จากซ้าย: เยาวณี นิรันดร, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ สองผู้ร่วมก่อตั้ง Christie’s Thailand และประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย (ภาพ: Christie's Thailand)
Cover สามผู้หญิงเบื้องหลังความสำเร็จของ Christie's Thailand (จากซ้าย) เยาวณี นิรันดร, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ สองผู้ร่วมก่อตั้ง Christie’s Thailand และประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Christie's Thailand)
จากซ้าย: เยาวณี นิรันดร, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ สองผู้ร่วมก่อตั้ง Christie’s Thailand และประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย (ภาพ: Christie's Thailand)

สำรวจเส้นทางกว่า 28 ปีของ Christie’s Thailand ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว จากจุดเริ่มต้นในยุค IMF สู่วันที่นักสะสมรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดศิลปะระดับโลก

40 ปีอาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์กว่า 260 ปีของ Christie’s แต่สำหรับเอเชีย สี่ทศวรรษของ Christie’s Asia ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนสถานะของภูมิภาคแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง จากตลาดเกิดใหม่ที่เคยยืนอยู่นอกศูนย์กลางการซื้อขายงานศิลปะของโลก สู่หนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของตลาดประมูลในปัจจุบัน

และหากย่อภาพ 40 ปีของ Christie’s Asia ให้แคบลงมายังประเทศไทย เรื่องราวดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 28 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่แทบไม่มีใครนึกถึงคำว่าตลาดศิลปะ หรือของสะสมระดับหรูหรา ในความหมายแบบที่เราคุ้นเคยกันวันนี้

วงเสวนาพิเศษ “จิบชา สนทนา 40 ปี คริสตีส์ในเอเชียกับ 3 ผู้หญิงแถวหน้าในวงการประมูลระดับโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี Christie’s Asia จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของ “สถาบันการประมูล” (auction house) หากเป็นบทบันทึกของการเปลี่ยนแปลงทางรสนิยม ความมั่งคั่ง และวัฒนธรรมการสะสมของคนไทย ผ่านมุมมองของ ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ และเยาวณี นิรันดร สองผู้ร่วมก่อตั้ง Christie’s Thailand ซึ่งอยู่กับตลาดมาตั้งแต่วันแรก ก่อนส่งไม้ต่อมายัง ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) ผู้กำลังพาบทบาทของกรุงเทพฯ ขยายออกไปไกลกว่าพรมแดนประเทศไทย

อ่านเพิ่มเติม: ประภาวดี โสภณพนิช หัวเรือใหญ่แห่ง ‘คริสตีส์’ (Christie’s) หนึ่งในผู้ผลักดันศิลปะไทยสู่เวทีโลก

Tatler Asia
บรรยากาศการเสวนาพิเศษ “จิบชา สนทนา 40 ปี คริสตีส์ในเอเชียกับ 3 ผู้หญิงแถวหน้าในวงการประมูลระดับโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี Christie’s Asia (ภาพ: Christie's Thailand)
Above บรรยากาศการเสวนาพิเศษ “จิบชา สนทนา 40 ปี คริสตีส์ในเอเชียกับ 3 ผู้หญิงแถวหน้าในวงการประมูลระดับโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี Christie’s Asia เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา (ภาพ: Christie's Thailand)
บรรยากาศการเสวนาพิเศษ “จิบชา สนทนา 40 ปี คริสตีส์ในเอเชียกับ 3 ผู้หญิงแถวหน้าในวงการประมูลระดับโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี Christie’s Asia (ภาพ: Christie's Thailand)

จาก “ต้มยำกุ้ง” สู่การประมูลครั้งแรกของ Christie’s ในไทย

จุดเริ่มต้นของ Christie’s ในประเทศไทยไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู ตรงกันข้าม มันเกิดขึ้นท่ามกลางหนึ่งในวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ

ย้อนกลับไปปี 1997 เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียส่งผลให้สถาบันการเงินจำนวนมากต้องปิดตัวลง ภาครัฐมีสินทรัพย์ซึ่งถูกยึดมาจากสถาบันเหล่านั้นอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่งานศิลปะไปจนถึงของสะสม แต่ในเวลานั้นประเทศไทยยังแทบไม่มีวัฒนธรรมการประมูลในรูปแบบสากล จึงเกิดการประสานมายัง Christie’s เพื่อเข้ามาช่วยจัดการประมูลสินทรัพย์เหล่านี้

