Shanghai Exhibition Centre คือเวทีที่ Loewe เลือกจัดนิทรรศการแรกที่ถือเป็นการเคารพต่อมรดกของแบรนด์ เพื่อเฉลิมฉลอง 178 ปี แห่งงานฝีมือและผลงานตลอดหนึ่งทศวรรษของ Jonathan Anderson ผู้กำหนดทิศทางการสร้างสรรค์ของเฮ้าส์นี้
เมื่อเดินไปตามปีกตึกด้านหนึ่งของแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียง อันเป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โซเวียตในทศวรรษที่ 50 ที่ชัดเจน เราก็ได้เห็นพื้นที่แห่งนี้ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นห้องแสดงงานแบบอินเทอร์แอคทีฟหลายห้องที่ดูไม่ต่างจากการเปิดกล่องช็อกโกแลตกล่องแล้วกล่องเล่า ณ ทางออกของนิทรรศการ ที่ซึ่งโลโก้ทำจากใยปาล์มของ Loewe ยึดครองพื้นที่ใจกลางระหว่างบันไดไว้
Tatler นั่งลงกับ เอลเลน แวน ลูน (Ellen van Loon) ผู้นำทีมดีไซน์ซึ่งอยู่เบื้องหลังการจัดงานนี้ เพื่อพูดคุยว่าพวกเขาสร้างสรรค์ทุกอย่างขึ้นมาได้อย่างไร
อ่านเพิ่มเติม: มิลาน ดีไซน์ วีค 2024: Loro Piana Interiors ร่วมย้อนรำลึกถึงนักออกแบบชาวมิลาน Cini Boeri

Above Loewe Crafted World ที่ศูนย์แสดงสินค้าเซี่ยงไฮ้ (ภาพ: Marco Cappellletti จาก Loewe และ OMA)
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Ellen ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์หญิงเพียงคนเดียวของ Office for Metropolitan Architecture (OMA) ได้ออกแบบนิทรรศการให้กับแบรนด์แฟชั่น สถาปนิกสายเลือดดัตช์คนนี้อยู่เบื้องหลังโปรเจ็กต์ที่มีชื่อเสียงหลายโครงการ นับตั้งแต่สำนักงานใหญ่ CCTV ของนครปักกิ่งและ Casa da Musica ในปอร์โต ไปจนถึงงานเมื่อไม่นานมานี้ที่แฟนๆ แวดวงแฟชั่นคุ้นเคยกันดีอย่างงานแสดง Bulgari Fine Jewellery Show และแฟล็กชิปสโตร์ของ Off-White ในปารีสเมื่อปี 2021 ส่วนเมื่อปี 2022 เธอดูแลการทำร้านในห้างของ Jacquemus ที่ห้าง Selfridges และ Harvey Nichols ในลอนดอน และห้าง Galeries Lafayette ในปารีส
“เริ่มต้นจากสถาปัตยกรรม” Ellen เริ่มเล่าถึงโปรเจ็กต์แฟชั่นงานแรกที่เธอทำกับ Prada “ตอนนั้นปี 1999 พวกเขามาหาเราเพราะพวกเขากำลังมองหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำแบรนด์สำหรับร้านค้าของพวกเขา นั่นคือช่วงเวลาที่เราเริ่มพูดกันว่า บางทีทุกร้านไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกันหมดก็ได้ถ้าคุณมีจุดศูนย์กลางที่น่าสนใจที่สุด มาตอนนี้ผู้คนเรียกสิ่งนั้นว่าแฟล็กชิปสโตร์นั่นเอง”
หลังจากความสำเร็จของร้านศูนย์กลางของ Prada ในนิวยอร์กและลอสแองเจลิสในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทีม OMA เริ่มทำงานร่วมกับแบรนด์ในการทำฉากสำหรับงานแฟชั่นโชว์
“เพราะเราทำงานกับโรงละครเยอะมาก การทำงานเกี่ยวกับภาพมิติจึงเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการโชว์หรือภาพทิวทัศน์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติสำหรับเรา” Ellen อธิบาย

