Cover ดร. เจน กูดดอลล์ คือดาราหน้าปกของนิตยสาร Tatler ฮ่องกงและสิงคโปร์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2025

เจน กูดดอลล์ ได้ผ่านวันคืนที่มืดมน แต่ยังคงมีความหวังที่แน่วแน่ หนึ่งเดือนก่อนที่เธอจะได้รับเหรียญเสรีภาพจาก Joe Biden อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เธอนั่งคุยกับ Tatler เพื่อแบ่งปันว่าการศึกษาของเธอมีผลต่อเป้าหมายในชีวิตอย่างไรและทำไมเธอถึงเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ยังสามารถกอบกู้โลกได้

บ่ายวันหนึ่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน Tatler กำลังเพลิดเพลินกับแสงแดดในช่วงเวลาที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้แต่แรกที่ฟาร์มและสวนพฤกษศาสตร์ Kadoorie ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใน New Territories ขณะที่พวกเขากำลังคาดเดาว่าผู้ที่จะให้สัมภาษณ์กับเราอยู่ที่ไหน

เมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วโมง เราได้รับคำตอบว่า การสัมภาษณ์ถูกยกเลิกไปก่อนเพื่อ “ดูว่านกจะบินหรือไม่”

ในบางกรณี เราอาจขอเลื่อนนัดใหม่ แต่กรณีนี้ เราพร้อมที่จะรออีกหลายชั่วโมง เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่ทุกวันที่เราจะมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร. เจน กูดดอลล์ (Jane Goodall) และถ้าเธอต้องการรอดูการปล่อยตัวนกเหยี่ยวดำที่กำลังพักฟื้น เราก็ยินดีที่จะนั่งรอต่อไป

เจน กูดดอลล์ นักพฤติกรรมวิทยาชื่อดังได้เดินทางมาที่ฮ่องกง การมาเยือนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางทั่วโลกกับสถาบันเจน กูดดอลล์ (JGI) ซึ่งเธอต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 300 วันต่อปี เพื่อเผยแพร่ข้อความเร่งด่วนเกี่ยวกับความจำเป็นในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เธอเดินทางไปสิงคโปร์ในเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งเธอได้ช่วยเปิดตัวโครงการ 100k Corals Initiative ซึ่งนำโดยคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ความพยายามฟื้นฟูปะการังครั้งใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะปลูกปะการัง 100,000 ต้นในน่านน้ำของสิงคโปร์ในอีก 10 ปีข้างหน้าและต่อๆ ไปในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม: 10 แง่คิดจากบทชีวิตที่อุทิศเพื่อสิ่งแวดล้อมของ ดร. เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยา ผู้เป็นแบบอย่างของนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง

Tatler Asia
Above เจน กูดดอลล์ บนหน้าปกนิตยสาร Tatler ฉบับฮ่องกงและสิงคโปร์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2025

ในขณะที่โควิดจำกัดความสามารถทางกายภาพในการเผยแพร่ข้อความของเธอแบบตัวต่อตัว เธอกลับใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันบน Zoom แต่ตอนนี้เธอกลับมาเดินสายรณรงค์ทั่วโลกแบบเต็มเวลาอีกครั้ง โดยไม่ปล่อยให้สิ่งใด ไม่แม้แต่วันเกิดครบรอบ 91 ปีของเธอที่ใกล้เข้ามา หยุดยั้งเธอได้

ถึงแม้เธอจะต่อสู้เพื่อโลกและสวัสดิภาพของสัตว์มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ คำเตือนที่ชัดเจนจากเธอว่า “หากเรายังดำเนินชีวิตตามปกติ เราจะต้องพบกับจุดจบในไม่ช้า” และการเตือนที่ไม่เคยหยุดของเธอว่า “มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่เราต้องทำสิ่งต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม ด้วยความตระหนักว่าเราไม่อาจมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่สิ้นสุดบนโลกที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัดและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น” กูดดอลล์ก็ยังคงมีความหวังและเชื่อมั่นว่าเราสามารถแก้ไขวิกฤติสภาพอากาศได้

ความหวังของเธออยู่ที่ไหนน่ะหรือ เยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโครงการ Roots and Shoots ของ JGI แม้ธรรมชาติต้องเผชิญหน้ากับการไม่ถูกดำเนินการใดๆ เพื่อสภาพอากาศอยู่เสมอ โดยเธอจะยอมรับความรับผิดชอบร่วมกัน