แต่สิ่งที่ตามมากลับเกินความคาดหมาย ปัญญ์ชลีเล่าว่า ทีมงานในเวลานั้นต้องเริ่มแทบทุกอย่างจากศูนย์ ตั้งแต่จัดทำแคตตาล็อก ประเมินผลงาน ไปจนถึงเรียนรู้กระบวนการประมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ และเมื่อวันประมูลมาถึง สินทรัพย์ซึ่งมีการประเมินรวมในระดับหลักสิบล้านบาทกลับทำยอดได้ถึงระดับหลักร้อยล้านบาท พร้อมอัตราการขายที่เกือบหมดทั้งงาน

จากภารกิจเฉพาะกิจ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสำนักงาน Christie’s Thailand ณ Peninsula Plaza ที่ได้กลายเป็นฐานของการสร้างตลาดที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาในเวลาต่อมา

อ่านเพิ่มเติม: Christie’s ทุบสถิติรอบ 5 ปี ยอดขายครึ่งแรกปี 2026 ทะลุ 4.5 พันล้านดอลลาร์ พร้อมชูความสำเร็จศิลปินไทยบนเวทีโลก

Tatler Asia
บรรยากาศงานเสวนาพิเศษในวาระครบรอบ 40 ปี Christie's Asia ที่สำนักงาน Christie's Thailand (ภาพ: Christie's Thailand)
Above ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ขณะเล่าถึงความสนุกสนานของตลาดการประมูลในช่วงเริ่มต้น และความสำเร็จที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสำนักงาน Christie's ในประเทศไทย (ภาพ: Christie's Thailand)
บรรยากาศงานเสวนาพิเศษในวาระครบรอบ 40 ปี Christie's Asia ที่สำนักงาน Christie's Thailand (ภาพ: Christie's Thailand)

การเติบโตที่มากับ ‘การให้’

สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย Christie’s ไม่ได้กลายเป็นที่รู้จักจากการขายงานศิลปะราคาแพง หากเป็น ‘การประมูลเพื่อการกุศล’

ตลอดหลายทศวรรษ Christie’s Thailand เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานระดมทุนจำนวนมาก ตั้งแต่โครงการศิลปาชีพ การมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาศิลปะผ่านมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไปจนถึงกิจกรรมของมูลนิธิจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และองค์กรอื่นๆ โดยมีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งคือ หาก Christie’s เข้าไปช่วยจัดประมูลเพื่อการกุศล เงินจากชิ้นงานต้องเข้าสู่การกุศลเต็มจำนวน ไม่ใช่บริจาคเพียงบางส่วน และ Christie’s ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

หนึ่งในความทรงจำที่ปัญญ์ชลียังคงเล่าด้วยความสนุกคือการประมูลผลงานศิลปาชีพ ซึ่งมีผู้ร่วมประมูลแข่งขันกันอย่างคึกคักจนราคาของบางชิ้นพุ่งไปหลายล้านบาท ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องการ “ชนะ” แต่เพราะทุกคนรู้ว่าเงินกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายเดียวกัน “มันเป็นการกุศลที่เอื้อกัน ทุกคนมาด้วยใจ ใครมีสตางค์ก็สู้กันไป” เธอย้อนความทรงจำถึงบรรยากาศในวันนั้น ซึ่งท้ายที่สุดการประมูลสามารถระดมเงินได้ประมาณ 240 ล้านบาท

Tatler Asia
การประมูลกล้องถ่ายภาพเพื่อ 22 องค์กรการกุศล ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 200 ล้านบาท  (ภาพ: Christie's Thailand)
Above การประมูลกล้องถ่ายภาพเพื่อ 22 องค์กรการกุศล ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 200 ล้านบาท (ภาพ: Christie's Thailand)
การประมูลกล้องถ่ายภาพเพื่อ 22 องค์กรการกุศล ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 200 ล้านบาท  (ภาพ: Christie's Thailand)

ในอีกหนึ่งโครงการกับไทยเบฟ กล้องจำนวน 22 ตัวถูกออกแบบให้เป็นตัวแทนของมูลนิธิ 22 แห่ง จากเป้าหมายเบื้องต้นที่หวังราคาหลักไม่กี่ล้านบาทต่อล็อต การแข่งขันในห้องประมูลกลับผลักยอดรวมขึ้นไปมากกว่า 200 ล้านบาท โดยหนึ่งในผู้ประมูลล็อตสำคัญเดินทางมาจากฮ่องกงเพื่อร่วมงานโดยเฉพาะ นี่จึงอาจอธิบายได้ว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่าง Christie’s กับนักสะสมไทยตลอดเกือบสามทศวรรษจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว โดยประภาวดีสรุปสิ่งนั้นไว้สั้นๆ ว่า “ธุรกิจเรามันขึ้นกับคนกับความเชื่อใจกัน”