Above สถาปนิก Ellen van Loon (ภาพ: Frans Strous จาก OMA)
แนวทางของสถาปนิกคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสำหรับพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าขนาดห้าแสนตารางฟุต อาคารสาธารณะ หรือแฟชั่นโชว์ที่จัดเป็นพิเศษสำหรับแขกแค่ไม่กี่ร้อยคน ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
“ทีมงานทั้งหมดของเราล้วนเป็นสถาปนิก เราใช้แนวทางในเชิงสถาปัตยกรรมและเชิงทฤษฎีมากกว่าในการทำสิ่งเหล่านี้” Ellen กล่าว “ณ จุดๆ หนึ่ง คุณจะเห็นได้ว่าแบรนด์ต่างๆ อย่าง Loewe ไม่ได้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างแฟชั่น ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน สถาปนิก หรือกวี ก็ล้วนคิดในแบบเดียวกัน…มันก็แค่งานออกแบบ แต่สิ่งเดียวที่ต่างกันคือผลลัพธ์นั่นเอง”
เมื่อก้าวเข้าไปในโลกที่ Loewe และ OMA สร้างขึ้นมา จะเห็นว่านิทรรศการที่ย้อนระลึกถึงผลงานเก่าๆ ของแบรนด์นี้ถูกแบ่งออกเป็น 6 แชปเตอร์ภายใต้ธีมซึ่งรวบยอดมรดกตกทอดเกือบ 2 ศตวรรษเข้าไว้ด้วยกัน และแสดงให้เห็นภาพความขี้เล่นเฉพาะตัว คุณจะรู้สึกได้ว่า Ellen นั้นถ่อมตัวเรื่องความพยายาม การตัดสินใจอันแสนเฉียบ และการลงมือทำที่แม่นยำ ซึ่งทั้งหมดนี้หล่อหลอมเป็นกระบวนการออกแบบ

Above ภายในนิทรรศการของ Loewe ในเซี่ยงไฮ้ (ภาพ: Marco Cappellletti; เอื้อเฟื้อโดย Loewe และ OMA)

Above รายละเอียดนิทรรศการของ Loewe ในเซี่ยงไฮ้ (ภาพ: Marco Cappellletti; เอื้อเฟื้อโดย Loewe และ OMA)
เมื่อคุณก้าวเข้าสู่โลกที่ Loewe และ OMA สร้างขึ้น โดยแยกเนื้อหาย้อนหลังออกเป็นหกบทที่รวบรวมมรดกเกือบสองศตวรรษและแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่แปลกประหลาดของแบรนด์ คุณจะรู้สึกว่า Ellen กำลังเน้นย้ำให้เห็นถึงความพยายาม การตัดสินใจที่ซับซ้อน และการดำเนินการที่แม่นยำ ซึ่งนำไปสู่กระบวนการออกแบบ
“เมื่อเราเริ่มทำงานกับแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยเช่นนี้ สิ่งแรกที่เรามักจะขอจากพวกเขาคือ ‘เราต้องการที่จะเห็นกรุงานเก่าๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และเราอยากเห็นโรงงานของคุณด้วย’ ซึ่งนั่นคือแรงบันดาลใจแรก จากนั้นเราก็ถาม Jonathan (Anderson) รวมถึงคนอื่นๆ ในบริษัทว่ามีองค์ประกอบอื่นใดที่น่าสนใจที่จะนำมารวมเพื่อสร้างเรื่องราวขึ้นมา” Ellen เล่าให้ Tatler ฟัง
“ฉันคิดว่า Loewe เป็นแบรนด์ที่ผสมผสานความหลากหลายไว้ด้วยกัน สำหรับคนส่วนใหญ่นี่คือแบรนด์ที่แสดงออกถึงตัวเองในหลายระดับ บางครั้งก็ในเชิงศิลปะ บางครั้งก็เชิงแฟชั่น ดังนั้นมันจึงไปได้ทุกที่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากระหว่างงานนิทรรศการนี้ที่เราพยายามแสดงองค์ประกอบเหล่านี้ออกมาให้เห็นทั้งหมดในคราวเดียว”
เป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ธีมสุดท้ายของนิทรรศการนี้คือ ‘Craft’ ไม่เพียงเพราะแบรนด์นี้มีจุดกำเนิดจากการเป็นกลุ่มผู้ทำเครื่องหนังในมาดริด แต่เพราะผลงานเมื่อไม่นานมานี้และการร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ ในช่วงที่ Anderson เข้ามาดูแลงานสร้างสรรค์ ล้วนมีรากเหง้าความเป็นช่างฝีมือทั้งนั้น
ส่วนแรกของนิทรรศการที่มีชื่อว่า Born From the Hand ได้บันทึกเรื่องราวอันเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ของเฮาส์แห่งนี้ นับตั้งแต่จุดกำเนิดในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงการได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้จัดหาเครื่องหนังให้กับราชวงศ์สเปน นับจากเครื่องมือในการโฆษณาสมัยใหม่ไปจนถึงเครื่องแต่งกายเมื่อไม่นานมานี้ที่ทางแบรนด์จัดทำให้ Rihanna และ Beyoncé ซึ่งจะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมป๊อปต่อไป
ก่อนที่แขกผู้มาเยือนจะเดินขึ้นไปดูพื้นที่ด้านบน พวกเขาจะต้องเดินลอดอุโมงค์ ‘pronunciation tunnel’ ที่เรียงรายไปด้วยหน้าจอที่แสดงให้เห็นเพื่อนของแบรนด์ อาทิ Yang Mi นักแสดงสาวชาวจีน กำลังออกเสียงชื่อแบรนด์อย่างถูกต้องว่า “โล-เอ-เว” หรือ “โล-เว-เว” การออกเสียงนั้นดูมีเหตุมีผลขึ้นเมื่อคุณได้เรียนรู้ เหมือนกับที่สถาปนิกจากเมืองรอตเตอร์ดามได้เรียนรู้ระหว่างที่ค้นคว้าข้อมูลว่า แบรนด์นี้ก่อตั้งโดย Enrique Loewe y Roessberg พ่อค้าชาวเยอรมันที่มาลงเอยในมาดริด
“คุณจินตนาการไม่ออกหรอกว่าวัฒนธรรมเยอรมันต่างจากวัฒนธรรมสเปนขนาดไหน เยอรมนีเป็นประเทศที่สร้างสรรค์งานฝีมือเช่นเดียวกับสเปน และทั้งสองวัฒนธรรมนี้ก็มารวมกันในมาดริด จากจุดนั้น มันได้กลายมาเป็นแบรนด์สเปนจัดๆ และต่อมาภายหลังได้กลายเป็นกลุ่มบริษัทนานาชาติ ซึ่งนั่นน่าสนใจมากสำหรับฉัน”

