โรงแรม Taj Mahal ในมุมไบ
Cover สำรวจอาณาจักรโรงแรมในเอเชียและครอบครัวผู้ขับเคลื่อนเบื้องหลังธุรกิจบริการจากรุ่นสู่รุ่น (ภาพ: Avinash Narnaware / Unsplash)
โรงแรม Taj Mahal ในมุมไบ

นับตั้งแต่ทายาทในครอบครัวการเมืองจนถึงนักธุรกิจมหาเศรษฐีที่รุกเข้าสู่อาณาจักรโรงแรมและการบริการ นี่คือรายนามตระกูลดังที่น่าทำความรู้จัก หากอยู่ๆ มีคำถามขึ้นในใจว่า “ใครนะคือเจ้าของสถานที่แห่งนี้” ขณะที่กำลังอาบไล้แสงอาทิตย์บนชายหาด หรือจิบค็อกเทลในห้องพักของโรงแรม

ความหรูหราในเอเชียไม่ได้มาพร้อมป้ายราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาพร้อมกับวงศ์ตระกูลที่สืบทอดต่อกันมา เบื้องหลังรีสอร์ตสุดหรูและงดงามที่สุดในภูมิภาคนี้ คือบรรดาครอบครัวผู้ทรงอิทธิพล ที่ไม่ได้มองธุรกิจโรงแรมเป็นแค่เพียงการลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานจากความหลงใหล ที่มาพร้อมสระว่ายน้ำไร้ขอบ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ และความเป็นส่วนตัว ตั้งแต่ที่พักตากอากาศเขตร้อนที่ซ่อนตัวอย่างเงียบสงบ ไปจนถึงอาณาจักรโรงแรมที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

และนี่คือรายนามครอบครัวที่ได้เปลี่ยนมรดกของตระกูลให้กลายเป็นประสบการณ์สุดหรูระดับห้าดาว

ดูเพิ่มเติม: 8 คนดังทรงอิทธิพลที่เปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ให้กลายเป็นทองคำ

1. ครอบครัวก๊วก (The Kuok family), มาเลเซีย

ครอบครัวก๊วกได้สร้างสรรค์หนึ่งในแบรนด์โรงแรมหรูที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกผ่านทาง Shangri-La Group อาณาจักรธุรกิจที่ก่อตั้งโดยนักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้มีความมั่งคั่งอันดับหนึ่งของมาเลเซีย จากการจัดอันดับของ Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ (ข้อมูลปี 2025) Robert Kuok มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมโรงแรมและรีสอร์ตกว่า 100 แห่งทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาเหนือ นอกจากโรงแรมเรือธงอย่าง Shangri-La Singapore และ Island Shangri-La ในฮ่องกงแล้ว ทางครอบครัวยังนำแบรนด์ขยายสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เช่น Kerry Hotels และ Hotel Jen ซึ่งมุ่งเป้าไปที่นักเดินทางรุ่นใหม่และผู้ที่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ โดยตระกูลก๊วกเป็นที่รู้จักในด้านการหลอมรวมความอบอุ่นแบบเอเชียเข้ากับมาตรฐานการบริการระดับโลกได้อย่างกลมกลืน สร้างความประทับใจให้แขกผู้เข้าพักทั่วโลกในแบบที่ไม่ซ้ำใคร

2. ครอบครัวกวี่ (The Kwee family), สิงคโปร์

ครอบครัวกวี่แห่งสิงคโปร์ได้สถาปนามรดกด้านการบริการหรูหราผ่านกลุ่มธุรกิจ Pontiac Land Group ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่บริหารจัดการโดยสมาชิกในตระกูล พวกเขาได้สร้างชื่อเสียงข้ามพรมแดนไปในระดับสากล พอร์ตโฟลิโอของครอบครัวนี้ในสิงคโปร์ครอบคลุมไปถึงโรงแรมระดับไอคอนอย่าง The Ritz-Carlton Millenia, Conrad Centennial และ Capella Singapore ขณะเดียวกันพวกเขายังขยายการลงทุนในโครงการหรูระดับโลกอย่าง Fari Islands ในมัลดีฟส์ ซึ่งประกอบด้วย The Ritz-Carlton Maldives, Patina Maldives และ Capella Maldives ที่จะเปิดให้บริการในอนาคต ด้วยวิสัยทัศน์ที่เน้นความเป็นเลิศทางสถาปัตยกรรมและประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ครอบครัวกวี่จึงมีบทบาทสำคัญและทรงอิทธิพลกว้างไกลในอุตสาหกรรมโรงแรมระดับลักซ์ชูรีอย่างแท้จริง