การที่ผู้ร่วมก่อตั้งยังคงอยู่เป็นที่ปรึกษาและทำงานเคียงข้างทีมรุ่นใหม่มาจนถึงวันนี้ เธอมองว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าระยะยาว หลายความสัมพันธ์เริ่มจากการเป็นลูกค้า ก่อนค่อยๆ กลายเป็นความผูกพันที่ต่อเนื่องผ่านหลายเจเนอเรชั่น

เรายังสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศ ผ่านกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะโดย มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้การประมูลเพื่อการกุศลเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Christie’s ในประเทศไทย

- ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ -

จากเพชรและนาฬิกา สู่ยุคที่ ‘ศิลปะ’ ขึ้นมาอยู่แถวหน้า

หากมองตลาดผ่านสายตาของปัญญ์ชลีและเยาวณีสองผู้ร่วมก่อตั้ง ภาพของนักสะสมไทยเมื่อเกือบ 30 ปีก่อนแตกต่างจากปัจจุบันอย่างชัดเจน

ยุคแรก ‘เครื่องประดับ’ คือพระเอก ปัญญ์ชลีจำได้ว่า ครั้งแรกที่ Christie’s นำจิวเวลรีเข้ามาพรีวิวในประเทศไทย แม้ใช้ห้องเล็กๆ แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ขณะที่งานศิลปะไทยในเวลานั้นยังมีตลาดจำกัดและไม่ได้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากนัก จากนั้นนาฬิกาก็ตามขึ้นมา ก่อนที่ศิลปะจะค่อยๆ ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีหลัง

Tatler Asia
ตัวอย่างแคตตาล็อกประกอบการประมูลศิลปะของ Christie's Thailand (ภาพ: Christie's Thailand)
Above ตัวอย่างแคตตาล็อกประกอบการประมูลศิลปะของ Christie's Thailand (ภาพ: Christie's Thailand)
ตัวอย่างแคตตาล็อกประกอบการประมูลศิลปะของ Christie's Thailand (ภาพ: Christie's Thailand)

ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ ‘สิ่งที่ซื้อ’ แต่รวมถึง ‘วิธีมองคุณค่าของสิ่งที่ซื้อ’

จากวันที่เครื่องประดับอาจพิจารณาจากขนาดหรือความสวยงาม วันนี้นักสะสมรู้จักรายละเอียดอย่าง D Color หรือ Type IIa มากขึ้น ตลาดนาฬิกาก็ไม่ได้หยุดอยู่กับนาฬิกาใหม่ แต่ขยับเข้าสู่นาฬิกาวินเทจและเรือนหายาก ขณะที่เครื่องประดับเปลี่ยนจากงานโลคอลไปสู่การให้ความสำคัญกับแบรนด์ระดับโลกมากขึ้น

ในเวลาเดียวกัน ‘ศิลปะ’ กลายเป็นหมวดที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนโครงสร้างตลาดของ Christie’s Thailand ในปัจจุบันมีความหลากหลายมากกว่าเดิม โดยในวงสนทนาประเมินสัดส่วนคร่าวๆ ว่า ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในกลุ่มลักซ์ชูรีและราว 40 เปอร์เซ็นต์เป็นศิลปะ

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคืออายุของผู้ซื้อ ประภาวดีและสองผู้ก่อตั้งต่างเห็นตรงกันว่า นักสะสมอายุประมาณ 30–40 ปีเข้ามาในตลาดมากขึ้น และคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมองการมีงานศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมและวิถีชีวิต ไม่ต่างจากการออกแบบบ้าน แฟชั่น หรือลักซ์ชูรีประเภทอื่น ตลาดจึงไม่ได้เพียงใหญ่ขึ้น แต่กำลัง “เปลี่ยนเจเนอเรชั่น”

พร้อมกันนั้น เส้นแบ่งระหว่างนักสะสมแต่ละประเภทก็กำลังเลือนลง คนคนเดียวอาจสะสมทั้งศิลปะ นาฬิกา จิวเวลรี และขยับไปสู่สินทรัพย์ประเภทอื่นได้ในเวลาเดียวกัน กลายเป็นพฤติกรรมแบบ “นักสะสมข้ามสาย” (cross-category collector) ซึ่งเห็นได้ชัดขึ้นในช่วงหลัง

