นับตั้งแต่ยุคใหม่ของ AI Agents การกำเนิดสี่ชนชั้นทางเศรษฐกิจใหม่ ไปจนถึงการค้าภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจับตา เรามาร่วมสำรวจ 8 เมกะเทรนด์ที่กำลังกำหนดทิศทางใหม่ของโลกในปี 2026
ปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านของปฏิทิน หากแต่เป็นปีแห่งการก้าวเข้าสู่พลังขับเคลื่อนครั้งใหญ่ของยุคสมัย โลกกำลังเดินทางเข้าสู่จุดบรรจบของนวัตกรรม การปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้เกิด “เมกะเทรนด์” ที่จะเผยโฉมภาพรวมของโลกใบใหม่และกำหนดทิศทางสำหรับทุกอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้
การทำความเข้าใจคลื่นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความได้เปรียบ ซึ่ง Tatler ได้รวบรวม 8 เมกะเทรนด์ที่น่าจับตา และเจาะลึกถึงกระแสเหล่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และทำความเข้าใจศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของเทรนด์เหล่านี้
อ่านเพิ่มเติม: Tatler Most Influential 2025: เปิดลิสต์ 100 ผู้ทรงอิทธิพล ผู้ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย
1. 1. AI Agents: ยุคใหม่ของปัญญาประดิษฐ์

Above ตลาด Agentic AI จะพุ่งทะยานจากมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ไปสู่มูลค่าที่สูงถึง 4.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 (ภาพ: Pornpimone Audkamkong / Getty Images)
AI Agents หรือระบบปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์เชิงอัตโนมัติ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในเมกะเทรนด์ของปัญญาประดิษฐ์ที่เหนือกว่าซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมอย่างมาก ด้วยความสามารถในการตัดสินใจที่เป็นอิสระ วิเคราะห์ข้อมูล วางแผนงาน ดำเนินการ และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมักจะเป็นแบบเรียลไทม์ ทำให้ AI Agents เหล่านี้ทรงพลังทางธุรกิจ
จากรายงานของ Sandro Megerle นักวิจัยจาก Trendone แพลตฟอร์มที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่เยอรมนี คาดการณ์ว่า ตลาดสำหรับ Agentic AI จะพุ่งทะยานจากมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.23 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ไปสู่มูลค่าที่สูงถึง 4.25 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030
“นั่นเทียบเท่ากับอัตราการเติบโตถึง 43.6 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว” Megerle กล่าวพร้อมระบุว่าการใช้สอยผ่านระบบ Agentic AI (agentic shopping) จะเป็นเมกะเทรนด์ระดับมหภาคครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นถัดไป
“ประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคทั่วโลก และ 54 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มเจน Z ได้เริ่มใช้ AI Agents เพื่อค้นหาสินค้าและผลิตภัณฑ์แล้ว” Megerle ระบุ โดยความสามารถของ AI นั้นจะทำได้ทั้งการระบุราคาและส่วนลดที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังเป็นเทคโนโลยีแบบ multimodal ซึ่งหมายความว่าสามารถครอบคลุมข้อมูลทั้งในรูปแบบภาพ วิดีโอ เสียง และข้อความได้ด้วย
2. 2. สี่ชนชั้นทางเศรษฐกิจใหม่

Above การมาของ AI ได้สร้างชนชั้นเศรษฐกิจใหม่ โดยมีกลุ่ม AI Landlord และ The Cyborg อยู่ชั้นบนสุดของฐานพีระมิด (ภาพ: Yuichiro Chino / Getty Images)
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหนึ่งใน Tatler Most Influential (Thailand) ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจในการเสวนา Global Maga Trend ว่า การมาของ AI ได้สร้าง “4 ชนชั้นเศรษฐกิจใหม่” ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ได้แก่
- AI Landlord เป็นกลุ่มที่ครอบครองส่วนที่เกี่ยวกับ AI ไม่ว่าจะเป็น ชิปประมวลผล ผู้สร้างสรรค์ AI ศูนย์ข้อมูล พลังงาน ผู้สร้างแอปพลิเคชั่น AI เฉพาะทาง หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้
- The Cyborg คือกลุ่มที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือเป็นเจ้าของ AI แต่สามารถนำ AI มาผนวกกับตัวเอง โดยเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน จนสามารถโตไปข้างหน้าแบบมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
- Service Professional หรือกลุ่มที่ยังเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ แต่มีจุดเด่นในการเข้าใจมนุษย์ได้เป็นอย่างดี (human touch) เช่น คุณครู พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พนักงานบริการ
- The Displaced คือกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับ AI ได้ ซึ่งจะเป็นชนชั้นที่ถูกดีดออกไปสู่ชายขอบ
3. 3. การเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาวะ

Above เศรษฐกิจผู้สูงวัยได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน (ภาพ: Eva-Katalin)
การเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์กำลังเป็นความท้าทายเร่งด่วนและโอกาสครั้งใหญ่ โดย World Economic Forum ระบุในรายงาน Future-Proofing the Longevity Economy: Innovations and Key Trends เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ว่า อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดศตวรรษที่ผ่านมา โดยอายุขัยเฉลี่ยอาจเกิน 80 ปีในประเทศที่มีรายได้สูง แต่ยังคงต่ำกว่า 60 ปีในบางประเทศที่มีรายได้น้อยอยู่ เนื่องจากการเกิดลดลง เศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดบางแห่งของโลกจำเป็นต้องเพิ่มอัตราการเติบโตของผลิตภาพเป็นอย่างน้อยสองเท่า เพื่อรักษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เทียบเท่ากับในอดีต
การเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์นี้มีความสัมพันธ์กับอีกสองการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน ได้แก่ การเร่งตัวอย่างรวดเร็วของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิที่สูงจัด เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว พลังขับเคลื่อนเหล่านี้ได้สร้างทั้งความท้าทายเร่งด่วนและโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนในการ “ทบทวนความยืดหยุ่นทางการเงิน” และ “การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ” ในทุกช่วงวัยของชีวิต รัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมต้องลงมือปฏิบัติในตอนนี้เพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้คนในทุกช่วงวัยสามารถเติบโตได้อย่างรุ่งเรือง
“อนาคต” ของเศรษฐกิจผู้สูงวัย (longevity economy) ไม่ได้อยู่แค่ช่วงเวลาที่ห่างไกล แต่มันได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังมีนวัตกรรมและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์นี้ ซึ่งสามารถขยายขนาด การปรับใช้ และการผนวกเข้ากับกรอบการทำงานทางการเงินและสังคมในวงกว้างได้ ด้วยการลงทุนในระบบการเงินที่ยืดหยุ่น นโยบายที่ครอบคลุม และโครงสร้างการสนับสนุนที่ยั่งยืน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมกันกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจผู้สูงวัยที่ผู้คนทุกวัยสามารถเติบโตอย่างรุ่งเรืองได้ หากไม่มีการดำเนินการที่กล้าหาญ โลกอาจเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางการเงิน ระบบการดูแลสุขภาพที่รับมือไม่ไหว และแรงงานที่ขาดความพร้อมสำหรับอนาคต
4. 4. ขอบเขตทางการค้าภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

Above ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างยักษ์ใหญ่สองประเทศ นำมาสู่การแสวงหาความร่วมมือใหม่ๆ ของประเทศต่างๆ เพื่อรักษาโมเมนตัมของการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ภาพ: Dilok Klaisataporn / Getty Images)
ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจากนโยบาย “ภาษีทรัมป์” หรือ Tariff นำมาสู่มุมมองของนักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศที่แตกต่างกัน โดย Zanny Minton Beddoes บรรณาธิการบริหาร The Economist สื่อด้านเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกรายงานว่า ด้านหนึ่งทำให้โลกกำลังเข้าสู่สงครามเย็นครั้งใหม่ ระหว่างกลุ่มอำนาจที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่อีกมุมหนึ่งโลกก็กำลังถูกแบ่ง “ขอบเขตอิทธิพล” (Spheres of Influence) ของอเมริกา จีน และรัสเซีย
ความวุ่นวายที่เพิ่มขึ้นในภูมิทัศน์โลกนี้ จึงเรียกร้องให้มีโครงการริเริ่มที่ส่งเสริมความเป็นเอกภาพและความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มทางการค้า (trade blocs), การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (friend-shoring) เพื่อรักษาโมเมนตัมของการส่งออกและการเติบโตของเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ศุภจี สุธรรมพันธ์) ด้วยการวางกลยุทธ์กระจายตลาดใหม่ๆ ตั้งแต่จีน รัสเซีย อินเดีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวีเดน แคนาดา ฯลฯ
5. 5. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

Above การเติบโตของพลังงานสะอาด ทำให้มีการคาดการณ์ว่าการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดจะสูงถึง 2.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 นี้ (ภาพ: Hiroshi Watanabe / Getty Images)
StartUs Insights แพลตฟอร์มข้อมูลด้านนวัตกรรม StartUs Insights ที่ได้รับความไว้วางใจจากสื่อชั้นนำอย่าง Fortune, Forbes, Bloomberg และ Entrepreneur ได้เผยแพร่บทสรุปสำหรับผู้บริหารเกี่ยวกับภาพรวมของเมกะเทรนด์ระดับโลก ในหัวข้อ “Which are the Global Megatrends (2026-2030)?” ระบุในส่วนของพลังงานว่า ในปี 2024 การลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 63.63 ล้านล้านบาท) ขณะที่กำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เทคโนโลยีสะอาดอื่นๆ ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดจะสูงถึง 2.59 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.24 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 นี้
ขณะที่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Deloitte Insights ได้นำเสนอรายงาน “2026 Renewable Energy Industry Outlook” ซึ่งฉายภาพอันชัดเจนถึงความท้าทายจากกฎหมายภาษีฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมักเรียกกันว่า One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) และมาตรการจำกัดแหล่งจัดหาจากต่างประเทศที่น่ากังวล (FEOC) ที่ได้ยกเลิกเครดิตภาษีพลังงานสะอาดหลายรายการ และกำหนดข้อจำกัดใหม่ๆ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนด้านพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ลดลง 18 เปอร์เซ็นต์ กระนั้น พลังงานหมุนเวียนยังคงครองส่วนแบ่งการเติบโตของกำลังการผลิตในสหรัฐอเมริกา คิดเป็น 93 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนถึงเดือนกันยายน 2025 โดยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานคิดเป็น 83 เปอร์เซ็นต์
อ่านเพิ่มเติม: ผู้หญิง: พลังขับเคลื่อนการลงทุน นิยามใหม่ของความมั่งคั่งที่เปลี่ยนไป

Above ในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน Deloitte ได้แนะนำการลงทุนสำหรับผู้บริหารต้องปรับกลยุทธ์ “สร้างให้เร็ว รักษาความยืดหยุ่น และลงทุนในความยืดหยุ่น” (ภาพ: Galeanu Mihai)
Deloitte Insights จึงได้แนะนำการลงทุนว่า ผู้บริหารต้องปรับกลยุทธ์ “สร้างให้เร็ว รักษาความยืดหยุ่น และลงทุนในความยืดหยุ่น” พร้อมระบุแนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนในปี 2026
- การปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อคว้าโอกาสจากเครดิตภาษีที่ยังคงเหลืออยู่และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานจากกฎ FEOC
- รูปแบบธุรกิจของระบบกักเก็บพลังงานกำลังเปลี่ยนจากการให้บริการเสริมกริดไฟฟ้า ไปสู่การใช้ประโยชน์ด้านการซื้อขายไฟฟ้า (energy arbitrage) และโมเดลสัญญารูปแบบผสมผสาน บริษัทควรเร่งพัฒนาระบบ “โซลาร์พ่วงแบตเตอรี่” (solar-plus-storage) เพื่อตอบสนองความต้องการที่เร่งด่วน พร้อมขยายสู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟได้ยาวนานขึ้น
- แรงกดดันทางเศรษฐกิจและนโยบายทำให้เกิดการให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อวินัยด้านเงินทุน และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเฉียบคม การนำเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาปรับใช้ในวงกว้าง ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญเพื่อลดต้นทุน เร่งรัดกรอบเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
- แม้ว่าปริมาณการทำข้อตกลงจะลดลง แต่นักลงทุนยังคงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ สินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่ โครงการที่อยู่ในขั้นตอนปลายทาง และการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม (platform acquisitions) ที่มอบมูลค่า safe-harbor (หลักการยกเว้นความรับผิด) และขนาดที่แน่นอน
- มาตรการภาษีนำเข้าและข้อจำกัด FEOC กำลังบีบให้นักพัฒนาต้องกระจายแหล่งจัดหา (diversify sourcing) และลดการพึ่งพาการนำเข้า บริษัทจึงควรวางแผนกลยุทธ์ในระยะใกล้ คือการสำรองสินค้า (stockpiling) และหาแหล่งจัดหาทางเลือก ส่วนในระยะยาว ภาคอุตสาหกรรมกำลังลงทุนในการนำการผลิตกลับสู่ประเทศ (reshoring) การสร้างโรงงานผลิตในประเทศ การรีไซเคิล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
6. 6. การลงทุนที่เน้นคุณค่า

