MJets แบรนด์การบินส่วนบุคคลที่เกิดจากพลังของคนไทย แต่บินไกลด้วยวิสัยทัศน์ระดับโลก ขยายปีกสู่ระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง ด้วยชื่อเสียงในด้านความหรูหรา และความเป็นส่วนตัวระดับโลก
สิบนาฬิกาที่อาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคลย่านดอนเมือง เสียงเครื่องยนต์เจ็ทดังขึ้นเบาๆ ก่อนเครื่องบินลำหนึ่งจะวิ่งออกจากแฮงการ์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทยไปอย่างสง่างาม ภาพนี้เกิดขึ้นทุกวันที่ Private Terminal ของ MJets บริษัทการบินส่วนบุคคลแห่งแรกของไทยที่ครองแชมป์การโหวตให้เป็นผู้ให้บริการอากาศยานส่วนบุคคลที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก จากการสำรวจของ Aviation International News (AIN) มาแล้วกว่าทศวรรษ
ณัฏฐภัทร สีบุญเรือง ชายหนุ่มวัย 38 ปี ซีอีโอผู้มีประสบการณ์จากสายการบินชั้นนำระดับโลก ตั้งแต่ Qatar Airways, Jet Airways ไปจนถึง GoAir นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนัง พูดคุยกับเราด้วยน้ำเสียงสบายๆ พร้อมแชร์เรื่องราวที่เขาเพิ่งกลับจากอินเดียเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังติดตามโปรเจ็กต์เปิดเทอร์มินอลแห่งใหม่ที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย อย่างเต็มรูปแบบหลังจากใช้เวลาพัฒนามาถึงเก้าปี
อ่านเพิ่มเติม: 10 เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่ได้รับความนิยมของเหล่ามหาเศรษฐี

Above แม้จะเติบโตในครอบครัวที่ทำงานสายการบินระดับประเทศ แต่ซีอีโอ MJets ก็เลือกเส้นทางในโลกการบินที่ต่างออกไป (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
การบินที่อยู่ในดีเอ็นเอ
หากจะบอกว่าเรื่องการบินอยู่ในสายเลือดของณัฏฐภัทรก็ไม่ผิดนัก เพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ทำงานในสายการบินทั้งคู่ “ลองนึกสภาพตอนเด็กๆ ทุกวันตอนกินข้าวเย็น ผมจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่ซึ่งทำคนละแผนกคุยเรื่องงานของแผนกโน้นบ้างแผนกนี้บ้าง บางทีก็บ่นกัน” เขาหัวเราะเบาๆ “คุณพ่อคุณแม่พาบินตลอดเวลา มันก็ซึมซับไปทุกวัน จนรู้สึกว่าโลกการบินน่าสนใจจริงๆ”
แต่เส้นทางของณัฏฐภัทรไม่ได้ลัดเลาะตามรอยพ่อแม่ที่สายการบินเดียวกัน เขาเลือกออกไปหาประสบการณ์เอง ผ่านสายการบินหลากหลายระดับจากพรีเมียมคลาสไปจนถึงโลว์คอสต์ เพียงเพื่อเข้าใจทุกมิติของธุรกิจสายการบิน “อย่างเดียวที่ผมไม่รู้เลยคือที่เกี่ยวกับ general aviation ซึ่งผมอยากรู้ทุกองค์ประกอบของการบินทั้งหมด”
จังหวะเดียวกันนี้เองที่เขาได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเจ็ทส์ จำกัด จาก วิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค หรือบิล ไฮเน็ค นักธุรกิจสัญชาติไทยเชื้อสายอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง เครือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และกิริต ชาห์ ผู้บริหารกลุ่ม GP Group ซึ่งทั้งคู่คือผู้ถือหุ้นหลักของ MJets “พอเข้ามาถึงรู้ว่า การบริหารจัดการคนละแบบกันเลย ที่เหมือนกันมีอย่างเดียวคือเครื่องบิน ที่นี่มีความซับซ้อนกว่า มีไดนามิกกว่า และท้าทายกว่าเยอะ”
อ่านเพิ่มเติม: เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล กับชีวิตการเป็น ‘ลูกนายกฯ’ และมรดกทางความคิดของครอบครัว ‘ชาญวีรกูล’ ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
