้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวของเรา
สำหรับกัน คิดว่าการแต่งตัวเป็นการคลายเครียด ถ้าวันไหนอยู่บ้านแล้วเครียดๆ ก็หยิบเอาเสื้อผ้าที่มีมาใส่ กันว่าการเราได้เลือกชุดหรือหาของนู่นนี่มาแมตช์กัน มันเป็นการผ่อนคลายความเครียดของกันอย่างหนึ่งเลย

Above กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ หนึ่งในนักแสดงที่ได้รับเลือกให้เป็น Asia’s Most Stylish 2024 (ภาพ: Termsit Siriphanich)

Above ออฟ จุมพล อดุลกิตติพร หนึ่งในนักแสดงที่ได้รับเลือกให้เป็น Asia’s Most Stylish 2024 (ภาพ: Termsit Siriphanich)
บนเส้นทางแปดปีในวงการบันเทิงตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ เรามองว่าวงการมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
ออฟ: เปลี่ยนไปเยอะมากๆ นะครับ อย่างเช่น เมื่อก่อนสิ่งต่างๆ ไม่ได้เข้าถึงง่ายขนาดนี้ ตอนนี้ผมว่าทุกอย่างเข้าถึงง่ายมาก รวมถึงโอกาสในวงการบันเทิงก็ง่ายขึ้นด้วย ยุคที่ผมโตมา การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตยังมีเสียงอี๊ดอ๊าดๆ อยู่เลย แต่ยุคนี้แค่สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้าแป๊บเดียวก็มีแฮชแท็กขึ้นทวิตเตอร์แล้วว่าเน็ตล่ม ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ ข้อดีคือทุกอย่างเข้าถึงได้ รับรู้ข้อมูลได้ง่าย แต่เมื่อก่อนเราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง อาจทำให้คนยุคก่อนต้องอดทนมากกว่าคนยุคนี้
กัน: รู้สึกได้ครับว่าวงการบันเทิงเปลี่ยนไป ตอนนี้วงการบันเทิงมีความหลากหลายและเปิดกว้างมากขึ้น คนได้เสพงานหลายแบบ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้วก็รู้สึกว่าตอนนี้คอนเทนต์ของวงการบันเทิงไทยขยายไปไกลขึ้น หรือที่เรียกว่ามี soft power มากขึ้น ทำให้ต่างชาติรู้จักวงการบันเทิงไทยมากขึ้นด้วย
ตอนนี้วงการบันเทิงมีความหลากหลายและเปิดกว้างมากขึ้น คนได้เสพงานหลายแบบ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ
นอกจากความเปลี่ยนแปลงในวงการบันเทิง ออฟ - กัน มองว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงด้วยหรือไม่ และเปลี่ยนไปในทิศทางใด
ออฟ: เปลี่ยนไปเลยครับ ตอนนี้โตขึ้นแล้ว เมื่อก่อนตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ ประมาณ 10 ปีที่แล้วได้ ก็จะใจร้อน มีความไม่นิ่งบ้าง แต่ว่าตอนนี้เวลาผ่านไปก็เป็นคนใจเย็นขึ้นมากๆ รู้จักวางแผนชีวิตมากขึ้น เพราะการที่เราได้มาอยู่ตรงนี้ การเป็นดารา ศิลปิน ไม่ใช่สิ่งที่จะยืนยาวตลอดไป ผมจึงวางแผนชีวิตตามที่ผู้ใหญ่แนะนำ เช่น เก็บเงินและประหยัด เพราะเคยได้ยินผู้ใหญ่เตือนไว้ว่าให้เก็บเงินในตอนที่เรายังทำงานในวงการได้ ก็เลยไม่อยากพลาด
กัน: ถ้าจะพูดว่าไม่เปลี่ยนเลย มันก็ไม่ได้ เพราะถ้าให้เปรียบเทียบตอนเด็กๆ เวลาไปกองถ่ายกันจะรู้สึกแค่มาเล่นสนุก มาเจอเพื่อนๆ แต่พออยู่ในวงการมาเรื่อยๆ รู้สึกว่าเราก็โตขึ้น เราไม่ได้มาเล่นสนุกอีกแล้ว ทุกครั้งที่ได้เห็นผลงานของตัวเองออกมา ก็รู้สึกว่านี่คืองานชิ้นหนึ่งที่เราทำมาตลอด การแสดงเป็นงานที่เรารักและตั้งใจทำให้ดีที่สุดทุกงาน