3. ครอบครัวคาดูรี (The Kadoorie family), ฮ่องกง

ครอบครัวคาดูรีเป็นเจ้าของและบริหาร The Peninsula Hotels ผ่าน The Hongkong and Shanghai Hotels, Limited (HSH) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1866 และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยครอบครัวคาดูรีถือหุ้นจำนวนมาก ชื่อ Peninsula เป็นคำย่อของพลังอันเงียบสงบและความหรูหราเหนือกาลเวลา โรงแรมเรือธงอย่าง The Peninsula Hong Kong และ The Peninsula Tokyo ยังคงสร้างมาตรฐานความหรูหราในเมือง

4. ครอบครัวจิราธิวัฒน์ (The Chirathivat family), ไทย

ด้วยวิสัยทัศน์ในการมองธุรกิจโรงแรมมากกว่าการท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางที่จะตอบโจทย์นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ในทุกจุดประสงค์ ทำให้ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตของตระกูลจิราธิวัฒน์ภายใต้กลุ่มธุรกิจ ‘โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา’ (CHR) ประสบความสำเร็จ เติบโต ที่ไม่เพียงสร้างแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่ยังขยายไปสู่สากล จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ที่มอบประสบการณ์การพักผ่อนทั้งใน มัลดิฟส์ ดูไบ กาตาร์ ศรีลังกา โอมาน เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ ระยะเวลากว่า 40 ปีที่เริ่มต้นธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตด้วย ‘เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ’ โรงแรมแห่งแรกในเครือเซ็นทารา โรงแรมและรีสอร์ตในเครือ CHR ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยเอกลักษณ์การบริการด้วยไมตรีจิตไทยอันอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว เคยต้อนรับผู้นำระดับโลกและพระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วมากมาย และมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในร้อยเครือโรงแรมระดับโลกภายในปี 2027 หรือในอีกสองปีข้างหน้า

5. ครอบครัวเฉิง (The Cheng family), ฮ่องกง

นอกเหนือจากชื่อเสียงในฐานะเจ้าของ Chow Tai Fook Jewellery แบรนด์อัญมณีระดับตำนาน ครอบครัวเฉิงยังบริหาร Chow Tai Fook Enterprises ซึ่งเป็นผู้ดูแล New World Development บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราในฮ่องกง ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและธุรกิจบริการ ภายใต้เครือเดียวกัน พวกเขายังดูแล Rosewood Hotel Group ซึ่งบริหารโรงแรมระดับไฮเอนด์ชื่อดัง อาทิ Rosewood Hong Kong และ Rosewood Beijing โรงแรมเหล่านี้เป็นที่ยอมรับในด้านการออกแบบที่ประณีต สง่างาม และบริการที่เป็นเลิศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของครอบครัวเฉิงในการสร้างมาตรฐานสูงสุดในโลกแห่งการบริการอย่างแท้จริง

6. ครอบครัวเชียห์ (The Cheah family), มาเลเซีย

ครอบครัวเชียห์ดำเนินธุรกิจใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยมี Jeffrey Cheah ซึ่งมีความมั่งคั่งอันดับเก้าของมหาเศรษฐีในมาเลเซีย จากการจัดอันดับของ Forbes ประจำปี 2025 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Sunway Group ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่รวมถึงโรงแรมและรีสอร์ต ขณะที่บุตรสาว Sarena Cheah ได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมการบริหารในตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบุตรชาย Evan Cheah ดำรงตำแหน่งรองประธาน, ผู้แทนกรรมการ (ทำหน้าที่แทนบิดา) และซีอีโอฝ่ายดิจิทัลและการลงทุนเชิงกลยุทธ์