แปดเสาหลักธุรกิจที่สร้างอีโคซิสเต็มครบวงจร
เป็นเวลาเกือบเจ็ดปีแล้วที่ณัฐภัทรเข้ามาบริหารองค์กรแห่งนี้ จากแรกเริ่มที่ MJets มีเพียงธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน ปัจุบัน MJets ได้กลายเป็นชื่อที่ยืนอยู่แถวหน้าในฐานะผู้บุกเบิกบริการเครื่องบินเจ็ทส่วนบุคคล (Private Jet) แบบครบวงจรรายแรกของประเทศไทย และเป็นบริษัทคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ ณ สนามบินดอนเมือง และขยายปีกสู่ระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง
สิ่งที่ทำให้ MJets โดดเด่นจากคู่แข่งในภูมิภาคคือการมีธุรกิจครอบคลุมถึง 8 ด้าน ซึ่งณัฏฐภัทรอธิบายว่ามันเกิดจากความจำเป็นในการเติมเต็มอีโคซิสเต็มให้สมบูรณ์ ตั้งแต่การให้บริการอาคารผู้โดยสารส่วนตัวพร้อมพื้นที่รับรองพร้อมอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก (Exclusive Private Jet Terminal with Lounge & Premium In-Flight Catering and Amenities), การจัดการภาคพื้นแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Ground Handling), การบำรุงรักษาอากาศยานตามมาตรฐานสากล (International-Standard Aircraft Maintenance) ที่ได้รับการรับรองจาก Textron Aviation และ Gulfstream Aerospace ให้เป็นศูนย์บริการเดียวนอกสิงคโปร์ในภูมิภาคอาเซียน, บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วยวิกฤติครบวงจร (State-of-the-Art Air Ambulance), บริการจัดหาและจัดการอากาศยาน (Expert Aircraft Management), บริการที่ปรึกษาในการจัดซื้อและบริหารอากาศยาน (Aircraft Consultancy)
“ศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบิน ในภูมิภาคอาเซียนมีแค่เรากับสิงคโปร์เท่านั้นนะครับ ที่มีศักยภาพขนาดนี้ ส่วนบริการเช่าเหมาลำเราก็มีเครื่องบินขนาดตั้งแต่ 6 ที่นั่งไปจนถึง 16 ที่นั่ง
และที่หลายคนไม่รู้คือ ธุรกิจ Air Ambulance นี่ MJets เป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะครับ” ความภาคภูมิฉายชัดในแววตาของผู้กล่าว

Above สิ่งที่ทำให้ MJets โดดเด่นจากคู่แข่งในภูมิภาคคือการมีธุรกิจครอบคลุมถึงแปดด้าน (ภาพ: MJets)
ล่าสุดคือบริการสนับสนุนการบินส่วนบุคคลครบวงจร (Trip Support) ที่เปิดให้บริการในปีนี้ โดยจะรวมถึงการวางแผนเส้นทางบิน การขออนุญาตบินผ่านและลงจอด และการจัดการด้านโลจิสติกส์ให้การเดินทางราบรื่นและเชื่อถือได้ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือกับ Shanghai Deer Jet ผู้นำด้านธุรกิจการบินธุรกิจชั้นนำของประเทศจีน ในการให้บริการจัดการภาคพื้น สนับสนุนการบิน เช่าเหมาลำ และบำรุงรักษาอากาศยานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นับเป็นก้าวสำคัญของ MJets ต่อการเติบโตข้ามพรมแดนและการครองความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค และเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดการบินธุรกิจของภูมิภาค
“การได้รับความไว้วางใจจาก Deer Jet ซึ่งเป็นสายการบินไพรเวทเจ็ทที่ใหญ่ที่สุดในจีนด้วยฝูงบินกว่า 10 ลำ ถือเป็นโอกาสใหม่ของเราในการเชื่อมโยงไทย อาเซียน และจีนแผ่นดินใหญ่ เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ” ซีอีโอหนุ่มเผย “ปัจจุบันเราก็มีสายการบินอื่นๆ ที่เซ็น MoU กับเรากว่า 39 รายแล้ว” และเขาก็เชื่อมั่นว่าการเริ่มต้นครั้งนี้จะนำไปสู่การเป็นธุรกิจหลักของ MJets ในอนาคตที่สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Above MJets ร่วมกับ Shanghai Deer Jet ของจีน ลงนาม MoU ด้านการให้บริการจัดการภาคพื้นและการสนับสนุนการบินทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ: MJets)