Above “United in Craft” (ภาพ: Marco Cappelletti; เอื้อเฟื้อโดย Loewe และ OMA)

Above อุโมงค์การออกเสียงภายในนิทรรศการ (ภาพ: Marco Cappelletti; เอื้อเฟื้อโดย Loewe และ OMA)
นิทรรศการที่กินพื้นที่ 17,000 ตารางฟุตเปิดทางให้การคัดสรรของ Anderson และการออกแบบของ Ellen กับ Giulio Margheri สถาปนิกอีกคนที่ OMA ผสานกันเป็นการเดินทางในพื้นที่และประสาทสัมผัสต่างๆ ในขณะที่รวมไว้ซึ่งการเผชิญหน้าและการวางเคียงข้างกันโดยไม่คาดคิดอีกด้วย
ห้องๆ หนึ่งนำผู้มาเยือนไปยังประเทศสเปนโดยมีภาพเกาะอิบิซาที่ถูกทำเป็นดิจิทัลตกแต่งด้วยเซรามิกวัตถุแห่งชาติของ Picasso และผลงานจากคอลเล็กชั่น Paula’s Ibiza อันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณเสรีของ Loewe ส่วนในห้อง The Atelier มีการแขวนเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบกระเป๋าบนผนังโค้งของห้อง
นอกจากนี้ยังมีห้องๆ หนึ่งที่อุทิศให้กับผู้ชนะรางวัล Loewe Foundation Craft Prize ซึ่งเป็นรางวัลประจำปีที่มอบให้กับผลงานต้นฉบับสำหรับศิลปะประยุกต์ โดยที่โคมไฟแชนเดอร์เลียดั้งเดิมของอาคารหลังนี้ผสานเข้ากับการจัดแสดงงานได้อย่างกลมกลืน
อ่านเพิ่มเติม: แคปซูลคอลเล็กชั่นระหว่าง Karl Lagerfeld และ Amber Valletta เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานเปี่ยมความหมายร่วมกันอีกครั้ง

