แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปเพียงใด แต่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ยังคงส่งอิทธิพลต่อสังคมไทยไม่เสื่อมคลาย ร่วมรำลึกหนึ่งศตวรรษวันสวรรคตของพระองค์ ผ่านพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน ที่ทรงวางรากฐานสยามประเทศ ไปสู่ความเป็นอารยะอย่างมั่นคง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี (1 มกราคม พ.ศ. 2423 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468) ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า’ อันหมายถึง พระมหาราชเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์

พระองค์ทรงมองเห็นอนาคตของสยามอย่างทะลุปรุโปร่ง สะท้อนผ่านพระราชวิเทโศบายอันก้าวหน้า และพระปรีชาญาณที่ทรงวางรากฐานระบบรัฐสมัยใหม่ไว้ให้ประเทศได้ยืนหยัดอย่างมั่นคง หลากหลายพระราชกรณียกิจยังคงงอกงามอยู่ในทุกอย่างก้าวของชีวิตคนไทย ตั้งแต่ระบบนามสกุลสากลที่เราใช้ สถาบันการศึกษาที่เป็นรากฐานทางปัญญาของสังคม กองเสือป่าที่ปลูกฝังความรักความสามัคคีให้แก่คนในชาติ ตลอดจน ‘แบบจำลองประชาธิปไตย’ ที่ทิ้งร่องรอยทางความคิดให้แก่คนยุคหลังไว้ล่วงหน้ามาเนิ่นนาน

ในวาระครบ 100 ปีแห่งการเสด็จสวรรคต เราย้อนมองรัชกาลที่ 6 ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงในฐานะพระมหากษัตริย์ หากรวมถึงความเป็น ‘นักปราชญ์ นักปฏิรูป นักสร้างสรรค์‘ ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศด้วยวิสัยทัศน์อันล้ำยุค ทรงเป็น ‘พระผู้มาก่อนกาล’ ผู้ทรงวางรากฐานสยามสมัยใหม่ และถ่ายทอดมรดกที่ยังคงส่องสว่างในประวัติศาสตร์ไทยจวบจนทุกวันนี้

อ่านเพิ่มเติม: Tatler Most Influential 2025: เปิดลิสต์ 100 ผู้ทรงอิทธิพล ผู้ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

Tatler Asia
Above พระบรมรูปหุ่นที่จัดแสดง ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ แหล่งเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับรัชกาลที่ 6
Tatler Asia
Above พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453

กษัตริย์ผู้ผสานโลกตะวันตกกับภูมิปัญญาไทย

นับตั้งแต่วัยเยาว์ที่เสด็จออกไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา พระองค์ได้สัมผัสความเจริญ ซึมซับวัฒนธรรม และระบบคิดเสรีนิยมตะวันตกอย่างลึกซึ้ง ทอดพระเนตรการปกครอง การศึกษา การทหาร และทรงเข้าใจพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ เพื่อนำกลับมาใช้พัฒนาสยามอย่างเหมาะสม

พระองค์ทรงศึกษาวิชาหลายแขนง โดยทางทหาร ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst) สถาบันฝึกสอนทางการทหารของกองทัพสหราชอาณาจักร จากนั้น ได้ทรงเข้าประจําการในกรมทหารราบเบาเดอรัม (Durham Light Infantry) ส่วนทางด้านพลเรือน ทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย ที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ระหว่างปี พ.ศ. 2442 ถึง 2444

ภายหลังเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์กลับทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความมั่นคงในขัตติยราชประเพณีไทย ไม่ละทิ้งรากเหง้าของความเป็นสยาม ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแห่งพระราชจรรยานุวัตร ควบคู่ไปกับการปรับประยุกต์ความรู้ด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย ดังนั้น ความ ‘ทันสมัย’ ในแบบรัชกาลที่ 6 จึงไม่ใช่การลอกเลียนตะวันตก หากเป็นการผสมผสานความรู้ของโลกให้กลมกลืนกับภูมิปัญญาไทย

ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “ข้าไม่หมายความว่า อะไรดีสำหรับเมืองอังกฤษ จะต้องดีสำหรับเมืองไทยด้วย ตรงกันข้าม ถ้าจะเอาวิธีการของคนอังกฤษมาใช้ทั้งดุ้น ก็จะเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์”