Tatler Asia
สร้อยคอหยกเจไดต์ประกอบด้วยลูกปัดหยก 61 เม็ด ที่สามารถสร้างมูลค่าในการประมูล Christie’s Hong Kong Magnificent Jewels Sale ได้ถึง 200.20 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 842.12 ล้านบาท (ภาพ: Christie's)
Above สร้อยคอหยกเจไดต์ประกอบด้วยลูกปัดหยก 61 เม็ด ที่สามารถสร้างมูลค่าในการประมูล Christie’s Hong Kong Magnificent Jewels Sale ได้ถึง 200.20 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 842.12 ล้านบาท (ภาพ: Christie's)
สร้อยคอหยกเจไดต์ประกอบด้วยลูกปัดหยก 61 เม็ด ที่สามารถสร้างมูลค่าในการประมูล Christie’s Hong Kong Magnificent Jewels Sale ได้ถึง 200.20 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 842.12 ล้านบาท (ภาพ: Christie's)

‘Passion’ ก่อน ‘Investment’

เมื่อศิลปะและของสะสมมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ วันนี้ผู้คนยังสะสมเพราะ “รัก” หรือเพราะมองเป็น “การลงทุน”

คำตอบจากวงสนทนากลับเริ่มต้นจากคำเดียวกัน นั่นคือ ‘Passion’ “สะสมด้วย passion นี่ต้องเริ่มต้นอย่างแรกเลย เพราะการที่ชอบ เขาจะต้องมานั่งศึกษาด้วย” เยาวณีกล่าว คำแนะนำสำหรับนักสะสมจึงไม่ใช่การมองหาผลงานที่คาดว่าจะขึ้นราคาเร็วที่สุด แต่คือการออกไปดูให้มาก ทั้งเทศกาลศิลปะ พิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ และคอลเล็กชั่นอื่นๆ จนกระทั่งค่อยๆ รู้ว่าตนเองสนใจอะไร ก่อนสร้างคอลเล็กชั่นที่มีทิศทางของตัวเองขึ้นมา

แน่นอนว่า investment value เป็นองค์ประกอบหนึ่ง และงานศิลปะหรือของสะสมสามารถทำหน้าที่เป็นอีกทางเลือกในการกระจายความมั่งคั่ง (diversify wealth) แต่ผู้ร่วมสนทนาเตือนว่ามันไม่ใช่สินทรัพย์สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น “งานที่เลือกไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรนาทีนี้ มันต้องใช้เวลา อย่างน้อยสัก 3-5 ปี” คือมุมมองที่ถูกหยิบขึ้นมาในวงสนทนา ก่อนย้ำว่าความชอบและการศึกษายังควรมาก่อนการคำนวณผลตอบแทน

อีกสิ่งหนึ่งที่ตลาดประมูลมอบให้คือ ‘การค้นหาราคาหรือการกำหนดราคา’ (price discovery) เพราะราคาที่เกิดขึ้นต่อหน้าผู้ซื้อหลายฝ่ายสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของตลาดอย่างเปิดเผย ต่างจากการซื้อขายระหว่างบุคคลซึ่งอาจไม่มีเกณฑ์มาตรฐานหรือจุดอ้างอิง (benchmark) ให้เปรียบเทียบ ขณะเดียวกันฐานข้อมูลย้อนหลังของ Christie’s ยังเปิดให้นักสะสมศึกษาว่าผลงานของศิลปินคนหนึ่งเคยซื้อขายในระดับใดตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

Tatler Asia
หนึ่งในผลงานของศิลปิน “ก้องกาน” (Gongkan) กันตภณ เมธีกุล ศิลปินป็อปอาร์ตและสตรีตอาร์ตชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในตลาดประมูลศิลปะ (ภาพ: Christie's Thailand)
Above หนึ่งในผลงานของศิลปิน “ก้องกาน” (Gongkan) กันตภณ เมธีกุล ศิลปินป็อปอาร์ตและสตรีทอาร์ตชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในตลาดประมูลศิลปะ (ภาพ: Christie's Thailand)
หนึ่งในผลงานของศิลปิน “ก้องกาน” (Gongkan) กันตภณ เมธีกุล ศิลปินป็อปอาร์ตและสตรีตอาร์ตชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในตลาดประมูลศิลปะ (ภาพ: Christie's Thailand)

เมื่อศิลปินไทยต้องแข่งขันกับ ‘ทั้งภูมิภาค’

อีกหนึ่งภารกิจที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การพาศิลปินไทยเข้าสู่ตลาดประมูลระดับโลก โจทย์นี้ยากกว่าการนำผลงานหนึ่งชิ้นไปวางขาย เพราะทุกผลงานที่เข้าสู่ Christie’s ต้องผ่านการพิจารณาจากทีมผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อต้องจัดสรรพื้นที่ในการประมูล ศิลปินไทยไม่ได้แข่งขันกันเอง แต่กำลังแข่งขันกับศิลปินจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