สยายปีกท้าทายโลก
กว่าจะเป็น MJets ที่มีการเติบโตค่อนข้างแข็งแกร่งในวันนี้ ณัฏฐภัทรเล่าเมื่อสามปีก่อน MJets เผชิญหน้ากับวิกฤติที่ใหญ่ที่สุด ลูกค้าชาวจีนซึ่งครองสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์หายไปเกือบหมดจากสถานการณ์โควิด-19
“ตอนแรกเรา panic” เขายอมรับตรงๆ “แต่มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดี เพราะมันบังคับให้เราต้องหาตลาดใหม่”
ผลลัพธ์คือในวิกฤตินั้น MJets ก็มองเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และคนไทยมากขึ้น วันนี้แม้สัดส่วนลูกค้าชาวจีนเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ธุรกิจกลับเติบโตขึ้น “โควิดช่วยทำให้เราเปิดมุมมองธุรกิจใหม่ค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเห็นโอกาสที่ก่อนหน้านั้นอาจแทบไม่ได้นึกถึง”

Above MJets ให้บริการเช่าเหมาลำที่มีเครื่องบินขนาดตั้งแต่ 6 ที่นั่งไปจนถึง 16 ที่นั่ง (ภาพ: MJets)
ที่สำคัญกว่านั้นคือการปรับโมเดลธุรกิจ “แต่ก่อนเราทำทุกอย่างเพื่อซัพพอร์ตของเราเอง แต่พอผมกับทีมงานเข้ามาแล้วเห็นว่าเราสามารถพลิกทุกอย่างเป็น opportunity ได้ ถ้าเราเปลี่ยนตั้งแต่ objective” เขาเผยอย่างตรงไปตรงมา
กระทั่งตอนนี้ เขายอมรับว่า MJets มีศักยภาพมากพอที่จะขยายธุรกิจสู่ตลาดระดับโลก!
“ต้องบอกว่าในเอเชียหรือแม้แต่ในระดับโลก ยังมีไม่มากนักที่บริษัทหนึ่งจะสามารถสร้างระบบธุรกิจครบวงจรได้เช่นนี้ ซึ่งเรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในเส้นทางนี้ครับ ตั้งแต่มีเทอร์มินอลเป็นของตัวเอง มีโรงซ่อมที่เปิดรับลูกค้าภายนอก เทรดเครื่องบิน และบริหารเครื่องบินทุกอย่างแบบเรา” ซีอีโอหนุ่มอธิบาย “เราเป็นเพียงไม่กี่แห่งที่มีสเกลของธุรกิจค่อนข้างใหญ่ MJets มีประสบการณ์ในธุรกิจมา 15-16 ปี ค่อยๆ สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทีละเล็กละน้อย จนเราสามารถไปให้บริการในอินเดีย ขณะที่สิงคโปร์เราคือหนึ่งในหกผู้ให้บริการภาคพื้นที่สนามบินเซเลตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางไพรเวทเจ็ทของภูมิภาคอาเซียน และ ในฐานะบริษัทสัญชาติไทย เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ยืนอยู่ในเวทีเดียวกับผู้เล่นระดับโลก และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไปครับ
ขับเคลื่อนฟากฟ้าด้วยแพสชั่น
ปัจจุบัน MJets มีโปรเจ็กต์ที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการประมาณหกโครงการซึ่งล้วนอยู่ในต่างประเทศ โดยเน้นที่ภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขา “อยากเสริมรากฐานของเรา (MJets) ให้แข็งแกร่งในภูมิภาค ก่อนที่ผู้ให้บริการไพรเวทเจ็ทรายใหญ่ จากสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปจะเข้ามา”
แม้ MJets จะดำเนินกิจการมากว่า 17 ปี แต่มุมมองของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ยังเห็นบริษัทเป็น “สตาร์ทอัพ”
"พอเป็นสตาร์ทอัพ เราจึงพยายามจะ scale up ซึ่งผมยังสนุกกับการทำงาน แล้วด้วยความที่ผมมาบริหารตั้งแต่อายุ 32 ซึ่งยังไม่ถือว่าเยอะ จึงยังก็ยังมีพลังและอยากจะมีแพสชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ”

