Cover งานสัมมนาพิเศษ Investment Outlook 2025 ในหัวข้อ ‘2025 and Beyond : Power Dynamic after Trump Era’ โดย กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)

กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง จัดงานสัมมนาพิเศษ Investment Outlook 2025 ในหัวข้อ ‘2025 and Beyond : Power Dynamics after Trump Era’ เพื่อให้ลูกค้าได้เต็มอิ่มไปกับการรับฟังความรู้ พร้อมอัปเดตสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2025 ก่อนใคร

กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับทั้งด้านการเงินและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าคนสำคัญ จัดงานสัมมนา Investment Outlook 2025 ในหัวข้อ ‘2025 and Beyond : Power Dynamic after Trump Era’ ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นกิจกรรมแรกของปี อัปเดตสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2025 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการบริหารจัดการการลงทุน และต่อยอดความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนจากหลายปัจจัย

โดยได้รับเกียรติจาก BlackRock บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของโลก ที่มาร่วมอัปเดตภาพรวมและทิศทางของเศรษฐกิจโลกในปี 2025 รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับการวิเคราะห์กลยุทธ์ของมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำแห่งทำเนียบขาว สู่ยุค ‘โดนัลด์ ทรัมป์ 2.0’ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มาให้มุมมองและคำแนะนำด้านการลงทุนที่น่าสนใจในปี 2025 

อ่านเพิ่มเติม: 'หลานม่า' ตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ไขเบื้องหลังความสำเร็จภาพยนตร์ไทยแห่งปี

Tatler Asia
Above งานสัมมนาพิเศษ Investment Outlook 2025 ในหัวข้อ ‘2025 and Beyond : Power Dynamic after Trump Era’ (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)
Tatler Asia
Above จากซ้าย 1. ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence 3. นางสาวกนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านเครือข่ายการขาย ธ.กรุงศรีฯ 4. นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธ.กรุงศรีฯ 5. นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธ.กรุงศรีฯ 6. นางสาวพัสสนีย์ อุดมพาณิชย์, CFP ผู้บริหารฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์การลงทุน และรักษาการแทนผู้บริหารสายงานลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ ธ.กรุงศรีฯ 7. Mr. Shaun Jamieson, VP of BlackRock (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)

หัวเรือใหญ่กรุงศรีฯ ชี้ ยุค ‘ทรัมป์ 2.0’ จะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ต้อนรับลูกค้ากรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง ที่มาร่วมงาน Investment Outlook 2025 ในหัวข้อ ‘2025 and Beyond : Power Dynamic after Trump Era’ โดยกล่าวว่า งานวันนี้เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเตรียมข้อมูลความพร้อมให้กับลูกค้าทุกท่าน เนื่องจากในปี 2024 มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างการกลับมานั่งในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 47 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงและแรงกระเพื่อม ไม่ใช่แค่ในระดับนโยบาย แต่จะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจ การเงินการลงทุน ตลอดจนความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้โอกาสและความท้าทายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น หลายสถาบันก็มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมีหลากหลายคำถามที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของความถี่ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทิศทางของหุ้นเทคโนโลยียังมีความน่าสนใจในการลงทุนหรือไม่ รวมถึงพัฒนาการของ AI จะเป็นอย่างไรต่อไป

ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่าในปี 2025 นั้น แม้เส้นทางข้างหน้าอาจมีความท้าทายที่ต้องเผชิญบ้าง แต่เชื่ออย่างยิ่งว่า ด้วยกลยุทธ์และข้อมูลต่างๆ ที่ทางกรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง และผู้เชี่ยวชาญได้มอบให้ในงานสัมมนาครั้งนี้ จะช่วยให้ทุกท่านสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้ โดยกรุงศรี พร้อมมอบบริการทางการเงินที่ดีที่สุด เพื่อสนับสนุนการบริหารความมั่งคั่งและความเติบโตทางธุรกิจของลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน

อ่านเพิ่มเติม: ฉลอง 80 ปี เวทีมวยราชดำเนิน จุดกำเนิดมวยไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์โฉมใหม่ระดับโลก

Tatler Asia
Above นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)