Jeffrey Cheah ได้ชื่อว่าเป็นตำนานในวงการอสังหาริมทรัพย์ของมาเลเซีย ที่มีผลงานประสบความสำเร็จถล่มทลายจากการพัฒนาที่ดินเหมืองแร่เก่าซึ่งไร้อนาคตแถบชานเมืองกัวลาลัมเปอร์ 800 เอเคอร์ (ประมาณ 2,024 ไร่) ให้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองภายใต้ชื่อ Sunway Resort City ซึ่งมีทั้งสวนสนุก โรงแรม และห้างสรรพสินค้า จนปัจจุบัน Sunway Group มีธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตที่อยู่ในเครือทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ Sunway Resort (มาเลเซีย), Sunway Lagoon Resort Hotel (มาเลเซีย), The Banjaran Hotsprings Retreat (มาเลเซีย), Sunway Hotel Phnom Penh (กัมพูชา), Sunway Hotel Hanoi (เวียดนาม)

7. ครอบครัวตัน (The Tan family), ฟิลิปปินส์

Andrew Tan ผู้ก่อตั้ง Megaworld Corporation และ Alliance Global Group คือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในการพลิกโฉมธุรกิจการบริการของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของเขา ครอบครัวตันได้พัฒนา Newport World Resorts ในกรุงมะนิลาให้กลายเป็นคอมเพล็กซ์รีสอร์ตครบวงจรระดับแนวหน้า ทั้งยังเดินหน้าโครงการภายใต้ Global-Estate Resorts Inc เช่น Twin Lakes ในตาไกไต และ Boracay Newcoast ที่ผสานชีวิตหรูหรากับการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยอาณาจักรของเขาคือภาพสะท้อนของแนวคิด ‘ใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ท่ามกลางปลายทางในฝัน’ ที่จับต้องได้และยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาค

8. ครอบครัวทาทา (The Tata family), อินเดีย

ครอบครัวทาทาบริหารเครือ Taj Hotels ผ่านบริษัท Indian Hotels Company Limited (IHCL) ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักวงการโรงแรมหรูในอินเดีย สมบัติล้ำค่าของเครือนี้คือ The Taj Mahal Palace Mumbai โรงแรมระดับตำนานที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1903 และเคยต้อนรับทั้งสมาชิกราชวงศ์ ซูเปอร์สตาร์ และนักปฏิวัติที่ทิ้งวีรกรรมไว้ในประวัติศาสตร์มากมาย และไม่ว่าจะเป็นพระราชวังที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโฉมเป็นรีสอร์ต หรือโรงแรมห้าดาวร่วมสมัยในเมืองใหญ่ อิทธิพลของครอบครัวทาทาก็ยังคงได้รับการถักทออยู่ในเนื้อแท้ของความหรูหราแบบเอเชียใต้ได้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: สัมผัสประสบการณ์ดุจราชาและราชินี กับ 8 พระราชวังที่กลายมาเป็นโรงแรมอันหรูหรา

9. ครอบครัวปังศรีวงศ์ (The Pangsrivongse family), ไทย

รากฐานของครอบครัวปังศรีวงศ์คือธุรกิจจำหน่ายยารักษาโรคในนามบริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว โดยโกศล เกษมกิจ กระทั่งดำเนินมาถึงทายาทรุ่นหลาน ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ ก็เริ่มเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่อพาร์ตเมนต์ให้เช่าในปี 1966 แล้วขยับขยายเป็นธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอย่างเต็มรูปแบบ ในนามบริษัทเกษมกิจ โดยมีเครือโรงแรม เคป แอนด์ แคนทารี ขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมและการบริการ ให้บริการในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย หัวหิน ศรีราชา เชียงใหม่ ระยอง เป็นต้น รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และมีแผนขยายตลาดการลงทุนในโรงแรมลักซ์ชูรีขนาดเล็กในเกาะสีชัง และโรงแรมขนาดใหญ่ 2 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 4-5 พันล้านบาทที่พัทยาในอนาคตอันใกล้

10. ครอบครัวภิรมย์ภักดี (The Bhirombhakdi family), ไทย

แม้ความมั่งคั่งหลักของครอบครัวภิรมย์ภักดีมาจากธุรกิจเครื่องดื่ม แต่ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต (S Hotels and Resorts: SHR) ในเครือสิงห์เอสเตท ก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีนัยสำคัญ โดยในงบปี 2024 รายงานกำไรสุทธิ 133.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.0 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน (2023) ที่มีกำไรสุทธิ 86.40 ล้านบาท และยังมีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.35 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (9.7 พันล้านบาท)