Christie’s จึงไม่ได้มองหาศิลปินที่เพิ่งสร้างผลงานแล้วต้องการเข้าสู่ตลาดรอง (secondary market) ทันที ศิลปินควรมีประวัติการทำงานต่อเนื่อง มีประวัติการจัดแสดง มีภาษาของตัวเอง และมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งแล้ว “ต้องทำงานต่อเนื่อง ผลงานต้องเป็นที่ประจักษ์จากการจัดนิทรรศการ ต้องมีประวัติ ต้องปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา ต้องเรียนรู้ ต้องสร้างสรรค์ และต้องดูงานให้เยอะ จะได้รู้ว่าไม่ไปลอกใคร ต้องมีเอกลักษณ์” คือคำแนะนำตรงไปตรงมาที่เกิดขึ้นในวงสนทนา

อีกคำสำคัญคือ ‘International Appeal’ ซึ่งไม่ใช่หมายความว่างานไทยต้องลดความเป็นไทย หากหมายถึงผลงานต้องสามารถเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมจากวัฒนธรรมอื่นเข้าไปตีความและสร้างความสัมพันธ์กับงานได้ ขณะเดียวกันความคิดสร้างสรรค์และความสม่ำเสมอของศิลปินก็มีความสำคัญ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำราคาเพียงครั้งเดียว แต่คือการสร้างศิลปินในระยะยาว

Tatler Asia
ผลงานสีน้ำมันบนผ้าใบ ‘Scream of Sorrowful’ (1968) ของ ถวัลย์ ดัชนี ขนาด 78 3⁄4 x 92 7⁄8 นิ้ว ที่สร้างสถิติในเวทีประมูลระดับโลก “20/21st Century Art Sales” ของ Christie's ที่ฮ่องกง ได้ถึง 6.05 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 25.36 ล้านบาท โดยถวัลย์ ดัชนี คือศิลปินที่สร้างมูลค่าในตลาดประมูลศิลปะได้มากที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน (ภาพ: Christie's)
Above ผลงานสีน้ำมันบนผ้าใบ ‘Scream of Sorrowful’ (1968) ของ ถวัลย์ ดัชนี ขนาด 78 3⁄4 x 92 7⁄8 นิ้ว ที่สร้างสถิติในเวทีประมูลระดับโลก ‘20/21st Century Art Sales’ ของ Christie's ที่ฮ่องกง ได้ถึง 6.05 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 25.36 ล้านบาท เมื่อปี 2023 โดยถวัลย์ ดัชนี คือศิลปินที่สร้างมูลค่าในตลาดประมูลได้มากที่สุดของประเทศไทย (ภาพ: Christie's)
ผลงานสีน้ำมันบนผ้าใบ ‘Scream of Sorrowful’ (1968) ของ ถวัลย์ ดัชนี ขนาด 78 3⁄4 x 92 7⁄8 นิ้ว ที่สร้างสถิติในเวทีประมูลระดับโลก “20/21st Century Art Sales” ของ Christie's ที่ฮ่องกง ได้ถึง 6.05 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 25.36 ล้านบาท โดยถวัลย์ ดัชนี คือศิลปินที่สร้างมูลค่าในตลาดประมูลศิลปะได้มากที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน (ภาพ: Christie's)

ความพยายามดังกล่าวเริ่มเห็นผลในตลาด Christie’s ซึ่งวงสนทนาเอ่ยถึงการสร้างสถิติให้กับศิลปินไทยหลายราย อาทิ ถวัลย์ ดัชนี, ประเทือง เอมเจริญ, ดำรง วงศ์อุปราช และนที อุตฤทธิ์ ขณะเดียวกันนักสะสมไทยเองก็เริ่มก้าวออกไปอีกด้านของสมการ ด้วยการซื้อผลงานของศิลปินระดับโลก อย่าง Monet, Picasso หรือ Matisse และเดินทางไปชมรอบพรีวิวและประมูลตามเมืองสำคัญทั่วโลกมากขึ้น

การเคลื่อนที่จึงเกิดขึ้นสองทางพร้อมกัน นั่นคือ ศิลปะไทยกำลังเดินออกไปสู่โลก และนักสะสมคนไทยก็กำลังเดินเข้าสู่ตลาดโลก

การเติบโตของตลาดเวียดนามและบทเรียนที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ในฐานะผู้ดูแล CLMVT ประภาวดีมองเห็นตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด และหนึ่งในประเทศที่เธอจับตามองเป็นพิเศษคือ เวียดนาม