อัปเดตเศรษฐกิจโลก โดย BlackRock

วิทยากรท่านแรกของงาน คือ Mr. Shaun Jamieson, Vice President of Global Allocation Team BlackRock หนึ่งในพาร์ทเนอร์ระดับโลกของกรุงศรี ขึ้นพูดในหัวข้อ ‘Global Economics Updates’ โดยเขากล่าวว่า ปี 2025 สิ่งที่ทุกคนควรจะต้องเข้าใจเป็นอย่างแรกคือ อะไรคือสิ่งที่เรารู้ และอะไรคือสิ่งที่เราไม่รู้ ซึ่งเราจำเป็นต้องระมัดระวังกับสิ่งนั้นให้มาก ปีนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง ทุกคนจำเป็นต้องสร้างความเคยชินกับความผันผวนเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งหากเรามีการจัดสรรพอร์ตการลงทุน โดยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเพียงพอ เราก็จะสามารถก้าวข้ามผ่านปีที่มีความผันผวนสูงอย่างปี 2025 ได้อย่างแน่นอน

ผู้บริหาร BlackRock อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เรารู้ (Our Constants) นั้น ประกอบไปด้วยปัจจัย 5  ประการ หนึ่งคือ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ภาคบริการ (Service Sector) มากขึ้น ซึ่งทำให้มีความผันผวนต่อระบบเศรษฐกิจน้อยลง สองคือ ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และมีจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของภาคบริการ ส่วนที่สามคือ คนอเมริกันมีเงินเก็บและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่แทบจะดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 เลยทีเดียว เนื่องจากในช่วงโควิดนั้น ประชาชนได้รับการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ผ่านเงินช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ และเงินส่วนหนึ่งยังไม่ได้ถูกใช้จ่ายออกไป

ประการที่สี่คือ เม็ดเงินการลงทุนใน AI ซึ่งจะกลายเป็น Core Feature ในการขับเคลื่อนภาคเอกชนทั่วโลก โดยเราจะเห็นว่า หลายประเทศมหาอำนาจได้มีการลงทุนใน AI อย่างมหาศาล เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็มีการลงทุนเรื่องนี้ไปมากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท) แล้ว ซึ่งเทคโนโลยี AI ณ วันนี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบริษัทด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กำลังขยายขอบข่ายออกไปสู่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะนำ AI เข้ามาใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต และทำให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ถ้าโลกเรามีการประยุกต์ใช้ AI แบบเต็มขีดความสามารถในช่วงสิบปีหลังจากนี้ จะทำให้ผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 15% ของ GDP รวมเลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่ AI จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ประการสุดท้ายคือ ทุกวันนี้มีเม็ดเงินในระบบที่วางอยู่เฉยๆ ในกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 345 ล้านล้านบาท) และเมื่อไหร่ที่ดอกเบี้ยลดลง เงินก้อนนี้ก็จะต้องหาหนทางในการสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ เงินก้อนนี้จะกลายเป็นสภาพคล่องที่สำคัญของโลก และจะเป็นปัจจัยบวกกับตลาดทุนต่อไปในอนาคต

Tatler Asia
คุณ Shaun Jamieson, Vice President - Global Allocation Team BlackRock (ภาพ: Krungsri Private Banking)
Above Mr. Shaun Jamieson, Vice President of Global Allocation Team BlackRock (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)
คุณ Shaun Jamieson, Vice President - Global Allocation Team BlackRock (ภาพ: Krungsri Private Banking)
Tatler Asia
Above Mr. Shaun Jamieson, Vice President of Global Allocation Team BlackRock (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)

กูรูจีนศึกษาเตือน 'ยุคแห่งความผันผวน' ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

วิทยากรท่านที่สองของงาน ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นพูดในหัวข้อ 'Investment Horizons: China’s Growth Sectors in the Post-Trump World' โดยอาจารย์อาร์ม วิเคราะห์ว่า "ปี 2025 จะเป็นปีที่เปลี่ยนโลก เศรษฐกิจจีนจะยังไม่ไปไหน และยุคทรัมป์ 2.0 จะต่างไปจากเดิมมาก" ซึ่งสองสิ่งนี้เองที่จะสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

สำหรับเป้าหมายระยะสั้นของรัฐบาลจีน คือการเน้นเรื่อง 'Stabilization' หรือความมั่นคง ไม่ใช่การทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตหวือหวาเหมือนในอดีต โดยเฉพาะการแก้ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่จะมาขับเคลื่อนแทนภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เคยคิดเป็น 15-30% ของ GDP ประเทศจีน คือเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคพลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์เซลล์, รถยนต์ไฟฟ้า EV และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขณะเดียวกันก็ยังต้องพยุงอุตสาหกรรมเก่า (Traditional Industry) ให้อยู่รอด จึงทำให้เกิดภาพของ 'กำลังการผลิตเกินตัว สินค้าจีนทะลัก' ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดทั้งโลก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ การกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสิ่งที่หลายคนกังวลและคาดการณ์ไปต่างๆ นานา คือการขึ้นอัตราภาษีนำเข้า (Tariff) บ้างก็ว่าจะขึ้นแรง บ้างก็ว่าจะค่อยๆ ขึ้น อาจจะเล่นแรงเฉพาะบางสินค้า บางอุตสาหกรรม บางประเทศ หรือทั้งโลกเลยก็เป็นได้ 