อ่านเพิ่มเติม: โครงการส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระราชดำริที่เปลี่ยนผืนผ้าให้เป็นอนาคต

Tatler Asia
Above สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเครื่องเเบบนักเรียนนายร้อยเเซนด์เฮิร์สต์ เมื่อครั้งทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ (ภาพ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
Tatler Asia
Above พระบรมฉายาลักษณ์ทรงฉายเมื่อคราวสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินคืนสู่พระมหานคร ครั้งทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินออกไปรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ประทับคอยอยู่ในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ที่หน้าเมืองสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2445 (ภาพ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ปฏิรูปสยามด้วย ‘นามสกุล’

หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศ คือการประกาศใช้ พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พุทธศักราช 2456 ซึ่งกำหนดให้คนไทยทุกคนมีนามสกุลเป็นครั้งแรก อันเป็นกฎหมายสำคัญที่ไม่เพียงสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของระบบทะเบียนราษฎรสมัยใหม่ที่มีมาตรฐานสากล ช่วยให้การบริหารประเทศ ทั้งด้านกฎหมาย การคลัง การทหาร และการศึกษา ดำเนินได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญแห่งการปฏิรูปสยาม สู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นามสกุล ‘สุขุม’ เป็นนามสกุลแรกของประเทศไทย ที่พระราชทานแก่ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2456

Tatler Asia
Above พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พุทธศักราช 2456
Tatler Asia
Above เอกสารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ พระราชทานนามสกุลแก่ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์)

ยกระดับความสัมพันธ์ท่ามกลางสงครามโลก

ในห้วงเวลาที่โลกเผชิญความผันผวนจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสยามอย่างรอบคอบ พระองค์ทรงเลือกข้างฝ่ายสัมพันธมิตร เปิดประตูให้สยามมีที่นั่งบนโต๊ะเจรจาระดับนานาชาติ และเป็นหนึ่งในประเทศผู้ชนะสงคราม ผลลัพธ์สำคัญคือ การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ทำให้สยามเริ่มฟื้นอธิปไตยทางกฎหมายกลับคืนมา นับเป็นความสำเร็จทางการทูตที่ส่งผลยาวนานหลายทศวรรษ

Tatler Asia
Above ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัสเซีย พ.ศ. 2440 กับจักรพรรดินีโคไลที่ 2 แห่งรัสเซีย ณ พระราชวังอเล็กซานเดอร์
Tatler Asia
Above กองกำลังทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกำลังร่วมเดินสวนสนามฉลองชัยชนะ ที่อาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2462

เมืองจำลองประชาธิปไตยก่อนกาลเวลา

ในปี พ.ศ. 2461 พระองค์ทรงก่อตั้ง ‘ดุสิตธานี’ เมืองจำลองนครประชาธิปไตยภายในพระราชวังดุสิต บนพื้นที่จำลองขนาดเล็กที่มีรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์ สภานิติบัญญัติ และการเลือกตั้งในรูปแบบสมบูรณ์ ดุสิตธานีจึงเป็นเสมือน ‘ห้องทดลองทางความคิด’ ที่เปิดโอกาสให้ปัญญาชน ข้าราชบริพาร และพระองค์เอง ได้ทดลองแนวคิดประชาธิปไตยตามแบบยุโรป เพื่อทำความเข้าใจความเหมาะสมและความท้าทาย ก่อนนำมาปรับใช้จริงในสยาม

ดุสิตธานีจึงถือเป็นต้นแบบสำคัญทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองรูปแบบใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลเกินยุคสมัยอย่างแท้จริง

Tatler Asia
Above โฮเต็ลเมโตรโปล เป็นอาคารกลุ่มใหญ่จำนวน 12 หลัง ในดุสิตธานี
Tatler Asia
Above หนังสือพิมพ์ในดุสิตธานี ฉบับที่เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดคือ ดุสิตสมิต หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ออกตัวไว้บนปกว่า ‘เป็นหนังสือพิมพ์ออกบ้างไม่ออกบ้างตามบุญตามกรรม’

มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานเจตนารมณ์ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระราชบิดา ในการวางรากฐานการศึกษาของประเทศ ซึ่งเคยตรัสไว้ว่า “เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเปนต้นลงไป ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะให้ได้มีโอกาศเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉนั้น จึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเปนข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตสาห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้” (ยึดการสะกดคำตามที่ปรากฏในเอกสาร)