หากตลาดไทยในวันนี้มีสมดุลระหว่างลักซ์ชูรีและศิลปะ ตลาดเวียดนามในพอร์ตที่ Christie’s ดูแลกลับมีศิลปะเป็นสัดส่วนสูงมาก โดยประภาวดีประเมินไว้ราว 90 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผลงานศิลปะของศิลปินเวียดนามได้เปรียบจากประวัติศาสตร์ศิลปะที่เชื่อมโยงกับฝรั่งเศส รวมทั้งมีฐานนักสะสมในต่างประเทศและคอลเล็กชั่นขนาดใหญ่จำนวนหนึ่ง ทำให้ตลาดสามารถเติบโตได้รวดเร็ว

Tatler Asia
ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Christie's Thailand)
Above ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) เปิดเผยว่า นักสะสมรุ่นใหม่และนักสะสมเจเนอเรชั่นที่สอง เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดประมูลไทย (ภาพ: Christie's Thailand)
ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Christie's Thailand)

แต่บทสนทนานี้ไม่ได้จบลงด้วยคำถามว่า “ใครมีศิลปินดีกว่าใคร” เพราะสิ่งที่ไทยถูกมองว่ายังขาดไม่ใช่ talent ในทางตรงกันข้าม ผู้ร่วมสนทนาย้ำหลายครั้งว่าศิลปินไทยมีคุณภาพไม่แพ้ประเทศอื่น สิ่งที่ต่างออกไปคือ ‘ระบบสนับสนุน’

เมื่อเปรียบเทียบกับเกาหลี งานศิลปะของสองประเทศเคยมีราคาในระดับใกล้เคียงกันเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่วันนี้ศิลปินเกาหลีจำนวนหนึ่งเดินทางไปไกลกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้ร่วมสนทนามองว่าส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนให้ศิลปินออกไปเห็นโลกและสร้างการรับรู้ในระดับสากล

นี่จึงนำไปสู่โจทย์ใหญ่กว่าตลาดประมูลที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นฮับของงานศิลปะได้หรือไม่

หนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองของเอเชียคือ ‘เวียดนาม’ ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีสัดส่วนงานศิลปะสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศไทยโดดเด่นด้วยสมดุลที่ลงตัวระหว่างศิลปะและลักซ์ชูรี

- ประภาวดี โสภณพนิช -

ประเทศไทยเป็น ‘Luxury Hub’ แล้ว แต่ยังไม่ใช่ ‘Art Hub’

หากใช้สายตาของโลกลักซ์ชูรีมองกรุงเทพฯ ภาพวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 20–30 ปีก่อนอย่างมาก

แบรนด์ระดับโลกทยอยเปิดแฟล็กชิปสโตร์และนำคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามา นักลงทุนและนักสะสมจากภูมิภาคเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ แข็งแรงทั้งด้านการบริการ ไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และวัฒนธรรม ส่วนประเทศไทยก็กลายเป็นฐานของ Christie’s ในการดูแลตลาด CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เฉพาะตลาดไทยเหมือนในอดีต

แต่ในสายตาของทั้งสามคน การจะข้ามจาก ‘จุดหมายปลายทางระดับหรูหรา’ ไปเป็น ‘ศูนย์กลางงานศิลปะ’ ยังต้องมีองค์ประกอบมากกว่ากำลังซื้อ

ปัญหาแรกคือระบบนำเข้า–ส่งออกและภาษี ซึ่งซับซ้อนกว่าฮ่องกงหรือสิงคโปร์ จนทำให้การนำผลงานระดับ Masterpiece เข้ามาจัดแสดงมีความเสี่ยงและต้นทุนเพิ่มขึ้น

ปัญหาที่สองคือปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้ Christie’s สามารถยืมผลงานระดับ Monet หรือมาสเตอร์พีซอื่นๆ จากฮ่องกงเข้ามาให้คนไทยชมได้ในทางทฤษฎี แต่คำถามคือ ประเทศไทยมีพื้นที่สาธารณะที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง และมาตรฐานการปกป้องคุ้มครองในระดับที่เจ้าของผลงานหรือสถาบันนานาชาติมั่นใจเพียงพอหรือไม่