อาจารย์อาร์มมองว่า ทรัมป์มีอยู่สองเป้าหมายที่สำคัญ เป้าหมายแรก คือพุ่งเป้าไปที่ประเทศจีน และเป้าหมายที่สอง คือการย้ายฐานการผลิตทั้งหมดกลับไปที่สหรัฐฯ "ถ้าคุณจะขายตลาดอเมริกา คุณต้องมาตั้งโรงงานที่อเมริกา" เพราะฉะนั้น ความแตกต่างระหว่างสงครามการค้ารอบนี้กับรอบที่แล้วก็คือ รอบที่แล้ว สหรัฐฯ ไม่ซื้อ(สินค้าที่ผลิตจาก)จีน แต่ซื้อเวียดนาม ซื้อเม็กซิโก ซื้อไทย แต่รอบนี้เขาจะดึงทุกอย่างกลับไปที่สหรัฐฯ ซึ่งหากดูเผินๆ อาจมองว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ทรัมป์วางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้โรงงานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในการผลิต ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล

ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา เน้นย้ำว่า นี่คือยุคแห่งความผันผวน ที่คงไม่ได้ส่งผลดีกับทั้งตลาดไทย และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เนื่องจากการจะส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ก็ยาก เพราะแนวโน้มกำแพงภาษีที่สูง ครั้นจะส่งออกไปจีนก็ยากเช่นกัน เพราะจีนเองก็ส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้ รวมถึงการแข่งขันภายในประเทศก็ยังท้าทาย เพราะสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามา ทำให้ทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับยุคของการเปลี่ยนแปลง ทั้งในโลกธุรกิจและโลกของการลงทุน

Tatler Asia
Above ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)
Tatler Asia
Above ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)

มีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารหนี้โลกและหุ้นสหรัฐฯ

วิทยากรท่านสุดท้าย นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา CFA ผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นี่คือช่วงเวลาสําหรับการลงทุนในตราสารหนี้โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างกองทุน KF-CSINCOM ที่มีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐบาลทรัมป์ ถึงแม้ราคาหุ้นจะอยู่ในระดับสูง แต่ก็สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้หากกำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโต

นายวิรัตน์ มองว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีความน่าสนใจ ทั้งด้วยปัจจัยของเงินเยนที่อ่อนค่าลง รวมถึงการซื้อหุ้นคืน (Share Buybacks) และการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในตอนนี้ยังต้องระมัดระวังพอสมควร เนื่องจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า กอปรกับนโยบายของสหรัฐอเมริกาภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีที่ยังไม่แน่นอน เช่นเดียวกับหุ้นจีนที่ยังมองว่า มีความเสี่ยงอยู่ แต่อาจจะใช้ช่วงที่รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเป็นโอกาสในการเทรดดิ้ง เพื่อทํากําไรระยะสั้นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย หัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence มองว่า หุ้นไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ แต่มีปัจจัยหนุนคือการใช้จ่ายภาครัฐ เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นเวียดนามในตอนนี้ที่ต้องติดตามเรื่องผลกระทบจากสงครามทางการค้าว่าจะกระทบมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีปัจจัยหนุนจากการอัปเกรดเป็น Emerging Markets อีกทั้งในระยะยาวนั้นเป็นประเทศที่มีโครงสร้างการเติบโตที่น่าสนใจ ซึ่งจะดีกว่าหรือไม่ หากนักลงทุนมีโอกาสสะสมหุ้นเวียดนามในช่วงเวลาที่เขามีปัญหาระยะสั้น แล้วค่อยๆ เติบโตไปกับเขาในระยะยาว

Tatler Asia
Above นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)
Tatler Asia
Above นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (ภาพ: KRUNGSRI PRIVATE BANKING)
Above Krungsri Private Banking: Investment Outlook ‘2025 and Beyond : Power Dynamics after Trump Era’

Topics

Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)