หลังคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ได้สำเร็จ วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักกีฬาแบดมินตันชายเดี่ยวทีมชาติไทยวัย 23 ปี และ Gen.T Leaders of Tomorrow ก็กลายเป็นฮีโร่เนื้อหอมขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ Tatler คุยกับเขาถึงเบื้องหลังความสำเร็จและบทเรียนจากโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรก ตลอดจนลมใต้ปีกที่สำคัญ และความฝันที่ติดอยู่ในใจของผู้ชายคนนี้มาตลอด
การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านมา วิวเดินทางไปในฐานะมืออันดับแปดของโลก แม้จะเป็นโอลิมปิกครั้งแรก แต่นักแบดมินตันสังกัดโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดคนนี้ ก็มีดีกรีเป็นถึงเจ้าของเหรียญทองแบดมินตันชิงแชมป์โลก ปี 2023 รวมถึงแชมป์เยาวชนโลกสามสมัยซ้อน ระหว่างปี 2017-2019
เขากลายเป็นที่จับตามองอย่างมากในเส้นทางในโอลิมปิก หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นเอาชนะ Shi Yuqi มือวางอันดับหนึ่งของโลกจากแดนมังกร และ Lee Zii Jia มือวางอันดับเจ็ดจากมาเลเซีย ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศกับ Viktor Axelsen มือวางอันดับสองจากเดนมาร์ก แม้จะไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ เจ้าของเหรียญทองโตเกียวโอลิมปิก 2020 ที่มาพร้อมกับรูปร่างสูงใหญ่ถึง 194 เซนติเมตร และช่วงแขนยาว 2 เมตรได้ แต่ก็นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ เพราะนี่คือเหรียญโอลิมปิกเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ของวงการแบดมินตันไทย
อ่านเพิ่มเติม: ‘ฟุตซอลไทยไปไกลระดับโลก’ ความฝันไม่เกินจริง ของ แปม ธัชพัทธ์ เบ็ญจศิริวรรณ

Above เจ้าของเหรียญโอลิมปิกเกมส์แบดมินตันชายเดี่ยว จากซ้าย: วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (เหรีญเงิน), วิคเตอร์ อเซลเซ่น (เหรียญทอง), ลี ซี เจีย (เหรียญทองแดง) (ภาพ: Liu Nan/VCG via Getty Images)
บทเรียนจากโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรก
หนึ่งในโมเมนต์เล็กๆ สุดน่ารัก คือการที่โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดถ่ายทอดสดผ่านทีวีจอยักษ์ เพื่อให้น้องๆ เยาวชนได้ร่วมเชียร์ไอดอลรุ่นพี่ของพวกเขาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งภายหลังจบการแข่งขันมีรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อว่า ชิริว ได้เผยความในใจว่า “ผมรู้สึกว่าพี่วิวทำดีที่สุดแล้ว แต่ผมว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้” กลายเป็นคลิปไวรัลที่สร้างรอยยิ้มในโลกออนไลน์ จนรุ่นพี่อย่างวิวแสดงสปิริตนักกีฬา ด้วยการเขียนข้อความตอบกลับว่า “ผมขอโทษครับน้อง 555”
“ผมว่าสิ่งที่น้องพูดก็เหมือนเป็นแรงกระตุ้น แรงผลักดันของผมเหมือนกัน เพราะจริงๆ เราอุตส่าห์เข้ามาถึงรอบชิงฯ แล้ว ถ้าจะแพ้ก็ควรแพ้แบบสมศักดิ์ศรีมากกว่านี้ แต่นี่เกมบุกเราไม่สามารถทำอะไรคู่ต่อสู้ได้เลย สิ่งที่รู้สึกตอนนั้นคือทั้งตื่นเต้นและเครียด เนื่องจากเป็นโอลิมปิกครั้งแรก เราไม่มีประสบการณ์มาก่อนในรายการใหญ่ๆ แบบนี้ ซึ่งถ้าพลาดโอกาสครั้งนี้ ก็ต้องรออีกสี่ปี ถึงจะกลับมาแก้ตัวใหม่ได้ และไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้มีโอกาสเข้าชิงแบบนี้อีกหรือเปล่า ก็เลยยิ่งรู้สึกกดดันมากๆ”
อ่านเพิ่มเติม: 'Dragonfly Summit' ความฝันครั้งใหม่ของ 'วู้ดดี้' เพื่อชีวิตที่ดีของทุกคน

