Cover ศาสตราจารย์ Robert F. Engle เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างการเยือนกรุงเทพฯ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 (ภาพ: Tulika Tippamas)

“ผมคิดว่าโลกตระหนักถึงปัญหานี้ แต่ยังไม่เตรียมตัว ถึงเวลาที่ควรต้องมีนโยบายรับมือ มีการจูงใจที่ถูกต้องเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจทำกลไกของมัน และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสภาพภูมิอากาศ” Robert F. Engle เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์บอก Tatler เมื่อคุยเรื่องปัญหาโลกร้อน

ศาสตราจารย์ Robert F. Engle ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2003 จากผลงานร่วมกับศาสตราจารย์ Clive W.J. Granger ในการพัฒนา "วิธีการวิเคราะห์อนุกรมเวลาทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนแปรตามเวลา"

ศาสตราจารย์ชาวสหรัฐฯ ท่านนี้เพิ่งมาบรรยายเรื่องความเสี่ยงและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามคำเชิญของมูลนิธิสันติภาพนานาชาติ มีการบรรยายให้ทั้งภาคเอกชนและนักศึกษามหาวิทยาลัยในไทย ประเด็นสำคัญอยู่ที่วิธีการจัดการกับภาวะโลกร้อนด้วยนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4 แนวทาง คือ การใช้กลไกภาษี การมีรางวัลจูงใจ การสร้างกฎระเบียบ และความหวัง

แนวทางสุดท้ายอาจฟังเหมือนเป็นเรื่องตลกร้าย ทว่ากลับเป็นแนวทางที่รัฐบาลมากมายกำลังใช้เแบบเงียบๆ นั่นคือหวังว่าภาคเอกชนและภาคประชาชนจะขยับตัว และกลายเป็นกลไกผลักดันให้ผู้คนใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น รวมถึงมีบริษัทต่างๆ ผลิตสินค้าที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงเรื่อยๆ และ ‘หวัง’ ว่าทุกอย่างจะคลี่คลายในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม: เปิดเบื้องหลังแนวคิด Vessu ผู้รังสรรค์งานออกแบบ 'ศูนย์การแพทย์รามาธิบดีฯ' แห่งใหม่ใจกลางกรุง

Tatler Asia
Above ศาสตราจารย์ Robert F. Engle เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์และภรรยา Marianne Engle ขณะให้สัมภาษณ์กับ Tatler (ภาพ: Tulika Tippamas)

แพงขึ้นเพื่อจะได้คิดมากขึ้น

การใช้กลไกทางภาษีเป็นแนวทางที่นักเศรษฐศาสตร์โนเบลคิดว่าน่าจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ นั่นหมายถึงต้องมีการขึ้นภาษีสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเพื่อให้สินค้าเหล่านั้นแพงขึ้น และคาดหวังว่าผู้บริโภคจะคิดทบทวนมากขึ้นเมื่อต้องตัดสินใจซื้อ

“มันจะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพงขึ้น ดังนั้นคนก็จะคิดหนักขึ้นก่อนที่ซื้อรถที่ใช้น้ำมันอีก พวกเขาก็จะหันไปซื้อรถพลังงานไฟฟ้าแทน และอีกอย่างคือสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ เริ่มทำแล้ว และทำให้เราใช้รถพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง”

แรงจูงใจที่ตรงใจ

เรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่เราได้ยินมาหลายทศวรรษ เมื่อถามว่าทำไมถึงรู้สึกว่านานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน Engle ตอบว่าเป็นเพราะยังไม่มีแรงจูงใจเยอะพอจะให้ทำ

เขาเชื่อว่ารัฐบาลต่างๆ ต้องเก็บภาษีการปล่อยคาร์บอนและลดการอุดหนุนการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ซึ่งจะทำให้การวิจัยและพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนสิ่งที่น่าทุ่มเทมากขึ้น “ต้องพยายามทำให้ไฮโดรเจนราคาถูกลง ตอนนี้เราไม่มีแรงจูงใจที่ดีพอที่จะให้ลดการปล่อยคาร์บอน”

Engle คิดว่าที่เราไม่เห็นการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานชีวภาพมากขึ้น ก็เพราะมันไม่ได้สร้างผลกำไรที่มากพอ “และเหตุผลที่กำไรไม่มากพอ ก็เพราะเราไม่มีแรงจูงใจผ่านนโยบายรัฐบาลนั่นแหละ”

อ่านเพิ่มเติม: ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pipatchara กับความตั้งใจที่จะนำพาแฟชั่นความยั่งยืนสู่ระดับโลก

Tatler Asia
Above ศาสตราจารย์ Robert F. Engle เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ (ภาพ: Tulika Tippamas)

กฎระเบียบที่จริงจัง

แน่นอนว่าแต่ละประเทศเริ่มมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาหลายปีแล้ว แต่ Engle มองว่ากฎระเบียบที่มีอยู่สามารถเข้มข้นขึ้นได้อีก 