Tatler Asia
เยาวณี นิรันดร กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมและการสะสมแบบ quiet luxury ส่งผลให้ตลาดเติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า เธอจึงอยากเห็นรัฐบาลเร่งสนับสนุนเรื่อง art space และนโยบายภาษีจริงจัง เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่รัฐดันจนเติบโตอย่างก้าวกระโดด (ภาพ: Christie's Thailand)
Above เยาวณี นิรันดร กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมและการสะสมแบบ quiet luxury ส่งผลให้ตลาดเติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า เธอจึงอยากเห็นรัฐบาลเร่งสนับสนุนเรื่อง art space และนโยบายภาษีจริงจัง เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่รัฐดันจนเติบโตอย่างก้าวกระโดด (ภาพ: Christie's Thailand)
เยาวณี นิรันดร กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมและการสะสมแบบ quiet luxury ส่งผลให้ตลาดเติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า เธอจึงอยากเห็นรัฐบาลเร่งสนับสนุนเรื่อง art space และนโยบายภาษีจริงจัง เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่รัฐดันจนเติบโตอย่างก้าวกระโดด (ภาพ: Christie's Thailand)

สิ่งที่ผู้ร่วมสนทนาอยากเห็นจึงไม่ใช่เพียงพิพิธภัณฑ์เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง หากคือ ‘ecosystem’ ที่ทำให้ศิลปิน แกลเลอรี นักสะสม พิพิธภัณฑ์ และตลาดนานาชาติสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะเมื่อนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและผู้พำนักระยะยาวกำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ไม่เฉพาะกรุงเทพฯ แต่รวมถึงภูเก็ตและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โอกาสของตลาดศิลปะและลักซ์ชูรี จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับฐานลูกค้าคนไทยอีกต่อไป ประภาวดีถึงกับมองว่านี่อาจเป็นพื้นที่ใหม่ที่ Christie’s ยังสามารถขยายไปได้อีกมาก

ศูนย์กลางวัฒนธรรมไม่ได้วัดกันที่มูลค่าการซื้อขาย หากวัดจากการเป็น ‘พื้นที่จุดประกาย’ ที่ผู้คนทั่วภูมิภาคพร้อมเดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยน เสพงานศิลป์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน

- เยาวณี นิรันดร -

“Asia Is No Longer Following”

หากมีประโยคหนึ่งที่อธิบายความหมายของ “40 Years in Asia” ได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่ตัวเลขยอดประมูล แต่คือการเปลี่ยนทิศทางของอิทธิพลทางวัฒนธรรม

40 ปีก่อน ศูนย์กลางตลาดอยู่ที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะที่เอเชียเป็นผู้ตาม แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ประภาวดีระบุว่า ปัจจุบันเอเชียคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของธุรกิจ Christie’s ทั่วโลก ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนเกือบ 18 เปอร์เซ็นต์ของตลาดเอเชียในซีซั่นที่กล่าวถึง และทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดที่ผู้บริหารให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

แต่สิ่งที่เธอมองว่าน่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ตะวันออก’ กับ ‘ตะวันตก’ กำลังกลับทิศ

ในอดีตสินค้าและเทรนด์จำนวนมากถูกสร้างขึ้นในตะวันตก ก่อนผู้บริโภคเอเชียจะเป็นฝ่ายซื้อ วันนี้แบรนด์ระดับโลกกลับต้องคิดกลยุทธ์เฉพาะสำหรับเอเชีย สร้างสินค้าและประสบการณ์จากความเข้าใจผู้บริโภคในภูมิภาค ขณะเดียวกันวัฒนธรรมเอเชีย ตั้งแต่ K-pop ไปจนถึงแฟชั่นและวัฒนธรรมร่วมสมัย ก็กำลังส่งอิทธิพลย้อนกลับไปยังโลกตะวันตก

“ในที่สุดเอเชียก็จะ reverse กลับไป มีอิทธิพลและทางตะวันตกต้องมารับของเรามากขึ้น” คือคำกล่าวของประภาวดีเกี่ยวกับภาพอนาคตที่เอเชียไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้กำหนดรสนิยมและทิศทางบางส่วนของโลกได้เช่นกัน

Tatler Asia
ปัจจุบันเอเชียสามารถส่งออกอิทธิพลทางวัฒนธรรมและกำลังสร้างเทรนด์ของตัวเอง โดยนักสะสมเอเชียก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น (ภาพ: Christie's Thailand)
Above ปัจจุบันเอเชียสามารถส่งออกอิทธิพลทางวัฒนธรรมและกำลังสร้างเทรนด์ของตัวเอง โดยนักสะสมเอเชียก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น (ภาพ: Christie's Thailand)
ปัจจุบันเอเชียสามารถส่งออกอิทธิพลทางวัฒนธรรมและกำลังสร้างเทรนด์ของตัวเอง โดยนักสะสมเอเชียก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น (ภาพ: Christie's Thailand)