SHR มีพอร์ตโฟลิโอเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าสนใจ โดยมีโรงแรมทั้งหมด 36 แห่งในมัลดีฟส์ ฟิจิ มอริเชียส สหราชอาณาจักร และประเทศไทย ซึ่งล้วนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ผ่านแบรนด์ต่างๆ เช่น สันติบุรี (เกาะสมุย), Crossroads (มัลดีฟส์), SAii (ภูเก็ต พีพี มัลดีฟส์) ฯลฯ

11. ครอบครัวโมริ (The Mori family), ญี่ปุ่น

ปีที่แล้ว (2024) Akira Mori ได้รับการจัดอันดับความมั่งคั่งที่อันดับ 4 ของมหาเศรษฐีในประเทศญี่ปุ่น จากนิตยสาร Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 4.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Mori Trust บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวซึ่งปัจจุบันลูกสาวของเขา Miwako Date รับหน้าที่ประธานและซีอีโอ เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 100 แห่งในโตเกียวและทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งอาคารสำนักงานและโรงแรม โดยในปี 2022 Mori Trust ซื้ออาคารสำนักงานสองแห่งในสหรัฐอเมริกาทางตอนเหนือของเวอร์จิเนียและอีกหนึ่งแห่งในวอชิงตัน ดี.ซี. และในปี 2023 ได้เปิดโรงแรมใหม่สองแห่งในญี่ปุ่น แห่งหนึ่งในโตเกียวและอีกแห่งในนารา เมืองหลวงเก่า ตามมาด้วยการปรับปรุงโรงแรม Mampei และการพัฒนาโรงแรม Indigo Nagasaki Glover Street ในปี 2024

ส่วนตุลาคมปีนี้ (2025) Mori Trust ได้วางแผนเปิดตัวโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ Tokyo World Gate Akasaka ที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างธุรกิจ การท่องเที่ยว ที่จะเป็นการสร้างฐานใหม่ด้านการท่องเที่ยว รวมถึง 1 Hotel Tokyo ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศจากแบรนด์โรงแรมระดับพรีเมียมที่เป็นของต่างชาติ ได้มาตรฐานสากล โดยมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และสิ่งอำนวยความสะดวกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

12. ครอบครัวสิริวัฒนภักดี (The Sirivadhanabhakdi family), ไทย

นับตั้งแต่การเข้าซื้อกลุ่มโรงแรมอิมพีเรียลในปี 1994 ซึ่งมีแบรนด์โรงแรมที่รู้จักกันอย่างดีก็เช่น โรงแรมอิมพีเรียล (ปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อเป็น แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค) โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพ, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี แบงค็อก (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น เดอะ แอทธินี, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเทล กรุงเทพ) ครอบครัวสิริวัฒนภักดีซึ่งยิ่งใหญ่อยู่แล้วในธุรกิจเครื่องดื่มขณะนั้น ก็เดินหน้าสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์เต็มที่ภายใต้บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) โดยในกลุ่มโรงแรมและการบริการนั้น AWC มีเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน ผ่านการให้บริการที่ครอบคลุมทำเลหลักในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ด้วยโรงแรมกลุ่ม MICE โรงแรมในเมือง รีสอร์ตระดับลักซ์ชูรี และโรงแรมในพื้นที่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว รวมถึงการมีรูปแบบธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือการร่วมมือกับผู้บริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงในระดับสากล ภายใต้แบรนด์ดังอย่าง แมริออท, เดอะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น, เลอ เมอริเดียน, เชอราตัน, คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท, บันยันทรี, ฮิลตัน ฯลฯ จนได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมการันตีด้วยรางวัลระดับโลก