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ในโอลิมปิกเกมส์ 2024

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ในโอลิมปิกเกมส์ 2024
หลายคนอาจจะได้เห็นภาพช่วงระหว่างพักครึ่งในเกมรอบชิงชนะเลิศที่ ‘โค้ชเป้’ ภัททพล เงินศรีสุข ผู้ฝึกสอน ได้เขาไปให้กำลังใจวิวระหว่างแข่งขัน ด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของการมาโอลิมปิกที่แท้จริง
“พี่บอกแล้วไง เอ็งจะหาประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้แล้ว เอ็งจะแพ้ชนะไม่เป็นไร เอ็งเอาความรู้ ความรู้สึก วิธีคิด วิธีเล่น แล้วเอาไปใช้ เขาคือสุดยอดนักกีฬา เราแค่ต้องเรียนรู้จากเขา”
คำพูดของโค้ชเป้ทำให้วิวกลับมาโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และกังวลต่อสิ่งต่างๆ น้อยลง
“เราต้องพยายามนึกถึงแต่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันสำคัญที่สุด ค่อยๆ เล่นไปทีละลูก เล่นให้เต็มที่ แพ้ชนะอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราทําปัจจุบันดี เดี๋ยวอนาคตและผลลัพธ์มันจะดีเอง”
“เราต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เราไม่ใช่นักกีฬาระดับท็อป เราไปเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากนักแบดมินตันระดับโลก ซึมซับและเรียนรู้จากพวกเขาให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญต้องดูว่าจุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน และหาเหตุผลให้ได้ว่า ถ้าเราแพ้ แพ้เพราะอะไร เพราะร่างกายไม่ดี หรือเพราะจิตใจเราไม่นิ่งพอ ส่วนมากนักกีฬาจะแพ้หรือชนะอยู่ที่ความคิด ถ้าสมาธิหลุด มันเป๋หมดเลย และทุกครั้งที่เราแพ้ เราก็แค่ต้องยอมรับ แต่เราไม่ได้ยอมแพ้ เราต้องยิ่งกลับมาพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่สูงขึ้น”
สำหรับผม 'แบดมินตัน' มันคือชีวิต ผมอยากจะทำอาชีพนี้ให้ดีที่สุด และนานที่สุด

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ในโอลิมปิกเกมส์ 2024

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และโค้ชเป้ ภัททพล เงินศรีสุข ผู้ฝึกสอน
แบดมินตันคือชีวิต
สำหรับวิว กีฬาแบดมินตันถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา โดยจุดเริ่มต้นเส้นทางนักตบลูกขนไก่มาจากในวัยเด็กที่วิวเป็นโรคภูมิแพ้ และต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ทำให้คุณพ่อซึ่งเป็นครูสอนแบดมินตันตัดสินใจพาลูกชายมาตีแบดฯ จากช่วงแรกที่เริ่มเล่นกับสโมสรใกล้บ้าน ก่อนจะเข้ามาสังกัดโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ตั้งแต่อายุ 13 ปี
“ปกติจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอด เพราะมีซ้อมหกวันต่อสัปดาห์ วันอังคารถึงวันอาทิตย์ ช่วงเช้า 7-9 โมง จะเป็นพวกยิมและเวทเทรนนิ่ง จากนั้นช่วงบ่ายโมงถึงสี่โมงจะซ้อมตีแบดฯ ก็ทำอะไรเดิมๆ แบบนี้มาเป็น 10 กว่าปีแล้ว ถ้าถามว่าเบื่อไหม (นิ่งคิด) ก็ค่อนข้างเบื่อนะ เพราะชีวิตมันวนลูปเหมือนเดิมทุกวัน แต่ความสำเร็จคือต้องเอาชนะความเบื่อเหล่านี้ให้ได้ จะประสบความสําเร็จได้มันอยู่ที่ตัวนักกีฬา อยู่ที่วินัยและความคิดของนักกีฬา
"สำหรับผม ‘แบดมินตัน’ มันคือชีวิต เพราะว่าจริงๆ มันอยู่กับผมมาเกินครึ่งชีวิตแล้ว ผมอยากจะทําอาชีพนี้ให้ได้ดีที่สุด ให้ได้นานที่สุด อยากจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ครอบครัว และประเทศให้ได้มากกว่านี้”
วิวเล่าว่า เขาภูมิใจที่เหรียญโอลิมปิกเหรียญแรกทำให้เกิดกระแสความสนใจในกีฬาแบดมินตันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยากจะก้าวเข้ามาเป็นนักกีฬาอาชีพ เพราะหากประเทศไทยมีนักกีฬาเก่งๆ จำนวนมาก ก็มีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเช่นกัน
วันว่างของวิว
ช่วงเวลานอกเหนือจากการเก็บตัว ปกติวิวก็จะอยู่ที่ ‘บ้านทองหยอด’ ไม่ได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่ไหน เนื่องจากมีซ้อมเกือบทุกวัน พอซ้อมเสร็จก็รู้สึกเหนื่อย ถ้าไปสังสรรค์ต่ออาจจะทำให้ตื่นมาซ้อมไม่ไหวในตอนเช้า และสมรรถภาพของร่างกายก็จะถดถอยลงตามไปด้วย แต่หากถามว่า วิวชอบช่วงเวลาไหนที่สุดของวัน เจ้าตัวตอบอย่างไม่ลังเลใจเลยว่า ‘ตอนเย็น’ เพราะเป็นช่วงเวลาที่วิวจะได้เล่นเกม ดูหนัง และมีเวลาเป็นของตัวเอง
“บางวันถ้าเลิกเร็วหน่อย ก็จะมีคุยกับแฟนว่าไปกินข้าวกันไหม แต่ถ้าหลักๆ แล้ว 90 เปอร์เซ็นต์คือเล่นเกมและดูหนัง มีเกมฟุตบอลบ้าง แล้วก็มีเกม RoV (Arena of Valor) ตีป้อมบ้าง เล่นอยู่สองเกมแค่นี้ก็หัวร้อนพอแล้วครับ (ยิ้ม)”
นอกจากแบดมินตัน ฟุตบอลถือเป็นอีกหนึ่งกีฬาโปรดของวิว โดยเขาเป็นแฟนบอลตัวยงของทีมระดับตำนานอย่างหงส์แดง ลิเวอร์พูล
“ผมเป็นคนที่ชอบดูฟุตบอล แล้วก็ชอบเล่นฟุตบอล ไม่ได้ชอบแทงนะครับ (หัวเราะ) ถ้าเป็นกีฬาก็มีแค่ฟุตบอลกับแบดมินตันที่เล่นอยู่ตลอด สิ่งที่ผมได้จากฟุตบอลคือ อย่าเพิ่งยอมแพ้จนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีด ก็เหมือนกับกีฬาแบดมินตัน ถึงแม้ว่าแต้มเราจะโดนนําไปเท่าไหร่ แต่ถ้าเกมยังไม่จบ 21 แต้ม เราก็ยังไม่แพ้ เรายังมีโอกาสที่จะรวบรวมสมาธิและเรียกโมเมนตัมของตัวเองกลับคืนมา เพื่อที่จะพลิกสถานการณ์ให้เราได้เปรียบหรือกลับมาชนะได้”