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสถาปนา โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้เป็น ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ในปี พ.ศ. 2459 ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย เป็นการขยายการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ประสงค์จะศึกษาขั้นสูงให้เข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน โดยในช่วงแรกมีการจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ ได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยให้สถาบันแห่งนี้เป็นที่ผลิตบุคลากรผู้มีความรู้เท่าทันโลกสมัยใหม่ เป็นแหล่งบ่มเพาะปัญญาชนที่สามารถพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญได้สำเร็จ

Tatler Asia
Above พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสถาปนา โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้เป็น ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’
Tatler Asia
Above พระบรมรูปหุ่นทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดแสดง ณ หอวชิราวุธานุสรณ์
Tatler Asia
Above คณะอักษรศาสตร์ หนึ่งในสี่คณะแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Tatler Asia
Above พระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล ประดิษฐานที่หน้าหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สร้างโรงเรียน แทนวัดประจำรัชกาล

อีกหนึ่งพระบรมราโชบายที่สำคัญในการส่งเสริมการศึกษา คือ การก่อตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2453 เพื่อแทนวัดประจำรัชกาลในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากทรงพระราชดำริว่า พระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทนเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วชิราวุธวิทยาลัย’ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 

โดยสถาบันแห่งนี้มีการจัดการศึกษาตามรูปแบบโรงเรียนประจำ Public School ของอังกฤษ มุ่งบ่มเพาะสุภาพบุรุษให้มีคุณธรรม ความรู้ และความเป็นผู้นำ รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมอื่นๆ ทั้งกีฬา ดนตรี ศิลปะและการละคร ซึ่งสะท้อนรากฐานการศึกษาแบบองค์รวม (holistic education)

วชิราวุธวิทยาลัย จึงนับเป็นหนึ่งในโรงเรียนชั้นนำ ที่ผลิตผู้นำของประเทศในหลากหลายสาขา สอดคล้องกับพระราชปณิธานเรื่อง ‘การศึกษาเพื่อสร้างรัฐสมัยใหม่’ อย่างแท้จริง

Tatler Asia
Above พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานที่หน้าหอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย
Tatler Asia
Above หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน

กองเสือป่า เพื่อความรักชาติและความเสียสละ

นอกจากนั้น ในปี พ.ศ. 2454 พระองค์ยังทรงก่อตั้ง ‘กองเสือป่า’ (Wild Tiger Corps) เพื่อปลูกฝังความรักชาติ ความสามัคคี และจิตสำนึกสาธารณะในหมู่ข้าราชการและประชาชน เป็นหน่วยอาสาที่มุ่งสร้างพลเมืองดี ซึ่งมีความเข้มแข็งและความรับผิดชอบ

โครงสร้างการฝึกระเบียบวินัยของกองเสือป่าได้รับอิทธิพลจากระบบทหารแบบอังกฤษ แต่ถูกปรับให้เข้ากับลักษณะของสยาม สะท้อนพระราชดำริในการสร้าง ‘พลังพลเมือง’ ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะขยายขอบเขตมาสู่เยาวชน ผ่านการก่อตั้งกิจการลูกเสือ โดยพระองค์ได้พระราชทานคำขวัญแก่ลูกเสือว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ และได้ทรงสถาปนา ‘ลูกเสือหลวง’ ขึ้นเป็นกองแรกที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน

Tatler Asia
Above พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายร่วมกับเหล่าเสือป่า (ภาพ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
Tatler Asia
Above พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซ้อมรบเสือป่า ณ ค่ายหลวงบ้านไร่ เมืองราชบุรี (ภาพ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
Tatler Asia
Above กองลูกเสือหลวง (รักษาพระองค์) หมวกติดขนนกสีขาว มี 3 กอง ได้แก่ 1. วชิราวุธวิทยาลัย 2. โรงเรียนราชวิทยาลัย 3. โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ที่หน้าท้องพระโรง วังวรดิศ