“พวกเรา (คนรุ่นเก่า) มีส่วนทำลายอนาคตของพวกเขาหรือไม่ ใช่ ใช่ และใช่ อันที่จริงเราค่อยๆ พรากมันไป... นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม”

แต่เธอยังคงปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อแนวคิดที่ว่าเราไม่อาจซ่อมแซมความเสียหายที่เราได้ก่อขึ้น

“ทุกคนบนโลกนี้ล้วนส่งผลกระทบในแต่ละวัน และเกือบทุกคนมีทางเลือกว่าจะสร้างผลกระทบแบบไหน” เธอกล่าว

เราถามว่าอะไรคือสิ่งที่แต่ละคนสามารถทำได้เพื่อเริ่มสร้างผลกระทบที่ดีขึ้นต่อโลก “ให้นึกถึงรอยเท้าด้านสิ่งแวดล้อม (environmental footprint) ของตัวเองทุกวัน และการศึกษาก็มีความจำเป็น เพราะคนจำนวนมากไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

แต่ถ้าทุกคนคิดว่า ‘ถ้าฉันปิดก๊อกน้ำตอนที่แปรงฟัน หรือถ้าฉันเก็บขยะสักชิ้นหนึ่ง แล้วทำยังไงต่อ’ ที่จริงแล้วและแน่นอนว่าถ้าแค่คุณคนเดียว มันก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลย แต่เมื่อเกิดความเข้าใจร่วมกันทั่วโลก ความตระหนักก็จะแพร่หลายขึ้น คนหลายล้านคนจะปิดน้ำและเก็บขยะพลาสติกซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะสร้างความแตกต่างเป็นอย่างมาก”

หากสิ่งที่กูดดอลล์พร่ำบอกฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหม่เลย สิ่งสำคัญคือให้จดจำว่าเธอทำภารกิจในการปกป้องธรรมชาติของโลกใบนี้มาตั้งแต่เด็ก และท้าทายแนวคิดที่ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ห่วงใยในชะตากรรมของเผ่าพันธุ์ของเธอเอง

เมื่อถูกถามว่าระบบทุนนิยมเป็นสาเหตุของปัญหามากมายที่เกิดขึ้นบนโลกหรือเปล่า เธอตอบด้วยสายตาค่อนข้างดุดัน “เงินเป็นสิ่งจำเป็น คนต้องมีกินมีใช้” เธอกล่าว “แต่ต้องมีความสมดุล และนั่นหมายความว่าเราต้องลดมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ไม่ยั่งยืนของเรา และฉันรู้ว่าเราทำได้ เพราะฉันเคยผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว เมื่อทุกอย่างถูกจำกัดและเราก็ใช้ชีวิตได้ คือก็ใช่ที่เราอยู่อย่างหวาดกลัว แต่เราก็สามารถอยู่รอดได้”

Tatler Asia
Above เจน กูดดอลล์ กับเจ้าลิงตุ๊กตาสุดรักของเธอ มิสเตอร์ เอช

บทเรียนที่กูดดอลล์ได้สอนไปทั่วโลกมาหลายทศวรรษนั้นเชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ เธอเกิดในกรุงลอนดอนในปี 1934 กูดดอลล์ยังคงจำความวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างชัดเจน

“อังกฤษถูกทิ้งระเบิดจากพวกเยอรมัน เราสูญเสียสมาชิกในครอบครัว” เธอเล่าย้อนความ “(เพราะเหตุนี้) พวกเราเลยเกลียดสำเนียงของภาษาเยอรมัน พวกเราหวาดกลัวมัน” จนกระทั่งแม่ของเธอส่งเธอ “ไปเยอรมนีเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับลูกๆ ของครอบครัวเพื่อน” กูดดอลล์ย้อนความทรงจำ

“เพื่อนๆ แม่ฉันรู้สึกตกใจ” เธอเล่า “พวกเขาบอกกับเธอว่า ‘คุณจะปล่อยให้ลูกสาวของคุณไปประเทศที่น่ากลัวและชั่วร้ายนั้นได้อย่างไร’ และแม่ฉันตอบว่า ‘ฉันอยากให้เจนเข้าใจว่าฮิตเลอร์และนาซีไม่ใช่คนเยอรมันทั้งประเทศ’”

แม่ของกูดดอลล์ คือนักเขียนนวนิยาย Margaret (Vanne) Myfanwe Joseph ซึ่งเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้พร่ำสอน เธอสร้างสภาพแวดล้อมให้กับเจนตอนเด็กๆ ที่ช่วยให้เธอ “เข้าใจว่าการเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” ทัศนคตินี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของความก้าวหน้าในอนาคตของเธอ

นับตั้งแต่วัยเยาว์ กูดดอลล์ใฝ่ฝันที่จะไปแอฟริกาเพื่ออาศัยอยู่กับสัตว์ป่าและเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิงสาราสัตว์เหล่านั้น มันเป็นความฝันที่ไม่น่าเป็นไปได้ ครอบครัวเธอไม่มีเงินสนับสนุนความฝันของเธอและสังคมก็ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้

Tatler Asia
Always an animal lover, young Jane Goodall holds a puppy at her home The Birches.
Above เจน กูดดอลล์ สาวน้อยผู้รักสัตว์มาโดยตลอด กำลังอุ้มลูกสุนัขไว้ที่บ้านของเธอ
Tatler Asia
Jane Goodall with her friend Rusty. Taken in Bournemouth 1954. 
Written on the back: "Jane and Rusty the Inseperables"
Above เจน กูดดอลล์กับรัสตี้ เพื่อนของเธอ ถ่ายที่เมืองบอร์นมัธ เมื่อปี 1954 เขียนไว้ด้านหลังว่า “เจนและรัสตี้ผู้แยกไม่ออก”
Always an animal lover, young Jane Goodall holds a puppy at her home The Birches.
Jane Goodall with her friend Rusty. Taken in Bournemouth 1954. 
Written on the back: "Jane and Rusty the Inseperables"

กูดดอลล์จำได้ชัดเจนว่า ลุงคนหนึ่งบอกว่า “เธอไม่มีความอดทน” ที่จะทำตามความฝันของเธอ สุดท้าย “เธอก็แค่เด็กผู้หญิง และเด็กผู้หญิงจะไม่ทำอะไรแบบนั้น”

ทว่ากูดดอลล์ไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นมาหยุดยั้งเธอได้ “ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่เด็กผู้หญิงได้รับการปฏิบัติไม่แตกต่างจากเด็กผู้ชาย พ่อของฉันไม่ได้อยู่ด้วยในตอนนั้น เพราะเขาไปร่วมรบตอนที่สงครามปะทุ ฉันเลยไม่เคยได้รู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง แม่คอยสนับสนุนฉันมาตลอด เธอบอกว่า ‘เจน ถ้าลูกต้องการอะไรจริงๆ ลูกต้องพยายามทำงานอย่างหนักให้สุดความสามารถและคว้าทุกโอกาส หากลูกไม่ยอมแพ้ ลูกจะพบหนทาง’ ” เธอยังบอกว่า “ฉันไม่เคยรู้เลยว่าแม่ของฉันพิเศษมากแค่ไหนจนกระทั่งเวลาต่อมา”

กูดดอลล์ไม่ยอมให้ความจริงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของเธอ และในปี 1957 ตอนอายุได้ 23 ปี เธอพบหนทางไปแอฟริกา เมื่อญาติๆ มีฟาร์มในเคนยาที่เธอสามารถพักด้วยได้ เธอจึงล่องเรือไปยังเคปทาวน์

“ตอนนั้นเริ่มมีเครื่องบินแล้วแต่ราคาแพง และมีไฟลท์ไม่มากนัก เราจึงต้องไปทางเรือ”

หลังจากหนึ่งเดือนในทะเล เธอก็ถึงเคปทาวน์โดยเกือบจะพร้อมเดินทางกลับในทันที เธอตกใจกับการแบ่งแยกสีผิว

“ฉันเริ่มสังเกตเห็นด้านหลังของที่นั่งในสวน บนประตูโรงแรม และร้านอาหาร คำเหล่านี้ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaans)คือ ‘Slegs Blankes’” เธอจำได้ “ฉันถามมันหมายความว่าอะไร คำตอบก็คือมันหมายถึง ‘เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น’ ซึ่งฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น”

วิธีที่เธอได้รับการเลี้ยงดูจะนำไปสู่ความสำเร็จและการยกย่องที่ยิ่งใหญ่ และทำให้เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเกี่ยวกับชิมแปนซี เธอเป็นคนแรกที่ได้เห็นพวกมันใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และด้วยรายงานนี้ เธอต้องการแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับมนุษย์ ขยายความสนใจของเธอไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคม

Tatler Asia
Jane Goodall and her mother Vanne sort specimens in her tent in Gombe Stream Chimpanzee Reserve.
Above เจน กูดดอลล์ และแม่ของเธอ วานน์ กำลังคัดแยกตัวอย่างในเต็นท์ของเธอในเขตรักษาพันธุ์ชิมแปนซีลำธารกอมเบ
Tatler Asia
Researcher Jane Goodall spent countless hours hidden in the vegetation, observing the chimps through binoculars.
Above นักวิจัย เจน กูดดอลล์ ใช้เวลาหลายชั่วโมงซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพืชพรรณเพื่อสังเกตชิมแปนซีผ่านกล้องส่องทางไกล
Jane Goodall and her mother Vanne sort specimens in her tent in Gombe Stream Chimpanzee Reserve.
Researcher Jane Goodall spent countless hours hidden in the vegetation, observing the chimps through binoculars.

ไม่นานนัก เธอกลายเป็นแบบอย่างสำหรับเยาวชน โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ยังไม่ค่อยมีบทบาทในสาขาวิทยาศาสตร์จนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จของกูดดอลล์จะยอดเยี่ยมแค่ไหนในตอนนั้น แต่เธอไม่ค่อยอยากทำให้เรื่องราวของเธอดูโอเวอร์หรือน่าตื่นเต้นจนเกินไป

หลังการสังเกตการณ์ครั้งสำคัญของเธอเกี่ยวกับชิมแปนซีใช้เครื่องมือ เธอก็ได้รับทาบทามโดย National Geographic ที่ต้องการถ่ายภาพเธอลงนิตยสารจนกลายเป็นเรื่องบนปกที่น่าจดจำในปี 1963 และยังสนับสนุนการสำรวจของเธอด้วยจึงนับเป็นช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง

พวกนักวิทยาศาสตร์ชายขี้อิจฉาและมีอยู่มากในตอนนั้นเริ่มพูดว่าเธอได้ตำแหน่งนั้นเพราะเธอมีเรียวขาที่สวยสำหรับขึ้นปกนิตยสาร

“ฉันก็แค่อยากอยู่ในแอฟริกาและกลับไปศึกษาชิมแปนซี ดังนั้นถ้าขาของฉันช่วยได้ก็ขอบคุณ! และขาของฉันก็สวยจริงๆ แหละ แต่ฉันไม่ได้ยืนอยู่ในสาขาที่ถูกครอบงำโดยผู้ชายได้ด้วยตัวเองหรอก สาขานั้นมันไม่มีอยู่จริง บางทีการเป็นผู้หญิงก็ช่วยฉันเหมือนกัน” เธอกล่าว

“เมื่อฉันไปถึงแทนซาเนียในปี 1960 เพื่อทำการสำรวจอีกหนึ่งการสำรวจ (ครั้งนี้มีแม่ของเธอไปด้วย) ประเทศกำลังจะได้รับเอกราชจากการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ เข้าใจได้ว่าผู้ชายแทนซาเนียส่วนใหญ่ไม่ชอบผู้ชายยุโรปผิวขาว แต่ฉันเป็นแค่เด็กสาวกับแม่ พวกเขาเลยอยากช่วยเหลือ รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยพวกเราจริงๆ ”

Tatler Asia
Above เจน กูดดอลล์ ในบทสัมภาษณ์กับ Tatler
Tatler Asia
Above เจน กูดดอลล์ ในบทสัมภาษณ์กับ Tatler

กูดดอลล์แทบไม่ได้ห่างหายไปจากสายตาของสาธารณชนนับตั้งแต่วันแรกๆ ที่แทนซาเนีย สำหรับผู้ที่มีชื่อเสียง การควบคุมเรื่องราวของตนเองอาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อรีบปั้นให้เป็นดาว แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างไร รางวัลล่าสุดของเธอในเดือนมกราคมคือการได้รับเหรียญเสรีภาพจาก Joe Biden ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา แต่เธอก็ค้นพบวิธีสำรวจแรงกดดันในการเป็นไอดอล

“พูดตามตรงนะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมันเกินกว่าที่ฉันจะเข้าใจได้” เธอพูด “ไม่มีครั้งไหนที่ฉันเดินผ่านสนามบินที่ไหนในโลกโดยไม่มีคนอย่างน้อยสองคนเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย ฉันมักเริ่มด้วยน้ำตาคลอ เมื่อสถานะของการเป็น ‘ไอคอน’ เริ่มต้นขึ้น ฉันช็อก ฉันเป็นคนขี้อาย ฉันพยายามใส่แว่นกันแดดและปล่อยผม… แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล ฉันเข้าใจเลย ถ้าฉันต้องการเปลี่ยนแปลงโลก และทำให้คนเข้าใจว่าพวกเขาต้องทำอะไร ฉันควรใช้ (ชื่อเสียง) ดังนั้นตอนนี้ฉันต้องรับบทเป็นเจนสองคน คนแรกกำลังคุยกับคุณอยู่ และอีกคนเป็นไอคอน ฉันต้องทำงานหนักมาก มาก มาก เพื่อให้สมกับที่เป็นไอคอน”

แต่เธอยังคงตามทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และหากพวกเราต้องการสร้างความแตกต่างที่แท้จริงต่ออนาคตของโลก พวกเราที่เหลือต้องตามให้ทันเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม: 5 เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตามองในปี 2025

มีส่วนร่วม

ร่วมสนับสนุน Jane Goodall Institute

สถาบันเจน กูดดอลล์ ก่อตั้งโดยเจน กูดดอลล์ ในปี 1977 เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมการวิจัยสัตว์ป่า การศึกษา และการอนุรักษ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งที่ฮ่องกงในปี 2002 สถาบันเจน กูดดอลล์ ฮ่องกง (JGIHK) มุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ในสิ่งที่กูดดอลล์ต้องการสืบทอดและสิ่งที่เธอหลงใหลให้กับเมืองนี้

เป้าหมายสำคัญของสถาบันคือความเชื่อที่ว่า ทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ สถาบันเจน กูดดอลล์ ฮ่องกง (JGIHK) สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน การเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคมผ่านโครงการหลากหลาย เช่น The Little Jane SDGs Academy และ Green Collar Training Program ซึ่งส่งเสริมเด็กอายุ 5-12 ปีและวัยรุ่นอายุ 12-18 ปีตามลำดับ โดยมอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้แก่พวกเขา โครงการสนับสนุนการเลี้ยงดูอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Parenting Support Scheme) ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างพ่อแม่และลูกผ่านประสบการณ์ในธรรมชาติ

ในขณะที่โครงการฝึกงานสำหรับผู้สูงอายุ (Green Elder Internship Program) เชิญชวนผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ได้ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญของพวกเขาในการประสานงานกิจกรรมการศึกษา และสำรวจโอกาสในอาชีพเสริม

Tatler Asia
Above เจน กูดดอลล์ ในบทสัมภาษณ์กับ Tatler

ข้อความของกูดดอลล์นั้นชัดเจน ขณะที่เราทุกคนมีความรับผิดชอบในการปกป้องโลก คนรุ่นเยาว์เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด ตามที่เธอกล่าวไว้ “เยาวชนไม่ใช่แค่อนาคตพวกเขาคือปัจจุบัน”

ความเชื่อนี้ถูกยกตัวอย่างโดยโครงการเด่นของสถาบันเจน กูดดอลล์, Roots & Shoots, ซึ่งเชื่อมโยงเยาวชนหลายพันคนในเกือบ 100 แห่ง รวมถึงฮ่องกง ที่ต้องการมีส่วนช่วยโลกให้ดีขึ้น และให้บริการชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โครงการที่นำโดยนักเรียนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วผ่านแนวคิดที่มีความหมาย เช่น การระดมทุนเพื่อความช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ การส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากการค้าที่เป็นธรรม การแก้ปัญหาคนไร้บ้าน การลดปริมาณขยะ การทำฟาร์มออร์แกนิก และการทำความสะอาดชายหาด (ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ JGIHK จัดการทำความสะอาดชายหาดมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ ในฮ่องกง) โดยมีเป้าหมายในการสร้างความรู้สึกของตนเองและเป้าหมายในชีวิต และสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อผู้คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

Credits

ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์: Zoe Yau
ช่างภาพ: Alexander Yeung and Michael Neugebauer
ผู้ช่วยช่างภาพ: Kapo Lam
โปรดิวเซอร์: Carlos Hui

Topics

Natthawut Saengchuwong
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia

ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Tatler Thailand และ Tatler GMT ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เขาเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร GQ Thailand มาก่อน นอกเวลาการทำงานบริหาร เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการสะสมและฟังแผ่นเสียง การตกแต่งบ้านและการดูแลสวนอันเงียบสงบของเขา