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สาวกหงส์แดง ลิเวอร์พูล

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สาวกหงส์แดง ลิเวอร์พูล
ครอบครัวคือลมใต้ปีก
ปัจจัยสู่ความสำเร็จของฮีโร่เหรียญเงินโอลิมปิก นอกจากความมุ่งมั่นพยายามของตัวเองแล้ว ‘ครอบครัว’ ก็ถือเป็นหนึ่งลมใต้ปีกที่สำคัญของวิว
“ผมมีครอบครัวที่อบอุ่นมากครับ มีคุณพ่อคุณแม่รวมถึงน้องสาวที่เป็นกําลังใจให้กันและกันตลอดเวลาเลย ในวันที่เราดี เขาก็จะแนะนําว่า ถึงแม้เราดีแล้วก็จริง แต่ว่ายังมีคนที่เหนียวกว่าเรา เก่งกว่าเรา แต่ถ้าวันไหนที่เราเล่นไม่ดี เขาก็จะคอยสอน คอยซัพพอร์ท และเป็นกําลังใจให้เราอย่างดีมากๆ เขาพยายามผลักดันและส่งเสริม จนทําให้เราสามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาอาชีพได้จริงๆ”
วิวเล่าว่า ปกติคุณแม่จะมาหาที่โรงเรียนบ่อยๆ ส่วนคุณพ่อจะโทรมาให้กำลังใจบ้าง เพราะเขายังมีสอนแบดมินตันอยู่ ขณะที่น้องสาวได้เจอกันบ่อยอยู่แล้ว เพราะฝึกซ้อมที่โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดเหมือนกัน
“ความสุขที่สุดของผม คือการได้ช่วยเหลือครอบครัว ได้แบ่งเบาภาระครอบครัว เพราะคุณพ่อคุณแม่เขาก็เหนื่อยกับเรามาตั้งแต่เด็กแล้ว พอโตขึ้นผมก็อยากจะตอบแทนอะไรเขาบ้าง นี่เขาก็ตื่นเต้นเหมือนกันที่มีลูกเป็นนักกีฬาอาชีพ (ยิ้ม) ก็ต้องขอบคุณมากจริงๆ และอยากจะบอกว่าผมรักครอบครัวนี้มากครับ”

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และครอบครัว (ภาพ: Banthongyord Badminton School)

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และครอบครัว (ภาพ: Banthongyord Badminton School)
ความสุขที่สุดของผม คือการได้ช่วยเหลือครอบครัว ได้แบ่งเบาภาระครอบครัว
ความฝันและสัญญา
อีกหนึ่งบุคคลสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของวิวมาโดยตลอดคือ โค้ชเป้ง เมตไตรย์ อมาตยกุล ซึ่งเป็นโค้ชคนแรกในชีวิตที่สอนแบดมินตันให้กับวิวมาตั้งแต่เด็ก แม้วันนี้โค้ชเป้งจะไม่มีโอกาสเห็นความสำเร็จของลูกศิษย์คนเก่งคนนี้ แต่ความฝันและสัญญาที่ทั้งคู่เคยให้ไว้แก่กัน ยังคงเป็นแรงผลักดันให้นักแบดมินตันหนุ่มวัย 23 ปี พยายามอย่างเต็มที่ที่จะคว้าแชมป์ทั้ง 3 รายการใหญ่ระดับโลกให้สำเร็จ นั่นคือ แบดมินตันชิงแชมป์โลก โอลิมปิกเกมส์ และออลอิงแลนด์
"โค้ชเป้งเป็นโค้ชคนแรกที่ดีมากๆ ผมรักเขามาก เพราะตอนเด็กๆ ไม่มีใครไปรับไปส่ง ก็มีโค้ชคนนี้คอยช่วยเหลือ แม้โค้ชจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ผมยังส่งข้อความถึงโค้ชอยู่ ไม่ว่าโค้ชจะได้อ่านหรือไม่ก็ตาม ผมแค่อยากให้โค้ชรู้ว่า เป้าหมายที่ผมเคยบอกโค้ชไว้ตอนนั้น ผมไม่เคยลืม
"ก็รู้สึกดีใจที่อย่างน้อย สิ่งที่เคยพูดไว้ตอนเด็ก มันไม่ใช่แค่ลมปาก ในวันที่เราโตขึ้น เราสามารถทําได้จริงๆ (วิวคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จเมื่อปี 2023 และคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกได้ในปี 2024) น่าเสียดายที่วันที่เราประสบความสําเร็จ เขาไม่ได้อยู่เห็นความสําเร็จของเรา ก็อยากจะบอกโค้ชว่า ผมจะพยายามทำให้ได้ตามที่เคยสัญญาไว้กับโค้ช แต่อย่างน้อยถ้าผมทำไม่สำเร็จ ผมก็ได้ทำอย่างเต็มที่และสุดความสามารถแล้วจริงๆ”

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และโค้ชเป้ง เมตไตรย์ อมาตยกุล

Above วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
