“สั่งเลยว่าทั้งประเทศต้องเป็น net zero และทุกบริษัทต้อง net zero ในอีก 5 ปี ไม่อย่างนั้นต้องหยุดทำธุรกิจ หรือต้องได้รับผลอะไรก็ว่าไป…”

หากเราหวังพึ่งกฎหมายและระเบียบ นั่นหมายความว่าเราต้องหวังพึ่งการรักษากฎหมายด้วย แต่ศาสตราจารย์บอกว่านโยบายที่ว่ามาทั้งหมด ก็ต้องพึ่งกฎหมายบ้าง และขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลนั้นๆ จะทำได้หรือเปล่า ซึ่งเขาคาดหวังว่าประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ มีพลังพอที่จะกดดันนักการเมือง และบอกพวกเขาว่านี่คือสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญ

Free rider ปัญหาคนกินแรง

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกปัญหาที่ยากจะหลีกเลี่ยง คือกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘free rider’ คือผู้บริโภคที่ได้ผลประโยชน์ด้วยโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย

Free rider เป็นศัพท์ที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์ทำความรู้จักเมื่อเรียนรู้เรื่อง สินค้าสาธารณะ คือคนที่ได้ประโยชน์ด้วยโดยที่ไม่เสียอะไรเลย เช่นไม่ได้เสียภาษีไปสร้างถนนใหม่ แต่ก็ได้ใช้ถนนใหม่ไปด้วย

“ผมไม่มีปัญหากับกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่ผมว่ามันยังไม่พอ และก็ยังนำไปสู่ปัญหา free rider ด้วย เพราะคนกลุ่มนี้จะมองว่า 'เธอซื้อของรักษ์โลก เธอก็ซื้อของรักษ์โลกไปสิ แต่ฉันมองว่าของที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมชิ้นนี้มันดีกว่าและถูกกว่า เพราะพวกเธอก็ไปซื้อพวกของรักษ์โลกกันแล้ว แค่นี้ก็ทำกันพอแล้ว' ”

Tatler Asia
Above “เราไม่เห็นการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานชีวภาพมากขึ้น ก็เพราะเราไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ” (ภาพ: Tulika Tippamas)

ความเสี่ยงทางการเงินจากปัญหาโลกร้อน

เรามักได้ยินเรื่องราวผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทางด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงด้านอาหาร ทางด้านกายภาพอย่างน้ำท่วมหรืออากาศแล้งจัด แต่ไม่บ่อยนักที่จะเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องการเงิน

Engle มองว่าควรมีการประเมินความเสี่ยงสถาบันการเงินให้เป็นกิจวัตร ไม่ได้ห้ามปล่อยกู้กับบริษัทที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง แต่ว่าต้องเข้าใจความเสี่ยง บริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

“ธนาคารจะกลัวที่จะปล่อยกู้หรือไม่ เอาอย่างนี้ดีกว่า ธนาคารอาจจะบอกว่าเสี่ยง แต่ก็ยังให้กู้ เพราะยิ่งเสี่ยงมาก เบี้ยความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย”

หนึ่งในความเสี่ยงที่ควรต้องคำนึงถึงคือ Termination risk หรือ ‘ความเสี่ยงในการต้องหยุดกิจการ’ คือความเสี่ยงที่ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงจะต้องแบกรับความเป็นไปได้ว่าไม่ช้าหรือเร็ว ก็ต้องเลิกกิจการ หรือต้องหยุดผลิตสินค้านั้นๆ เช่น น้ำมัน หรือกระแสไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทที่มีผลกำไรสูง แต่ในอนคตที่ไม่ไกลเท่าไหร่ ถ้าโลกจะเข้าใกล้ net zero ธุรกิจพวกนี้ก็ต้องหยุดดำเนินการในที่สุด

“เมื่อพูดถึงธุรกิจที่ลดคาร์บอนได้ยาก เราอาจทำได้แค่ใช้งานให้น้อยลง เช่น เดินทางโดยการบินน้อยลง หันมาใช้รถไฟสำหรับทริปเล็กๆ หรือใช้วิดีโอคอลล์มากขึ้น ซึ่งเราได้เห็นการลดคาร์บอนอย่างสุดโต่งในช่วงโควิดระบาดแล้ว” เจ้าของรางวัลโนเบลอธิบายว่าถึงไม่เป็นศูนย์ ได้ใกล้เคียงที่สุดก็ยังดี

ถึงตอนนี้ พลังงานหมุนเวียนทั้งหลายจะยังราคาแพง และบางชนิดก็ยังผลิตไม่พอต่อการใช้งาน “อย่างเครื่องบินนี่ก็ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนได้นะ แต่จะผลิตมาพอให้ใช้หรือเปล่า”

Engle เชื่อว่า เมื่อมีการผลิตมากขึ้น มีการใช้มากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป พลังงานหมุนเวียนเหล่านี้จะมีราคาถูกลงในไม่ช้า

Topics