ธงไตรรงค์ สู่ความเป็นสากล

นอกจากผลงานสำคัญข้างต้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม วรรณคดี การละคร และมรดกทางภูมิปัญญาที่งดงาม โดยพระองค์ทรงกำหนดให้ ‘ธงไตรรงค์’ เป็นธงชาติไทยใน พ.ศ. 2460 แทนธงรูปช้างเผือก เพื่อสะท้อนความทันสมัย ความเรียบง่าย และเป็นสากล สามารถใช้ร่วมกับประเทศต่างๆ บนเวทีโลกได้ โดยยังคงความหมายของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้อย่างครบถ้วน

ธงไตรรงค์จึงไม่ใช่แค่เพียงสัญลักษณ์ แต่คือข้อความแห่ง ‘อธิปไตยและความเป็นชาติ’ ที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกยุคสมัย

Tatler Asia
Above ธงช้างเผือก สัญลักษณ์ของชาติสยามที่ปรากฏหลักฐานการใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนหน้านั้น จะเป็นธงที่มีวงจักรสีขาว อันเป็นส่วนหนึ่งของนามแห่งราชวงศ์จักรี
Tatler Asia
Above พ.ศ. 2459 ทรงเปลี่ยนรูปแบบธงช้างเผือกจากรูปแบบช้างเผือกเปล่าเป็นรูปแบบธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นเป็นธงชาติสยามสำหรับหน่วยงานราชการ
Tatler Asia
Above พ.ศ. 2459 รัชกาลที่ 6 ยังทรงประกาศใช้ธงแดงขาวห้าริ้วเป็นธงค้าขายและถือเป็นธงสำหรับประชาชน
Tatler Asia
Above พ.ศ. 2460 สยามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในมหาสงคราม รัชกาลที่ 6 จึงมีพระราชประสงค์เปลี่ยนสีแดงตรงกลางของธงค้าขายให้เป็นสีน้ำเงินแก่ ดังเช่นธงของฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมพระราชทานชื่อว่า ธงไตรรงค์ และใช้เป็นธงชาติจนถึงปัจจุบัน

จากงานวรรณกรรม สู่บุคคลสำคัญของโลก

พระองค์ยังทรงเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเกี่ยวกับ ‘ชาติ’ ในโลกสมัยใหม่ ผ่านพระอัจฉริยภาพอันล้ำลึกด้านวรรณกรรมและวรรณคดีไทย จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกวีและนักเขียนคนสำคัญที่สุดของสยาม ผ่านผลงานกว่า 1,000 ชิ้น ทั้งงานร้อยแก้ว ร้อยกรอง บทความ บทละคร และงานแปล ตลอดจนบทเพลงและสุนทรพจน์อันงดงาม

ตัวอย่างผลงานที่สำคัญ ได้แก่ บทพระราชนิพนธ์แปล เวนิสวาณิช (The Merchant of Venice) ของวิลเลียม เชกสเปียร์ นับว่าเป็นการนำวรรณกรรมตะวันตกคลาสสิกมาเผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้แก่ชาวสยามในวงกว้าง หรือ มัทนะพาธา ผลงานพระราชนิพนธ์ที่เล่าถึงตำนานแห่งดอกกุหลาบ เป็นวรรณคดีที่ได้รับยกย่องว่าเป็นยอดบทละครพูดคำฉันท์ หนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน 

นอกจากนั้น พระองค์ยังปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับความรักชาติ ความเสียสละสามัคคี และหน้าที่พลเมือง ในบทละครพูดคำกลอนอย่าง พระร่วง รวมถึง หัวใจนักรบ ผ่านมุมมองก้าวหน้าและอารมณ์ขันอันเฉียบคม ซึ่งอุดมการณ์เหล่านี้ได้หลอมรวมกลายเป็นรากฐานทางความคิดของสังคมยุคใหม่ และพาสยามก้าวสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม

ในปี พ.ศ. 2524 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม

ตลอดพระชนมชีพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ่งที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้สยามมิใช่เพียงระบบ กฎหมาย หรือสถาบัน หากคือ ‘จิตวิญญาณแห่งความเป็นชาติ’ ในความหมายทันสมัยและลึกซึ้งที่สุด พระองค์คือกษัตริย์ผู้มาก่อนกาล ผู้ทรงนำพาสยามสู่ความเป็นอารยะ เป็นแสงนำทางที่ยังส่องประกายในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นมรดกแห่งปัญญาที่กาลเวลาก็มิอาจลบเลือน

Tatler Asia
Above หัวใจนักรบ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
Tatler Asia
Above พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)