Above MJets กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินส่วนบุคคลในภูมิภาคเอเชีย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
และเมื่อถามถึงสไตล์การบริหาร เขาไม่ลังเลที่จะบอกว่าเขาเน้นความชัดเจนและตรงไปตรงมา “ผมเป็นคนตรง เพราะไม่อยากเสียเวลา ผมไม่ชอบคำว่า ‘assume’ ไม่ชอบคำว่า ‘might be’ หรือครึ่งๆ กลางๆ ผมชอบขาวหรือไม่ก็ดำเลย"
ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของร่วมกับทีมงานที่เข้มแข็ง กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และ MJets กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินส่วนบุคคลในภูมิภาคเอเชีย
“เราต้องการสร้าง ecosystem ให้การมีเครื่องบินสามารถบริหารจัดการได้จบที่ประเทศไทย” นี่คือเป้าหมายที่ณัฏฐภัทรและทีมงานกำลังมุ่งหน้าไปให้ถึง และจากผลงานที่ผ่านมา เป้าหมายนี้จะไม่ได้เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป
มากกว่าความหรูหรา คือการเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ
เป็นที่ทราบกันว่า ภาพที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงไพรเวทเจ็ทนั้นคือความหรูหราและฟุ่มเฟือย ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์อากาศยานของชนชั้นสูงในสังคม ที่ใช้สำหรับการกิน ดื่ม เที่ยว เปิดแชมเปญบนเครื่องสักแก้วก่อนจะลงจอดบนเกาะส่วนตัวเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวิวาห์ของเพื่อนสักคน หรือจอดแวะช้อปปิ้งที่ยุโรปสักครู่ก่อนเดินทางไปร่วมอีเวนต์ ณ อีกซีกโลกหนึ่ง
ไลฟ์สไตล์หรูหราเหล่านี้ ผู้บริหารการบินไพรเวทเจ็ทที่คลุกคลีกับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งระดับสูง (ultra-high net worth: UHNW) มาตลอดการทำงาน เขากลับได้เห็นอีกมุมที่สะท้อนอีกมิติของการใช้ไพรเวทเจ็ท “ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากสำหรับการซื้อไพรเวทเจ็ทเพื่อบินเที่ยว ส่วนใหญ่แล้วไพรเวทเจ็ทเป็นเครื่องมือการทำธุรกิจแทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์” เขาอธิบายมุมต่างนี้ได้อย่างน่าสนใจ
“บางคนอาจมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องบินไพรเวทเจ็ท” ณัฏฐภัทรเอ่ยคำถามช่วยคิด “แต่ลองคิดดูนะครับ ทุกคนต้องเดินทาง แล้วการเดินทางที่ทำให้ทีมงานสามารถประชุมกันเป็นส่วนตัวได้ตลอดเวลาที่บินนี่ มันก็ทำให้เราสามารถเดินเร็วกว่าคู่แข่งได้ และช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าเราสามารถเซฟเวลาในการเดินทางให้เขาได้มากขึ้นวันละ 2-3 ชั่วโมง productivity มันก็สูงขึ้น”

Above บรรยากาศห้องโดยสารภายในเครื่องบินส่วนบุคคลของ MJets (ภาพ: MJets)
เวลาใกล้สิบสองนาฬิกาซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงพอดิบพอดี มีเสียงแจ้งจากทีมงานว่าเครื่องบินจะออกอีกลำ เขาลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ เตรียมจะไปเช็คงานต่ออย่างมืออาชีพ ก่อนจะหันมาพูดประโยคสุดท้าย
“จากเดือนละไม่ถึงสามเที่ยว ตอนนี้เรามีวันละสิบถึงสิบห้าเที่ยว เป็นรอบการเดินทางที่น่าภูมิใจ แต่เราจะยังไปได้อีกครับ” เขายิ้ม “เพราะความฝันของเราไม่ได้จบแค่ที่เอเชีย”

Above ณัฏฐภัทร สีบุญเรือง กับความฝันที่จะนำพา MJets โบยบินสู่น่านฟ้าระดับโลก (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เราสามารถพลิกทุกอย่างเป็น opportunity ได้ ถ้าเราเปลี่ยนตั้งแต่ objective





