Alia Rahman is co-founder of Amplexd Therapeutics (Photo: Camilla Warburton)
Cover Alia Rahman ผู้ร่วมก่อตั้ง Amplexd Therapeutics (ภาพ: Camilla Warburton)
Alia Rahman is co-founder of Amplexd Therapeutics (Photo: Camilla Warburton)

จากแรงบันดาลใจที่เกิดจากงานของครอบครัวและประสบการณ์ส่วนตัว เป็นที่มาให้ Alia Rahman ร่วมก่อตั้ง Amplexd Therapeutics และพัฒนาการบำบัดรักษาโรคปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อ HPV ที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง 178 ล้านคนต่อปี ก่อนกลายเป็นมะเร็ง

Alia Rahman นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์วัย 22 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเธอเป็น Cervical Intraepithelial Neoplasia (CIN) ระดับที่รุนแรงที่สุดของโรคปากมดลูกก่อนมะเร็งที่เกิดจากเชื้อ HPV คือ CIN3 หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา CIN (หรือที่รู้จักกันในชื่อ dysplasia หรือ lesions) จะสามารถเปลี่ยนเซลล์ปากมดลูกให้กลายเป็นมะเร็งได้ แพทย์จึงแนะนำให้เธอรักษาด้วยการเลเซอร์เอาเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออก

แม้ว่าการเลเซอร์ออกจะเป็นผลดีอยู่หลายปี แต่ Alia ก็มีอาการผิดปกติอีกครั้ง เริ่มที่ระดับ CIN1 ต่ำที่สุด และลุกลามไปที่ CIN2 ในปี 2016 สูตินรีแพทย์ของเธอแนะนำให้ใช้การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) เป็นการทำหัตถการ ผ่าตัดโดยใช้ห่วงไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ซึ่งสามารถตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติและห้ามเลือดในขณะเดียวกันได้

เป็นเวลาแปดปีแล้วหลังจากตรวจพบความผิดปกติครั้งแรก Alia มีความลังเลที่จะต้องรับการผ่าตัดอีกครั้ง เธอศึกษาเอกสารวิทยาศาสตร์และพบว่ามีแนวโน้มว่าการใช้การบำบัดเฉพาะที่จะช่วยรักษาอาการนี้ได้ หากสามารถเข้าถึงเนื้อเยื่อที่มีปัญหาโดยตรงได้ หากสามารถขจัดเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ได้ด้วยความร้อนหรือการแช่แข็ง ทำไมจึงไม่สามารถรักษาด้วยสารเคมีได้

“แพทย์ของฉันไม่ค่อยให้ความสำคัญกับข้อมูลนี้ แต่เขาก็บอกว่าเขาโอเคที่จะเลื่อนการผ่าตัดออกไปอีก 6 เดือน ให้ไปลองทำในสิ่งที่ฉันต้องการแล้วกลับมาดูผลกัน ถึงตอนนั้น ถ้ายังไม่หาย เราจะเดินหน้ากับการผ่าตัด”

อ่านเพิ่มเติม: ไอรีล ไตรสารศรี กับการเดินทางของ Art for Cancer สู่วิสาหกิจเพื่อสังคมและการปฐมพยาบาลใจผู้ป่วยมะเร็ง

Tatler Asia
Alia Rahman (Photo: Camilla Warburton)
Above Alia Rahman ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะก่อนลุกลามเมื่ออายุ 22 ปี (ภาพ: Camilla Warburton)
Alia Rahman (Photo: Camilla Warburton)

Alia พบหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า EGCg สารประกอบที่สกัดจากชาเขียวที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก FDA เพื่อรักษาหูดบริเวณอวัยวะเพศที่เกิดจากเชื้อ HPV สามารถต่อต้าน CIN หรือรอยโรคที่ปากมดลูกได้ และเป็นวิธีการรักษาที่แตกต่างจากการผ่าตัดตรงที่สามารถใช้เองได้ เธอเริ่มทดลองโดยอาศัยประสบการณ์ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านจุลชีววิทยาและเคมี

“ฉันปรุงยาเหน็บโดยใช้ส่วนผสมโพลีฟีนอลของชาเขียว ซึ่งฉันเป็นคนสอดเอง มันง่ายมาก มันเป็นเคมีพื้นฐานในครัว”