13. ครอบครัวสุโกศล (The Sukosol family), ไทย

เครือโรงแรมสุโกศลที่สมาชิกในครอบครัวมีความเป็นศิลปินนักดนตรี เริ่มต้นในปี 1975 ที่ กมลา สุโกศล ได้รับมอบที่ดิน 44 ไร่ที่พัทยาจากบิดาให้สร้างโรงแรม ซึ่งขณะนั้นทางครอบครัวมีธุรกิจหลักคือเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และประกันภัย แต่ด้วยหนึ่งสมองสองมือของหญิงนักสู้ตามสไตล์ Live & Learn “อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน…” ในวันนั้น ความสำเร็จของสยามเบย์ชอร์ในพัทยากลาง โรงแรมหลังแรก ก็นำพาไปสู่การเติบโตเป็นอาณาจักรโรงแรมเครือสุโกศลที่ประกอบด้วยโรงแรมห้าแห่งในกรุงเทพฯ​ และพัทยา โดยมีแบรนด์ The Sukosol เป็นโรงแรมเรือธง ตามด้วย The Siam, Siam Bayshore (พัทยา), The Bayview (พัทยา) และ Wave (พัทยา) พร้อมปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ใช้ ‘การเชื่อมโยงทางอารมณ์’ มาเป็นหัวใจหลักในการส่งมอบบริการและประสบการณ์ที่จริงใจ เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ นำนวัตกรรมมาพัฒนาบริการ และการมีส่วนร่วมสนับสนุนชุมชนที่ยั่งยืน สนับสนุนงานการกุศล และดำเนินบริการและกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

14. ครอบครัวอองปิน (The Ongpin family), ฟิลิปปินส์

แม้อาณาจักรโรงแรมของครอบครัวอองปินอาจดูเล็กกว่าเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่รายอื่นในฟิลิปปินส์ แต่ก็สามารถสร้างอิมแพคได้ไม่แพ้ใคร มรดกของมหาเศรษฐีผู้ล่วงลับ Roberto Ongpin ยังคงได้รับการสืบทอดผ่าน Balesin Island Club ที่พัฒนาโดยบริษัท Alphaland Corporation เกาะส่วนตัวแห่งนี้เปิดให้บริการเฉพาะสมาชิกเท่านั้น และเต็มไปด้วยหมู่บ้านในธีมต่างๆ ตั้งแต่มิโคนอสไปจนถึงภูเก็ต มอบประสบการณ์แฟนตาซีสุดหรูสำหรับกลุ่มเจ็ตเซ็ตโดยไม่ต้องออกนอกประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยสายตาอันเฉียบคมในการออกแบบรายละเอียดที่พิถีพิถันและประณีตบรรจงของครอบครัวอองปิน Balesin จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพักผ่อนสุดพิเศษระดับเอลิทอย่างแท้จริง

15. ครอบครัวอิสสระ (The Issara family), ไทย

ในยุคหนึ่งเมื่อกว่า 70 ปีก่อนครอบครัวอิสสระคือผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในภาคใต้ ต่อมาก็เป็นผู้ปลุกปั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างตึกระฟ้าแห่งแรกๆ ของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีกับอาณาจักรศรีพันวา โครงการบ้านพักตากอากาศและโรงแรมสุดหรูในจังหวัดภูเก็ต ที่มีทั้งความสวยงาม หรูหรา จนทำให้ศรีพันวาเป็นที่รู้จักทั่วโลก และยังได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในร้อยโรงแรมสุดหรูทั่วโลก การเป็นหนึ่งในสามของบีชบาร์ที่ดีที่สุดในโลก โรงแรมที่มีวิวสวยที่สุดของโลก หรือการเป็นโรงแรมที่มีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ฯลฯ โดยมีเหล่าคนดังจากทั่วทั้งมุมโลกมาเข้าพัก

16. ครอบครัวอึ้ง (The Ng family), สิงคโปร์

ความมั่งคั่งของครอบครัวอึ้งเร่ิมจาก Ng Teng Fong ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Far East Organization (FEO) และ Sino Group อพยพตามพ่อแม่พี่น้องมาจากประเทศจีนช่วงทศวรรษ 1930 มาตั้งรกรากที่สิงคโปร์ โดยทางครอบครัวดำเนินธุรกิจซอสถั่วเหลืองและร้านค้าปลีก แต่ Ng Teng Fong เลือกที่จะมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยก่อตั้ง FEO ในปี 1960 และพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นโครงการแรก ก่อนขยายสู่ธุรกิจโรงแรมในปี 1969 จากการซื้อหุ้นใน Singapore Hilton Hotel ต่อมาปี 1970 ก็ขยายอาณาจักรไปที่ฮ่องกง โดยก่อตั้ง Sino Group และนำบริษัทลูกซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Sino Hotels (Holdings) ที่ดูแลธุรกิจโรงแรม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปี 1994