The Next Decade: จาก Auction House สู่ Ecosystem

แล้วอีก 5–10 ปีข้างหน้า Christie’s Thailand จะไปไหนต่อ คำตอบของประภาวดีมีคำหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือคำว่า “สองเท่า” (double)

“นกคิดว่าเรา double ได้นะ” เธอกล่าวถึงศักยภาพในการเติบโต โดยมองว่ากรุงเทพฯ มีข้อได้เปรียบจากฐานลูกค้าที่สร้างมาอย่างยาวนาน โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ความแข็งแรงของกลุ่มลักซ์ชูรีและการบริการ ตลอดจนสถานะการเป็นฐานดูแลตลาด CLMVT การที่ผู้บริหารสูงสุดของ Christie’s เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีของการดำเนินงานในไทยเมื่อไม่นานมานี้ ก็ถูกมองเป็นอีกสัญญาณถึงความสำคัญที่สำนักงานใหญ่ให้กับตลาดนี้

เส้นทางต่อจากนี้จึงไม่ได้มีเพียงการประมูล Christie’s กำลังขยาย private sales ทั้งในหมวดลักซ์ชูรีและศิลปะ ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและการขายออนไลน์พื่อเข้าถึงนักสะสมรุ่นใหม่ รวมทั้งจัดพรีวิว การบรรยายให้ความรู้ และนำผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาแบ่งปันความรู้ พร้อมทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ สถาบันศิลปะ นักสะสม แบรนด์ และพันธมิตรหลายภาคส่วน

ส่วนศิลปะไทย เป้าหมายของ Christie’s ยังคงชัดเจน “ในช่วงของเรา เราอยากจะโปรโมตศิลปินไทยให้ได้มากที่สุด… อยากให้เรายังยั่งยืน เป็นแบรนด์ที่คนเชื่อถือ และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักสะสม สถาบัน ผู้ซื้อ และผู้ขาย”

ทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อย การได้เห็นลูกค้ามีความสุขและได้สัมผัสผลงานระดับ museum pieces ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกวัน

- ประภาวดี โสภณพนิช -

ประภาวดีกล่าวถึงภาพของ Christie’s ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนจะกว้างกว่าหน้าที่ของ ‘สถาบันการประมูล’ แบบดั้งเดิมอย่างมาก

และท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงทั้งสามคนยังอยู่กับโลกแห่งการประมูลมาจนถึงวันนี้อาจไม่ใช่ราคาที่ค้อนเคาะลงไปบนผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่มันคือโอกาสได้เห็นสิ่งที่อาจเห็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เพชรหายาก นาฬิกาที่ซ่อนเรื่องราวทางวิศวกรรมไว้ภายใน ผลงานศิลปะจากคอลเล็กชั่นส่วนตัว ที่ไม่เคยแขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ หรือมาสเตอร์พีซซึ่งหลังจบการประมูลอาจหายกลับเข้าไปอยู่ในบ้านของนักสะสมอีกหลายสิบปี

ประภาวดีเรียกสิ่งนั้นว่าเสน่ห์ของการ “ได้เรียนรู้ของใหม่ตลอดเวลา” เพราะทุกครั้งที่ผลงานหนึ่งเปลี่ยนมือ อีกชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นพร้อมประวัติศาสตร์ชุดใหม่ให้ค้นหา ขณะที่เยาวณีซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับงานศิลปะ สรุปความสัมพันธ์ของเธอกับโลกใบนี้ไว้เรียบง่ายกว่านั้น “ถึงจะไม่ได้ทำอะไรแล้ว พี่ก็คงอยู่ในวงการอาร์ตไปจนตาย”

จากสำนักงานเล็กๆ ใน Peninsula Plaza เมื่อเกือบสามทศวรรษก่อน มาถึงวันที่ประเทศไทยกลายเป็นฐานของ Christie’s ในอินโดจีน เรื่องราวจึงยังห่างไกลจากคำว่า “จบ”

เพราะหาก 40 ปีแรกของ Christie’s Asia คือเรื่องราวของ ‘เอเชียที่เติบโตขึ้นมามีที่ยืนในตลาดโลก’ ทศวรรษต่อจากนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตายิ่งกว่า นั่นคือเมื่อเอเชียเริ่มไม่เพียงซื้อสิ่งที่โลกให้คุณค่า แต่กำลังมีพลังมากพอที่จะบอกโลกด้วยตัวเองว่า “อะไรคือสิ่งที่ (ชาวเอเชียเห็นว่า) ควรค่าแก่การสะสม”

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด