เจน กูดดอลล์ ได้ผ่านวันคืนที่มืดมน แต่ยังคงมีความหวังที่แน่วแน่ หนึ่งเดือนก่อนที่เธอจะได้รับเหรียญเสรีภาพจาก Joe Biden อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เธอนั่งคุยกับ Tatler เพื่อแบ่งปันว่าการศึกษาของเธอมีผลต่อเป้าหมายในชีวิตอย่างไรและทำไมเธอถึงเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ยังสามารถกอบกู้โลกได้
บ่ายวันหนึ่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน Tatler กำลังเพลิดเพลินกับแสงแดดในช่วงเวลาที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้แต่แรกที่ฟาร์มและสวนพฤกษศาสตร์ Kadoorie ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใน New Territories ขณะที่พวกเขากำลังคาดเดาว่าผู้ที่จะให้สัมภาษณ์กับเราอยู่ที่ไหน
เมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วโมง เราได้รับคำตอบว่า การสัมภาษณ์ถูกยกเลิกไปก่อนเพื่อ “ดูว่านกจะบินหรือไม่”
ในบางกรณี เราอาจขอเลื่อนนัดใหม่ แต่กรณีนี้ เราพร้อมที่จะรออีกหลายชั่วโมง เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่ทุกวันที่เราจะมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร. เจน กูดดอลล์ (Jane Goodall) และถ้าเธอต้องการรอดูการปล่อยตัวนกเหยี่ยวดำที่กำลังพักฟื้น เราก็ยินดีที่จะนั่งรอต่อไป
เจน กูดดอลล์ นักพฤติกรรมวิทยาชื่อดังได้เดินทางมาที่ฮ่องกง การมาเยือนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางทั่วโลกกับสถาบันเจน กูดดอลล์ (JGI) ซึ่งเธอต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 300 วันต่อปี เพื่อเผยแพร่ข้อความเร่งด่วนเกี่ยวกับความจำเป็นในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เธอเดินทางไปสิงคโปร์ในเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งเธอได้ช่วยเปิดตัวโครงการ 100k Corals Initiative ซึ่งนำโดยคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ความพยายามฟื้นฟูปะการังครั้งใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะปลูกปะการัง 100,000 ต้นในน่านน้ำของสิงคโปร์ในอีก 10 ปีข้างหน้าและต่อๆ ไปในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม: 10 แง่คิดจากบทชีวิตที่อุทิศเพื่อสิ่งแวดล้อมของ ดร. เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยา ผู้เป็นแบบอย่างของนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง

Above เจน กูดดอลล์ บนหน้าปกนิตยสาร Tatler ฉบับฮ่องกงและสิงคโปร์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2025
ในขณะที่โควิดจำกัดความสามารถทางกายภาพในการเผยแพร่ข้อความของเธอแบบตัวต่อตัว เธอกลับใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันบน Zoom แต่ตอนนี้เธอกลับมาเดินสายรณรงค์ทั่วโลกแบบเต็มเวลาอีกครั้ง โดยไม่ปล่อยให้สิ่งใด ไม่แม้แต่วันเกิดครบรอบ 91 ปีของเธอที่ใกล้เข้ามา หยุดยั้งเธอได้
ถึงแม้เธอจะต่อสู้เพื่อโลกและสวัสดิภาพของสัตว์มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ คำเตือนที่ชัดเจนจากเธอว่า “หากเรายังดำเนินชีวิตตามปกติ เราจะต้องพบกับจุดจบในไม่ช้า” และการเตือนที่ไม่เคยหยุดของเธอว่า “มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่เราต้องทำสิ่งต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม ด้วยความตระหนักว่าเราไม่อาจมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่สิ้นสุดบนโลกที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัดและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น” กูดดอลล์ก็ยังคงมีความหวังและเชื่อมั่นว่าเราสามารถแก้ไขวิกฤติสภาพอากาศได้
ความหวังของเธออยู่ที่ไหนน่ะหรือ เยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโครงการ Roots and Shoots ของ JGI แม้ธรรมชาติต้องเผชิญหน้ากับการไม่ถูกดำเนินการใดๆ เพื่อสภาพอากาศอยู่เสมอ โดยเธอจะยอมรับความรับผิดชอบร่วมกัน
“พวกเรา (คนรุ่นเก่า) มีส่วนทำลายอนาคตของพวกเขาหรือไม่ ใช่ ใช่ และใช่ อันที่จริงเราค่อยๆ พรากมันไป... นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม”
แต่เธอยังคงปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อแนวคิดที่ว่าเราไม่อาจซ่อมแซมความเสียหายที่เราได้ก่อขึ้น
“ทุกคนบนโลกนี้ล้วนส่งผลกระทบในแต่ละวัน และเกือบทุกคนมีทางเลือกว่าจะสร้างผลกระทบแบบไหน” เธอกล่าว
เราถามว่าอะไรคือสิ่งที่แต่ละคนสามารถทำได้เพื่อเริ่มสร้างผลกระทบที่ดีขึ้นต่อโลก “ให้นึกถึงรอยเท้าด้านสิ่งแวดล้อม (environmental footprint) ของตัวเองทุกวัน และการศึกษาก็มีความจำเป็น เพราะคนจำนวนมากไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
แต่ถ้าทุกคนคิดว่า ‘ถ้าฉันปิดก๊อกน้ำตอนที่แปรงฟัน หรือถ้าฉันเก็บขยะสักชิ้นหนึ่ง แล้วทำยังไงต่อ’ ที่จริงแล้วและแน่นอนว่าถ้าแค่คุณคนเดียว มันก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลย แต่เมื่อเกิดความเข้าใจร่วมกันทั่วโลก ความตระหนักก็จะแพร่หลายขึ้น คนหลายล้านคนจะปิดน้ำและเก็บขยะพลาสติกซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะสร้างความแตกต่างเป็นอย่างมาก”
หากสิ่งที่กูดดอลล์พร่ำบอกฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหม่เลย สิ่งสำคัญคือให้จดจำว่าเธอทำภารกิจในการปกป้องธรรมชาติของโลกใบนี้มาตั้งแต่เด็ก และท้าทายแนวคิดที่ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ห่วงใยในชะตากรรมของเผ่าพันธุ์ของเธอเอง
เมื่อถูกถามว่าระบบทุนนิยมเป็นสาเหตุของปัญหามากมายที่เกิดขึ้นบนโลกหรือเปล่า เธอตอบด้วยสายตาค่อนข้างดุดัน “เงินเป็นสิ่งจำเป็น คนต้องมีกินมีใช้” เธอกล่าว “แต่ต้องมีความสมดุล และนั่นหมายความว่าเราต้องลดมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ไม่ยั่งยืนของเรา และฉันรู้ว่าเราทำได้ เพราะฉันเคยผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว เมื่อทุกอย่างถูกจำกัดและเราก็ใช้ชีวิตได้ คือก็ใช่ที่เราอยู่อย่างหวาดกลัว แต่เราก็สามารถอยู่รอดได้”

Above เจน กูดดอลล์ กับเจ้าลิงตุ๊กตาสุดรักของเธอ มิสเตอร์ เอช
บทเรียนที่กูดดอลล์ได้สอนไปทั่วโลกมาหลายทศวรรษนั้นเชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ เธอเกิดในกรุงลอนดอนในปี 1934 กูดดอลล์ยังคงจำความวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างชัดเจน
“อังกฤษถูกทิ้งระเบิดจากพวกเยอรมัน เราสูญเสียสมาชิกในครอบครัว” เธอเล่าย้อนความ “(เพราะเหตุนี้) พวกเราเลยเกลียดสำเนียงของภาษาเยอรมัน พวกเราหวาดกลัวมัน” จนกระทั่งแม่ของเธอส่งเธอ “ไปเยอรมนีเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับลูกๆ ของครอบครัวเพื่อน” กูดดอลล์ย้อนความทรงจำ
“เพื่อนๆ แม่ฉันรู้สึกตกใจ” เธอเล่า “พวกเขาบอกกับเธอว่า ‘คุณจะปล่อยให้ลูกสาวของคุณไปประเทศที่น่ากลัวและชั่วร้ายนั้นได้อย่างไร’ และแม่ฉันตอบว่า ‘ฉันอยากให้เจนเข้าใจว่าฮิตเลอร์และนาซีไม่ใช่คนเยอรมันทั้งประเทศ’”
แม่ของกูดดอลล์ คือนักเขียนนวนิยาย Margaret (Vanne) Myfanwe Joseph ซึ่งเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้พร่ำสอน เธอสร้างสภาพแวดล้อมให้กับเจนตอนเด็กๆ ที่ช่วยให้เธอ “เข้าใจว่าการเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” ทัศนคตินี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของความก้าวหน้าในอนาคตของเธอ
นับตั้งแต่วัยเยาว์ กูดดอลล์ใฝ่ฝันที่จะไปแอฟริกาเพื่ออาศัยอยู่กับสัตว์ป่าและเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิงสาราสัตว์เหล่านั้น มันเป็นความฝันที่ไม่น่าเป็นไปได้ ครอบครัวเธอไม่มีเงินสนับสนุนความฝันของเธอและสังคมก็ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้

