โครงการ “TouristDigiPay” ซึ่งจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถนำคริปโทเคอร์เรนซีมาแลกเป็นเงินบาท กลายเป็นนวัตกรรมสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการท่องเที่ยวไทยไปตลอดกาล และ Binance TH จะเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของการขับเคลื่อนกระแสนี้
การท่องเที่ยวไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว และเทคโนโลยีบล็อกเชนคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลไทยยังมีความเคลื่อนไหวสำคัญ คือการเปิดตัวโครงการ TouristDigiPay ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองคริปโตทั่วโลก สามารถแปลงเป็นสกุลเงินบาทเพื่อใช้จ่ายภายในประเทศได้ และนับเป็นก้าวสำคัญในการผสานศักยภาพของเทคโนโลยีทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
อ่านเพิ่มเติม: วริศ บูลกุล ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่ง The Brooker Group (BTC) กับความเชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัล คือโอกาสครั้งใหญ่ของโลกการเงิน

Above นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ให้ความเชื่อมั่นว่า โครงการ TouristDigiPay จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
มิติใหม่ภาคการท่องเที่ยวไทย
โครงการ TouristDigiPay ถูกรายงานข่าวจากสื่อมวลชนทั่วโลกว่า ประเทศไทยซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดมิติใหม่ของการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อไขความกระจ่างถึงการพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวไทยจากโครงการดังกล่าว Tatler จึงมีโอกาสต้อนรับ นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ หรือ Binance TH แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือศูนย์ซื้อขายคริปโต ที่ให้บริการในประเทศไทย ในวันที่นอกหน้าต่างห้องรับรองปรากฏภาพปุยเมฆจับตัวเป็นก้อนสีเทาลอยต่ำ ส่งสัญญาณถึงฟ้าฝนที่จะตกในอีกไม่ช้า
“ก็คงเหมือนฝนที่กำลังจะโปรยความชุ่มฉ่ำให้การท่องเที่ยวไทย” ซีอีโอหนุ่มหัวเราะ เป็นการวอร์มอัพบทสนทนาเบาๆ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น “ภาคการท่องเที่ยวในปัจจุบันคิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ของจีดีพีไทย การเพิ่มขึ้นของกลุ่มนักท่องเที่ยวคริปโตเพียงเล็กน้อยแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็สามารถสร้างมูลค่ามหาศาล”
Above ก.ล.ต. กำลังเปิดรับสมัครโครงการ TouristDigiPay: แลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ส่งมอบความเชื่อมั่นและปลอดภัย
นิรันดร์ได้อธิบายการทำงานของ TouristDigiPay ว่าเป็นการดำเนินงานในรูปแบบ sandbox ระยะเวลาเบื้องต้น 18 เดือน โดยจำกัดวงเงินใช้จ่ายผ่านโครงการนี้ไว้ที่ 500,000 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มต้นใช้งานได้ทันก่อนช่วงคริสต์มาสนี้
อย่างไรก็ดี TouristDigiPay ไม่ใช่การนำเงินคริปโตมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าได้โดยตรง โดยร้านค้าจะยังคงได้รับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นสกุลเงินบาทตามปกติ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องดำเนินการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (อย่างเช่น Binace TH) จากนั้นเงินจะถูกโอนไปยังแอปพลิเคชั่นกระเป๋าเงินออนไลน์ เพื่อให้สามารถชำระสินค้าและบริการได้ ตามมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนดอย่างเคร่งครัด ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดูแลและป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน
“Binance TH พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้” เขากล่าวและเสริมว่าคุณค่าที่บริษัทจะนำเสนอ คือความน่าเชื่อถือจากการเป็นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกที่นักท่องเที่ยวคริปโตรู้จักและเชื่อมั่นในความปลอดภัยและความเสถียรของเทคโนโลยี “ขณะเดียวกันเราก็มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี ด้วยสภาพคล่องที่สูงที่สุดในโลก”
อ่านเพิ่มเติม: “เหรียญมีม” เรื่องจริงจังของคริปโตจากมุกตลกในอินเทอร์เน็ต

Above ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH เผยถึงความพร้อมสำหรับการมีส่วนร่วมในโครงการ TouristDigiPay (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ก้าวสำคัญที่ไปได้ไกลกว่าการชำระเงิน
TouristDigiPay เกิดขึ้นท่ามกลางการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเด็นด้านความปลอดภัย และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน “การนำทางเลือกการชำระเงินที่ขับเคลื่อนด้วยคริปโตจึงถือเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน” ซีอีโอหนุ่มย้ำ “นอกจากช่วยเสริมเสน่ห์การท่องเที่ยวไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โครงการนี้ยังมีศักยภาพในการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ และนำไทยเข้าใกล้เป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลระดับภูมิภาคมากขึ้น”
นิรันดร์กล่าวต่อไปว่า ในระดับโลก การเติบโตของ stablecoin เป็นปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับการชำระเงินด้วยคริปโตในวงกว้าง จากข้อมูลของ McKinsey มูลค่ารวมของ stablecoin หมุนเวียนในระบบสูงถึง 2.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว และคาดว่าจะเติบโตถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 ขณะที่ Visa และ Mastercard ก็เริ่มโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการชำระเงินและชำระบัญชีด้วย stablecoin ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมกำลังเปิดรับประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