Above “แฟชั่นไร้ขีดจำกัด” (ภาพ: Marco Cappelletti; เอื้อเฟื้อโดย Loewe และ OMA)

Above “แฟชั่นไร้ขีดจำกัด” (ภาพ: Marco Cappelletti; เอื้อเฟื้อโดย Loewe และ OMA)
“เรามักจะต้องดิ้นรนเล็กน้อยกับความจริงที่ว่าคุณออกแบบการตกแต่งภายในโดยไม่ได้มองเห็นเปลือกนอกของมัน สำหรับการทำนิทรรศการ มันซับซ้อนเพราะเราต้องสร้างการตกแต่งภายในค่อนข้างเยอะ แต่ในหลายๆ พื้นที่ของที่นี่ เราเปิดพื้นที่เผื่อเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมบางส่วนที่มีอยู่ของตัวอาคาร นั่นเป็นทางเลือกในแง่สถาปัตยกรรมจริงๆ เพราะมันจำเป็นต้องเชื่อมโยงกันได้” Ellen กล่าว
ห้อง The Craft Prize นั้นเชื่อมกับพื้นที่ที่ทำหน้าที่เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงชุดจากรันเวย์ของผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 69 ชุด ที่ออกแบบโดย Anderson นับตั้งแต่ที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ในปี 2013
“ผลงานชิ้นไหนที่โดดเด่นที่สุดในการทำงานมานาน 10 ปีถือเป็นคำถามที่ใหญ่โตสำหรับเขา” เธออธิบายว่าดีไซเนอร์เป็นคนเลือกชิ้นงานและจัดวางเลย์เอาต์ด้วยตนเอง นับตั้งแต่ชุด trompe l’oeil ที่แสนขี้เล่นไปจนถึงผลงานที่ดูมีโครงสร้างเหมือนชุดเกราะ ซึ่งถือเป็นชิ้นงานที่หอมหวานสำหรับบรรดาคนที่ชื่นชอบแฟชั่น
ท่ามกลางวัตถุและผลิตภัณฑ์มากกว่า 600 ชิ้นที่นำมาจัดแสดงคือจำนวนที่อยากให้ผู้เข้าชมงานไม่ได้เพียงแค่มองดู แต่สามารถจับต้องได้จริง รวมถึงกระเป๋าจากภาพยนตร์เรื่อง Howl’s Moving Castle ขนาดสูงสองเมตรที่ทำขึ้นมาใหม่ด้วย เราถาม Ellen ว่าแชปเตอร์ไหนที่เธอชอบมากที่สุด ซึ่งเธอตอบเราอย่างตื่นเต้นถึงการสำรวจจำนวน 9 ห้องที่แบรนด์ร่วมงานกับศิลปินเมื่อไม่นานมานี้
“สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับนิทรรศการนี้คือ เมื่อคุณเดินดูงานในแต่ละห้อง ประสาทสัมผัสของคุณจะได้รับการกระตุ้นให้ตื่น แน่นอนที่นั่นคือเจตนาของเรา” เธอกล่าว “เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปดูนิทรรศการโดยไม่อาจรู้สึกถึงงานออกแบบได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะอยู่บ้านและดูมันทางหน้าจอก็ได้” เธออธิบายว่าแนวความคิดคือ “การเปลี่ยนความรู้สึกรอบๆ ผลิตภัณฑ์ให้เป็นห้องๆ หนึ่ง เพื่อที่มันจะได้ดูเป็นเชิงสถาปัตยกรรมมากขึ้นและมีเหตุมีผลน้อยลง”
พื้นที่ในส่วนนี้รวมถึงห้องที่นำเสนองานภาพปะติดโดยศิลปินและนักเขียนชาวอเมริกันชื่อ Joe Brainard ห้องภาพสะท้อนไม่รู้จบ และพื้นที่ที่อุทิศให้กับศิลปินเซรามิกชาวญี่ปุ่นที่ทำงานกันเป็นคู่ภายใต้ชื่อ Suna Fujita ซึ่งมีผนังห้องที่ตกแต่งด้วยช่องคัตเอาท์ทรงกลม ที่เชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมเอนตัวเข้าไปใกล้ๆ เพื่อชื่นชมรายละเอียดอันแสนเพ้อฝันบนแจกันและชุดน้ำชาเซรามิก ส่วนพรมฝีมือการทอของ John Allen ก็เติมเต็มห้องทั้งห้องจากพื้นจรดเพดาน เพื่อให้ผู้ชมงานดื่มด่ำกับแดนมหัศจรรย์แห่งผ้าทอ และแน่นอนว่าต้องมีดินแดนในฝันที่ซึ่งงานวิดีโอแห่ง Studio Ghibli ปิดท้ายห้องๆ หนึ่งด้วยผลงานการร่วมงานกันระหว่างแบรนด์กับสตูดิโอบนผนังห้องและมีพุงของ Totoro ขนาดเท่าจริงให้เอนตัวนอนได้