Ng Teng Fong มีบุตร 7 คน ปัจจุบันบุตรชายสองคน Robert และ Philip Ng เป็นสองพี่น้องที่ครองอันดับสองของมหาเศรษฐีสิงคโปร์จากการจัดอันดับล่าสุด (2024) ของ Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Philip ผู้น้องรับผิดชอบกิจการของ FEO ซึ่งอยู่ในสิงคโปร์ ขณะที่ Robert ผู้พี่ดูแลกิจการของ Sino Group ในฮ่องกง ซึ่งรวมถึง Sino Hotels ที่มีโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ เช่น Conrad Hong Kong, Royal Pacific Hotel, City Garden Hotel, Island Pacific Hotel, Hong Kong Gold Coast Hotel, รวมถึง The Fullerton Hotels & Resorts และแบรนด์ในเครืออื่นๆ

17. ครอบครัวโอเบอรอย (The Oberoi family), อินเดีย

ครอบครัวโอเบอรอยได้นำพา The Oberoi Group สู่จุดสูงสุดของอุตสาหกรรมโรงแรมหรู ทั้งในอินเดียและในเวทีระดับนานาชาติ พวกเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังที่พักระดับตำนานอย่าง The Oberoi Udaivilas ในเมืองอุไดร์ปูร์ ที่งดงามราวความฝันริมทะเลสาบ พร้อมยอดโดมและหินอ่อนสุดวิจิตร, The Oberoi Amarvilas ณ เมืองอักรา ที่ทุกห้องสามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้จากเตียง และ The Oberoi Rajvilas เมืองชัยปุระ ที่เปรียบเสมือนโอเอซิสหรูในดินแดนราชสถานอันรุ่งเรือง โรงแรมในเครือแห่งนี้คือสัญลักษณ์แห่งการบริการไร้ที่ติ การออกแบบที่เปี่ยมด้วยมรดกตกทอด และความสง่างามอันเงียบสงบที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งในอดีต

18. ครอบครัวฮาดิปรานา (The Hadiprana family), อินโดนีเซีย

มรดกของครอบครัวฮาดิปรานายังคงมีการสืบทอดอยู่ที่ Tanah Gajah ในอูบุดบนเกาะบาหลี ที่ซึ่งเคยเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวของ Hendra Hadiprana สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศ ปัจจุบันรีสอร์ตแห่งนี้ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางศิลปะของเขาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านสวนประติมากรรม ศาลาแบบบาหลี และแกลเลอรีศิลปะที่ผสานวัฒนธรรมกับความสงบอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและหรูหราอย่างมีระดับ

19. ครอบครัวฮาร์โตโน (The Hartono family), อินโดนีเซีย

แม้ครอบครัวฮาร์โตโนจะเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าพ่อธุรกิจบุหรี่กานพลูและการเงินมากกว่าการทำเทียนหอมหรือเมนูสปา แต่เมื่อครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในอินโดนีเซียก้าวเข้าสู่วงการโรงแรมและการบริการ พวกเขาก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ผ่านกลุ่ม Djarum ของครอบครัว ซึ่งอยู่เบื้องหลังการบริหารโรงแรม Indonesia Kempinski Jakarta โรงแรมระดับตำนานแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยืนหยัดเคียงคู่ใจกลางกรุงจาการ์ตามาตั้งแต่ทศวรรษ 60 ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้า Grand Indonesia ที่ทางครอบครัวฮาร์โตโนเป็นเจ้าของ โรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับเข้าพัก หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีของประเทศชาติ ที่มาพร้อมความหรูหราส่วนตัวอย่างแท้จริง

20. ครอบครัวโฮชิโนะ (The Hoshino family), ญี่ปุ่น

ครอบครัวโฮชิโนะได้เป็นผู้บริหาร Hoshino Resorts มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1904 ซึ่งเดิมทีดำเนินธุรกิจป่าไม้ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นกลุ่มธุรกิจบริการที่พลิกนิยามใหม่ให้กับเรียวกังแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นประสบการณ์แห่งความหรูหราเชิงนิเวศอย่างมีเอกลักษณ์ ผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลโฮชิโนะคือ Yoshiharu Hoshino ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่สี่ พอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมืองอย่าง Hoshinoya Tokyo ไปจนถึงรีสอร์ตที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่าง Kai และ Risonare ที่ล้วนผสมผสานความละเมียดละไมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมให้เข้ากับความยั่งยืนในโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว


This story was originally written in English by Sarah Lim.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2025 โดย Sarah Lim โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Topics