Above การร่วมเวทีเสวนาเพื่อเสริมความรู้เรื่องคริปโทเคอร์เรนซี (ภาพ: Binance TH)
ประเทศไทยเองก็ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านคริปโต โดยมีกฎเกณฑ์รองรับมาแล้วกว่าแปดปี ซึ่งนำหน้าเพื่อนบ้านในหลายๆ ประเทศ
“เราเป็นประเทศแรกของโลกนะครับ ที่ออกพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบโทเคน (G-Token)” นิรันดร์กล่าวถึงพันธบัตรออมทรัพย์ดิจิทัล 100 เปอร์เซ็นต์บนระบบบล็อกเชน ที่จะจำหน่ายอย่างเป็นทางการพฤศจิกายนนี้ ขณะที่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสําหรับ capital gains จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นระยะเวลาห้าปี ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการเป็น digital asset hub
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนอนาคตของคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งซีอีโอหนุ่มแห่ง Binance TH บอกว่า เฉพาะโครงการ TouristDigiPay หากพิจารณาในมุมมองของ crypto tourism (การผสานการชำระเงินด้วยคริปโตเข้ากับการท่องเที่ยว) “ยังมีมากกว่าแค่การชำระเงิน เพราะด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน เราจึงทำอะไรได้อีกหลายอย่างสำหรับภาคการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างที่เรากำลังจะมีเทศกาลดนตรีระดับโลก ‘Tomorrowland’ ครั้งแรกในประเทศไทยปีหน้านี้ เราอาจใช้คริปโตในการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ในรูปแบบ NFT หรือการอำนวยความสะดวกในการลงทุนสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ก็ได้”
ติดปีกให้การลงทุน
สินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) ได้ชื่อว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน กระนั้นหลายปีที่ผ่านมานักลงทุนไทยต่างเลือกลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น โดยจากการสำรวจผ่านการเก็บข้อมูลทางโซเชียลมีเดียของฝ่ายวิจัย ก.ล.ต. เมื่อปี 2022 พบว่า มีการเติบโตมากกว่า 10 เท่าจากปี 2020
Binance TH ในฐานะแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งและเปิดเทรดอย่างเป็นทางการในปี 2024 ยังมอบมุมมองเชิงบวกของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ซึ่งรับหน้าที่ซีอีโอมาตั้งแต่แรกเริ่ม ให้คำแนะนำว่า ต้องเลือกเหรียญที่มีศักยภาพในการเติบโต “จริงๆ การลงทุนในคริปโตกับการลงทุนในหุ้นทั่วไปไม่ต่างกันเลย คริปโตมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เราจึงต้องมีการจัดพอร์ตที่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้”
ก่อนจะเข้ามาเป็นผู้บริหารสูงสุด นิรันดร์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ TrueMoney ก่อนจะข้ามมาเป็นผู้อำนวยการประจำภูมิภาคอาเซียนของ Binance และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH ในปัจจุบัน
“ช่วงตั้งบริษัทผมเป็นคนแรกและต้องทำทุกอย่าง” เขาหัวเราะ “ตอนนี้เรามีพนักงานเกือบ 50 คน ไซส์ไม่ใหญ่มาก เพราะเราเน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยี” เขาว่า “เราพยายามเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ที่มาทำงานคือคนที่สร้างคุณค่า ที่เครื่องจักรทำไม่ได้”
ขณะเดียวกัน Binance TH ยังพยายามเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อการเทรดขั้นสูงที่ซับซ้อนกว่าการซื้อขายทั่วไป การให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในคริปโต รวมถึงสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพื่อให้การเทรดมีศักยภาพมากขึ้น
การตระหนักถึงความสำคัญของสินทรัพย์ดิจิทัลชวนให้เรานึกถึงการประกาศของ IMF ที่ให้บิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีเป็นหนึ่งใน asset class ของโลกอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันหลายประเทศก็แสดงความสนใจเพิ่มขึ้นในการนำสกุลเงินดิจิทัลมาเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ จึงอดถามไม่ได้ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่ประเทศไทยจะนำคริปโทเคอร์เรนซีมาเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ
ซีอีโอหนุ่มพยักหน้ารับ นั่นทำให้เรากลับมาตั้งคำถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเริ่มต้นลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี?
นอกจากช่วยเสริมเสน่ห์การท่องเที่ยวไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น TouristDigiPay ก็ยังมีศักยภาพในการนำไทยใกล้เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลระดับภูมิภาคมากขึ้น
Topics