Above ภาพต่อกันของ Joe Brainard มีชีวิตขึ้นมาในส่วนหนึ่งของนิทรรศการ (ภาพ: Marco Cappelletti จาก Loewe และ OMA)

Above โลกแห่งความฝันอันมหัศจรรย์ของ Studio Ghibli (ภาพ: Marco Cappelletti; จาก Loewe และ OMA)
Loewe Crafted World ซึ่งวางแผนจัดแสดงในเซี่ยงไฮ้จนถึงวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะถูกนำไปจัดแสดงรอบโลก เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ลักซ์ชูรีเชื่อมโยงกับกลุ่มคนดูยุคปัจจุบันผ่านรูปแบบของการจัดแสดงนิทรรศการได้
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ทุกแบรนด์นับตั้งแต่เฮาส์ที่มีเรื่องราวอย่าง Chanel และ Dior ไปจนถึงแบรนด์อย่าง Rimowa, Prada และแว่นตาสุดล้ำอย่าง Gentle Monster ต่างก็จัดแสดงงานแบบหมุนเวียนไปตามที่ต่างๆ และจัดแสดงงานในท้องถิ่น โดยมีสถาปนิกเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่กำลังเติบโตนี้
“ตอนแรกเริ่ม ฉันค่อนข้างประหลาดใจว่าทำไมพวกเขาทั้งหมดถึงทำสิ่งนี้ ในขณะเดียวกันฉันก็เข้าใจเพราะว่าบางแบรนด์มีประวัติศาสตร์ที่แข็งแรงมากซึ่งแบ่งปันได้” Ellen กล่าว ในฐานะคนที่มุ่งหน้าไปยังประเทศจีนกลางทศวรรษที่ 2000 เพื่อทำงานในโครงการ CCTV Tower Ellen จึงตระหนักถึงความปรารถนาของแบรนด์ระดับโลกที่จะให้ความรู้แก่ลูกค้าชาวเอเชียเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเฮาส์เป็นการเฉพาะ “แบรนด์ลักซ์ชูรีระดับนานาชาติเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ ฉันคิดว่าผู้คนในเอเชียรู้จักแบรนด์เหล่านี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแต่ไม่ใช่ก่อนหน้านั้นมากนัก”
หลังการไปเยือนเซี่ยงไฮ้ Ellen จะเดินทางต่อไปยังเม็กซิโก โปรเจ็กต์อื่นๆ ของเธอในปีนี้รวมถึงนิทรรศการอีกงานสำหรับเมซงที่มีเรื่องราวอีกแห่ง สำนักงานของแบรนด์ Jacquemus ในปารีส และสำนักงานศาลในเมืองลิลล์
“โปรเจ็กต์ต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวกับแฟชั่นไปเสียทั้งหมด แต่เนื้องานที่ผสมผสานนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญมาก” เธอกล่าว “แฟชั่นอาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา และฉันคิดว่าเราสามารถดึงเลเยอร์ใหม่นี้เข้ามาสู่ความพยายามนี้ได้
This story was originally written in English by Cherry Mui.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2024 โดย Cherry Mui โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
แคปซูลคอลเล็กชั่นระหว่าง Karl Lagerfeld และ Amber Valletta การสร้างสรรค์ผลงานเปี่ยมความหมายร่วมกันอีกครั้ง
A city, within a city, within a city ไอเดียเบื้องหลังคอนเซ็ปต์แฟล็กชิปสโตร์ใหม่ของ Boyy
Christian Louboutin และศิลปินญี่ปุ่น Shun Sudo ร่วมกันสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นแคปซูลพลังบวก