Above ออฟ - กัน สองนักแสดงที่ได้รับเลือกโดย Tatler ให้เป็น Asia’s Most Stylish 2024 (ภาพ: Termsit Siriphanich)
บทเรียนจากการทำงานในวงการบันเทิงที่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น
ออฟ: ผมได้บทเรียนจากผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงมาเยอะเลยครับ ถ้าผู้ใหญ่เตือนแปลว่าเขารักเรา เราก็ต้องนำสิ่งที่เขาเตือนมาปรับเปลี่ยน เพราะคนเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ดังนั้นเราต้องไม่มั่นใจมากจนเกินไปว่าเราเก่ง คนเรามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผมก็พยายามปรับให้คนรักเราจะดีกว่า
ยกตัวอย่างเรื่องที่ผู้ใหญ่เตือนก็คือการวางตัว ผมว่าการวางตัวสำคัญนะ เพราะในการทำงานเราต้องทำให้คนรัก คนก็จะจดจำและไปพูดต่อในเรื่องดีๆ กลับกันถ้าเราทำงานไม่ดี มาสาย ทำตัวแย่ ก็ตามสภาพครับ เป็นไปตามนั้นเลย เพราะคนคงไม่พูดถึงในทางที่ดี
กัน: คิดว่าวงการบันเทิงสอนหลายอย่างให้กันเลยครับ อย่างแรกทำให้กันเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก ถ้าไม่มีอะไรจำเป็นจริงๆ จะไม่มาสายเลย อย่างที่สองคือ วงการบันเทิงทำให้เราเจอคนมากหน้าหลายตา ได้คุยกับคนที่หลากหลาย จากเมื่อก่อนที่ถ้าไม่ได้สนิทมากจะไม่ค่อยกล้าเข้าไปคุย ตอนนี้เราก็กล้ามากขึ้น นอกจากนี้ก็สอนให้เราต้องชนะใจตัวเองทุกวันและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะอย่างที่บอกว่าตอนนี้ใครๆ ก็สามารถเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงได้ เราจึงต้องฝึกฝนความสามารถไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้อยู่ตรงนี้ไปนานๆ
มองตัวเองในอาชีพนักแสดงอีกห้าปีข้างหน้าอย่างไร
ออฟ: โอ้ อีกห้าปีข้างหน้าเหรอครับ ผมขอให้ยังมีแฟนคลับอยู่ก็พอแล้ว มันเป็นอะไรที่นานมากๆ เลยสำหรับ ออฟ - กัน ที่เล่มซีรีส์เรื่องแรกเมื่อแปดปีแล้ว และก็มีแฟนคลับมาประมาณเจ็ดปี ถ้ามองอีกห้าปีข้างหน้าก็เท่ากับ 12 ปี คิดดูว่า แฟนคลับอยู่คู่ออฟ - กัน มานานขนาดนี้มันสุดยอดมากๆ
กัน: กันคิดว่าจะทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีผู้ใหญ่เมตตา แฟนๆ ยังเอ็นดูเราอยู่ เพราะจริงๆ ยังไม่ได้คิดเลยว่าถ้าไม่ได้เป็นนักแสดงจะทำอะไร เพราะเรารู้สึกว่างานนี้เป็นงานที่เราชอบ แต่หากจะมองอย่างอื่นที่อยากทำ ด้วยความที่ชอบแต่งตัว ก็อาจทำสินค้าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ซื้อง่าย ใส่ง่ายครับ
เราต้องไม่มั่นใจมากจนเกินไปว่าเราเก่ง คนเรามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผมก็พยายามปรับให้คนรักเราจะดีกว่า
ตั้งแต่เข้าวงการบันเทิงมา สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดคืออะไร
ออฟ: ผมว่าแฟนคลับนี่แหละครับทำให้ผมประทับใจ อย่างแรกคือประทับใจตัวเองที่มีแฟนคลับคอยให้กำลังใจ และประทับใจในตัวแฟนคลับด้วยที่เขามาติดตามเรา ชื่นชอบเรา ผมก็พยายามรักษาสิ่งที่เรามีไว้ให้ดีที่สุด
กัน: ประทับใจทุกอย่างเลย กันจะบอกทุกครั้งว่าเอาจริงๆ ถ้าไม่ได้ทำงานบันเทิงตั้งแต่เด็กก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าตอนนี้จะทำอะไรอยู่ เพราะการแสดงเป็นงานที่กันรู้สึกว่าถูกจริตและชอบมากๆ อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้ได้ก็คือแฟนคลับ เบบี๋ทุกคนที่คอยสนับสนุนแล้วก็เชียร์มาตลอดครับ