Above เจน กูดดอลล์ สาวน้อยผู้รักสัตว์มาโดยตลอด กำลังอุ้มลูกสุนัขไว้ที่บ้านของเธอ

Above เจน กูดดอลล์กับรัสตี้ เพื่อนของเธอ ถ่ายที่เมืองบอร์นมัธ เมื่อปี 1954 เขียนไว้ด้านหลังว่า “เจนและรัสตี้ผู้แยกไม่ออก”
กูดดอลล์จำได้ชัดเจนว่า ลุงคนหนึ่งบอกว่า “เธอไม่มีความอดทน” ที่จะทำตามความฝันของเธอ สุดท้าย “เธอก็แค่เด็กผู้หญิง และเด็กผู้หญิงจะไม่ทำอะไรแบบนั้น”
ทว่ากูดดอลล์ไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นมาหยุดยั้งเธอได้ “ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่เด็กผู้หญิงได้รับการปฏิบัติไม่แตกต่างจากเด็กผู้ชาย พ่อของฉันไม่ได้อยู่ด้วยในตอนนั้น เพราะเขาไปร่วมรบตอนที่สงครามปะทุ ฉันเลยไม่เคยได้รู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง แม่คอยสนับสนุนฉันมาตลอด เธอบอกว่า ‘เจน ถ้าลูกต้องการอะไรจริงๆ ลูกต้องพยายามทำงานอย่างหนักให้สุดความสามารถและคว้าทุกโอกาส หากลูกไม่ยอมแพ้ ลูกจะพบหนทาง’ ” เธอยังบอกว่า “ฉันไม่เคยรู้เลยว่าแม่ของฉันพิเศษมากแค่ไหนจนกระทั่งเวลาต่อมา”
กูดดอลล์ไม่ยอมให้ความจริงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของเธอ และในปี 1957 ตอนอายุได้ 23 ปี เธอพบหนทางไปแอฟริกา เมื่อญาติๆ มีฟาร์มในเคนยาที่เธอสามารถพักด้วยได้ เธอจึงล่องเรือไปยังเคปทาวน์
“ตอนนั้นเริ่มมีเครื่องบินแล้วแต่ราคาแพง และมีไฟลท์ไม่มากนัก เราจึงต้องไปทางเรือ”
หลังจากหนึ่งเดือนในทะเล เธอก็ถึงเคปทาวน์โดยเกือบจะพร้อมเดินทางกลับในทันที เธอตกใจกับการแบ่งแยกสีผิว
“ฉันเริ่มสังเกตเห็นด้านหลังของที่นั่งในสวน บนประตูโรงแรม และร้านอาหาร คำเหล่านี้ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaans)คือ ‘Slegs Blankes’” เธอจำได้ “ฉันถามมันหมายความว่าอะไร คำตอบก็คือมันหมายถึง ‘เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น’ ซึ่งฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น”
วิธีที่เธอได้รับการเลี้ยงดูจะนำไปสู่ความสำเร็จและการยกย่องที่ยิ่งใหญ่ และทำให้เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเกี่ยวกับชิมแปนซี เธอเป็นคนแรกที่ได้เห็นพวกมันใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และด้วยรายงานนี้ เธอต้องการแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับมนุษย์ ขยายความสนใจของเธอไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคม

Above เจน กูดดอลล์ และแม่ของเธอ วานน์ กำลังคัดแยกตัวอย่างในเต็นท์ของเธอในเขตรักษาพันธุ์ชิมแปนซีลำธารกอมเบ

Above นักวิจัย เจน กูดดอลล์ ใช้เวลาหลายชั่วโมงซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพืชพรรณเพื่อสังเกตชิมแปนซีผ่านกล้องส่องทางไกล
ไม่นานนัก เธอกลายเป็นแบบอย่างสำหรับเยาวชน โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ยังไม่ค่อยมีบทบาทในสาขาวิทยาศาสตร์จนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จของกูดดอลล์จะยอดเยี่ยมแค่ไหนในตอนนั้น แต่เธอไม่ค่อยอยากทำให้เรื่องราวของเธอดูโอเวอร์หรือน่าตื่นเต้นจนเกินไป
หลังการสังเกตการณ์ครั้งสำคัญของเธอเกี่ยวกับชิมแปนซีใช้เครื่องมือ เธอก็ได้รับทาบทามโดย National Geographic ที่ต้องการถ่ายภาพเธอลงนิตยสารจนกลายเป็นเรื่องบนปกที่น่าจดจำในปี 1963 และยังสนับสนุนการสำรวจของเธอด้วยจึงนับเป็นช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง
พวกนักวิทยาศาสตร์ชายขี้อิจฉาและมีอยู่มากในตอนนั้นเริ่มพูดว่าเธอได้ตำแหน่งนั้นเพราะเธอมีเรียวขาที่สวยสำหรับขึ้นปกนิตยสาร
“ฉันก็แค่อยากอยู่ในแอฟริกาและกลับไปศึกษาชิมแปนซี ดังนั้นถ้าขาของฉันช่วยได้ก็ขอบคุณ! และขาของฉันก็สวยจริงๆ แหละ แต่ฉันไม่ได้ยืนอยู่ในสาขาที่ถูกครอบงำโดยผู้ชายได้ด้วยตัวเองหรอก สาขานั้นมันไม่มีอยู่จริง บางทีการเป็นผู้หญิงก็ช่วยฉันเหมือนกัน” เธอกล่าว
“เมื่อฉันไปถึงแทนซาเนียในปี 1960 เพื่อทำการสำรวจอีกหนึ่งการสำรวจ (ครั้งนี้มีแม่ของเธอไปด้วย) ประเทศกำลังจะได้รับเอกราชจากการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ เข้าใจได้ว่าผู้ชายแทนซาเนียส่วนใหญ่ไม่ชอบผู้ชายยุโรปผิวขาว แต่ฉันเป็นแค่เด็กสาวกับแม่ พวกเขาเลยอยากช่วยเหลือ รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยพวกเราจริงๆ ”

Above เจน กูดดอลล์ ในบทสัมภาษณ์กับ Tatler

Above เจน กูดดอลล์ ในบทสัมภาษณ์กับ Tatler
กูดดอลล์แทบไม่ได้ห่างหายไปจากสายตาของสาธารณชนนับตั้งแต่วันแรกๆ ที่แทนซาเนีย สำหรับผู้ที่มีชื่อเสียง การควบคุมเรื่องราวของตนเองอาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อรีบปั้นให้เป็นดาว แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างไร รางวัลล่าสุดของเธอในเดือนมกราคมคือการได้รับเหรียญเสรีภาพจาก Joe Biden ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา แต่เธอก็ค้นพบวิธีสำรวจแรงกดดันในการเป็นไอดอล
“พูดตามตรงนะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมันเกินกว่าที่ฉันจะเข้าใจได้” เธอพูด “ไม่มีครั้งไหนที่ฉันเดินผ่านสนามบินที่ไหนในโลกโดยไม่มีคนอย่างน้อยสองคนเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย ฉันมักเริ่มด้วยน้ำตาคลอ เมื่อสถานะของการเป็น ‘ไอคอน’ เริ่มต้นขึ้น ฉันช็อก ฉันเป็นคนขี้อาย ฉันพยายามใส่แว่นกันแดดและปล่อยผม… แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล ฉันเข้าใจเลย ถ้าฉันต้องการเปลี่ยนแปลงโลก และทำให้คนเข้าใจว่าพวกเขาต้องทำอะไร ฉันควรใช้ (ชื่อเสียง) ดังนั้นตอนนี้ฉันต้องรับบทเป็นเจนสองคน คนแรกกำลังคุยกับคุณอยู่ และอีกคนเป็นไอคอน ฉันต้องทำงานหนักมาก มาก มาก เพื่อให้สมกับที่เป็นไอคอน”
แต่เธอยังคงตามทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และหากพวกเราต้องการสร้างความแตกต่างที่แท้จริงต่ออนาคตของโลก พวกเราที่เหลือต้องตามให้ทันเช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม: 5 เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตามองในปี 2025
มีส่วนร่วม
ร่วมสนับสนุน Jane Goodall Institute
สถาบันเจน กูดดอลล์ ก่อตั้งโดยเจน กูดดอลล์ ในปี 1977 เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมการวิจัยสัตว์ป่า การศึกษา และการอนุรักษ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งที่ฮ่องกงในปี 2002 สถาบันเจน กูดดอลล์ ฮ่องกง (JGIHK) มุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ในสิ่งที่กูดดอลล์ต้องการสืบทอดและสิ่งที่เธอหลงใหลให้กับเมืองนี้
เป้าหมายสำคัญของสถาบันคือความเชื่อที่ว่า ทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ สถาบันเจน กูดดอลล์ ฮ่องกง (JGIHK) สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน การเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคมผ่านโครงการหลากหลาย เช่น The Little Jane SDGs Academy และ Green Collar Training Program ซึ่งส่งเสริมเด็กอายุ 5-12 ปีและวัยรุ่นอายุ 12-18 ปีตามลำดับ โดยมอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้แก่พวกเขา โครงการสนับสนุนการเลี้ยงดูอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Parenting Support Scheme) ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างพ่อแม่และลูกผ่านประสบการณ์ในธรรมชาติ
ในขณะที่โครงการฝึกงานสำหรับผู้สูงอายุ (Green Elder Internship Program) เชิญชวนผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ได้ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญของพวกเขาในการประสานงานกิจกรรมการศึกษา และสำรวจโอกาสในอาชีพเสริม

Above เจน กูดดอลล์ ในบทสัมภาษณ์กับ Tatler
ข้อความของกูดดอลล์นั้นชัดเจน ขณะที่เราทุกคนมีความรับผิดชอบในการปกป้องโลก คนรุ่นเยาว์เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด ตามที่เธอกล่าวไว้ “เยาวชนไม่ใช่แค่อนาคตพวกเขาคือปัจจุบัน”
ความเชื่อนี้ถูกยกตัวอย่างโดยโครงการเด่นของสถาบันเจน กูดดอลล์, Roots & Shoots, ซึ่งเชื่อมโยงเยาวชนหลายพันคนในเกือบ 100 แห่ง รวมถึงฮ่องกง ที่ต้องการมีส่วนช่วยโลกให้ดีขึ้น และให้บริการชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โครงการที่นำโดยนักเรียนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วผ่านแนวคิดที่มีความหมาย เช่น การระดมทุนเพื่อความช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ การส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากการค้าที่เป็นธรรม การแก้ปัญหาคนไร้บ้าน การลดปริมาณขยะ การทำฟาร์มออร์แกนิก และการทำความสะอาดชายหาด (ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ JGIHK จัดการทำความสะอาดชายหาดมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ ในฮ่องกง) โดยมีเป้าหมายในการสร้างความรู้สึกของตนเองและเป้าหมายในชีวิต และสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อผู้คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
This story was originally written in English by Salomé Grouard and Karly Cox.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2025 โดย Salomé Grouard และ Karly Cox โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
‘ประณัย พรประภา’ แห่ง Kaleido Group นักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนแวดวง hospitality ไทย
AI และเทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปในปี 2025 (และคุณต้องตามให้ทัน)
15 ปี แห่งความเจ็บปวดของ ‘ท๊อป จิรายุส’ ซีอีโอ บิทคับ กรุ๊ป และเป้าหมายครั้งใหม่ในปี 2025
Credits
ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์: Zoe Yau
ช่างภาพ: Alexander Yeung and Michael Neugebauer
ผู้ช่วยช่างภาพ: Kapo Lam
โปรดิวเซอร์: Carlos Hui