Above นักลงทุนกำลังเปลี่ยนโฟกัสการลงทุนในแบบ passive investment ไปสู่การลงทุนที่เน้นคุณค่ามากขึ้น (ภาพ: Busakorn Pongparnit)
การบริหารความมั่งคั่งกำลังถึงจุดเปลี่ยน เมื่อนักลงทุนเปลี่ยนโฟกัสการลงทุนในแบบ passive investment ไปสู่การลงทุนที่เน้นคุณค่า โดยต้องการความโปร่งใส และความคล่องตัว โดย Linnovate Partners ได้นำเสนอแนวโน้มในหัวข้อ “Wealth Management in 2026: Trends Driving Fund Operations and Investor Strategies” คาดการณ์การลงทุนของสถาบันที่อิง ESG ในปีนี้จะสูงถึง 33.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.08 พันล้านล้านบาท) แม้ระดับการระดมทุนจากกองทุนส่วนบุคคลในปัจจุบันจะลดลง 25 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว และการวิเคราะห์ของ McKinsey ชี้ให้เห็นว่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 135 ล้านล้านดอลลาร์ (4.2 พันล้านล้านบาท) ในปี 2024 เป็น 147 ล้านล้านดอลลาร์ (4.68 พันล้านล้านบาท) ในช่วงกลางปี 2025 สิ่งนี้ช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของนักลงทุนในแวดวงการจัดการสินทรัพย์
ภายในปี 2026 ผู้จัดการกองทุนจะให้ความสำคัญกับตราสารทุนที่มีมูลค่าสูงน้อยลง และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานพื้นฐานอย่างถูกต้องมากขึ้น ขณะที่ AI และระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงานของการจัดการกองทุน ซึ่ง McKinsey ระบุว่า AI เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะขับเคลื่อนประสิทธิภาพการผลิตขั้นต่อไป โดยคาดว่าจะมีผลกระทบต่อฐานต้นทุนประมาณ 25-40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลสำรวจของ EY เผยให้เห็นว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งได้ขยายการนำ AI เชิงสร้างสรรค์มาใช้ในทุกกรณีการใช้งาน
7. 7. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง

Above ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเร่งให้เกิดความต้องการเมืองอัจฉริยะ อาคารสีเขียว และโซลูชั่นการก่อสร้างขั้นสูงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย (ภาพ: Iupengyu / Getty Images)
การขยายตัวของเมืองเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญระดับโลกในศตวรรษที่ 21 โดยกรมกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (DESA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของ UN คาดการณ์ว่า ประชากรราว 2.5 พันล้านคนจะอาศัยอยู่ในเขตเมืองภายในกลางศตวรรษนี้ โดยภายในปี 2028 นิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย จะกลายเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหล่านี้จะส่งผลให้มีความต้องการทรัพยากรและบริการในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น “หลายประเทศจะเผชิญกับความท้าทายในการตอบสนองความต้องการของประชากรเมืองที่กำลังเติบโต ซึ่งรวมถึงด้านที่อยู่อาศัย การขนส่ง ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ รวมถึงการจ้างงานและบริการขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษาและการดูแลสุขภาพ” DESA กล่าว พร้อมกระตุ้นให้รัฐบาลต่างๆ ปรับใช้นโยบายที่บูรณาการมากขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทั้งคนเมืองและคนชนบท พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเมืองและชนบท โดยต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม ขณะเดียวกันก็เกิดการเร่งให้เกิดความต้องการเมืองอัจฉริยะ (smart cities), อาคารสีเขียว (green buildings), และโซลูชั่นการก่อสร้างขั้นสูง
8. 8. การเดินทางแห่งอนาคต

Above หลายภูมิภาคทั่วโลกได้กำหนดนโยบายเพื่อผลักดันโครงการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบขนส่งสาธารณะที่ยั่งยืน (ภาพ: Juan Maria Coy Vergara / Getty Images)
กระแสความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเร่งตัวขึ้น ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกคาดว่าจะทะลุ 20 ล้านคันภายในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด โดย Polaris Market Research คาดการณ์ว่า ตลาดบริการเดินทางร่วม (shared mobility) จะมีมูลค่าสูงถึง 8.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (25.93 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2032 ขณะที่ข้อมูลของ Virta Global ระบุว่าการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) จะคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของการซื้อยานยนต์ใหม่ทั้งหมดของปี 2025
เมื่อเมืองต่างๆ ขยายตัวและประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้น วิถีแห่งการขนส่งผู้คนและผลิตภัณฑ์ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างระบบการเดินทางอัจฉริยะ (advanced mobility) จะช่วยยกระดับการเข้าถึง ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาปัญหารถติดได้อย่างมหาศาล
StartUs Insights ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มงานวิจัยเชิงลึกในกลุ่มอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพและบริษัทที่มีการเติบโตด้านพลังงานทดแทน จากออสเตรีย รายงานว่า หลายภูมิภาคทั่วโลกได้กำหนดนโยบายเพื่อผลักดันโครงการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า การเติบโตของระบบขนส่งสาธารณะที่ยั่งยืน และเทคโนโลยีหลักที่จะขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทาง ก็ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า การขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autonomous driving) ยานยนต์เชื่อมต่อ (connected vehicles) แพลตฟอร์มการเดินทางร่วม (shared mobility platforms) เป็นต้น
Topics