Alia มีความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในครอบครัวของเธอมีความเกี่ยวข้องกับวงการแพทย์ในอินเดียมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมก่อตั้งกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติหรือ UNFPA มีส่วนในการวางนโยบายวางแผนครอบครัวของอินเดีย พี่น้องของเธอเป็นนักพยาธิวิทยา และยังมีน้าเป็นสูตินรีแพทย์ชื่อดัง

หลังเริ่มทดลองกับตัวเอง ไม่กี่เดือนต่อมา Alia กลับไปพบแพทย์ ผลการตรวจพบว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้อาการโรคของเธอลดระดับลงจาก CIN2 เป็น CIN1 ในช่วงเวลาสั้นๆ นับเป็นการค้นพบที่มีนัยสำคัญ เพราะที่ผ่านมา มักจะได้ยินแต่การกำเริบของอาการที่หนักขึ้นจนกลายเป็นเนื้อร้าย หรืออย่างมากคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม

“อาจเป็นที่ระบบภูมิคุ้มกันของฉันที่เริ่มปรับตัว แต่ฉันเลือกที่จะทำตามความสงสัยของตัวเองและคิดว่าอาจเกี่ยวกับการบำบัดเฉพาะที่”

มันจะอัศจรรย์มากถ้าสามารถแจกจ่ายให้ผู้หญิงทุกคน เพราะนี่เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของสูตินรีแพทย์ ฉันเลยตัดสินใจว่านี่คือสิ่งที่ฉันจะทำในช่วงชีวิตนี้

- Alia Rahman -

Alia ทดลองการบำบัดตัวเองอย่างต่อเนื่องอีก 2-3 ปี เพื่อดูว่ามีอะไรที่ต้องปรับบ้าง “ฉันรู้สึกว่าฉันไม่มีอะไรต้องเสีย” จนเธอเข้ารับการตรวจอีกครั้งเมื่อปี 2021 เพื่อพบว่ารอยโรคของเธอไม่ปรากฏแล้ว และผลการตรวจไม่พบ HPV-16 หรือ HPV-18

“ฉันต้องหยิกตัวเองเลย จำได้ว่าสูตินรีแพทย์คนใหม่บอกฉันว่าถ้ายาเหน็บที่ฉันทำขึ้นมาได้ผล มันจะอัศจรรย์มากถ้าสามารถแจกจ่ายให้ผู้หญิงทุกคน เพราะนี่เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของสูตินรีแพทย์ ฉันเลยตัดสินใจตอนนั้นว่านี่คือสิ่งที่ฉันจะทำในช่วงชีวิตนี้”

Alia เอาผลการทดลองของเธอไปหารือกับ Reid von Borstel เภสัชกรจากสถาบัน MIT ที่มีประสบการณ์ด้านการคิดค้นยาเกือบสี่ทศวรรษ

“ในตอนแรก เขาพยายามห้าม เพราะการนำยาใหม่เข้าตลาดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความเพียรพยายามสูง แต่ฉันต้องทำให้ได้ เพราะสัญญาไว้แล้วว่าจะช่วยผู้หญิงให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน”

Tatler Asia
Alia Rahman (Photo: Camilla Warburton)
Above การทดลองของ Alia Rahman เพื่อรักษาอาการของตัวเองทำให้เธอค้นพบสิ่งนี้ (ภาพ: Camilla Warburton)
Alia Rahman (Photo: Camilla Warburton)

Alia และ Reid ได้ปรับสูตรยาครั้งใหญ่ในปี 2022 จนทำให้เป็นยาที่ Reid เรียกว่า "มีคุณค่าทางเภสัชกรรมสูง" และได้จดสิทธิบัตรการค้นพบของพวกเขา นั่นคือจุดที่ Amplexd Therapeutics ถือกำเนิดขึ้น และได้ประกาศรับเงินทุนเริ่มต้น 2 ล้านเหรียญสหรัฐจากสำนักงานครอบครัวที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพในฮ่องกงเมื่อต้นปีนี้เอง

Amplexd กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์สองอย่างเพื่อใช้บำบัดภาวะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV คือยาเหน็บช่องคลอด และการบำบัดด้วยแสง (PDT) ร่วมกับเจลทาภายนอกที่มุ่งเน้นการกำจัดเซลล์ที่กลายพันธุ์ ทั้งสองอย่างเป็นทางเลือกแทนวิธีการ 'เฝ้าระวังและรอดู' สำหรับอาการที่มีความรุนแรงต่ำ และการผ่าซึ่งมักแนะนำสำหรับคนที่มีอาการรุนแรงสูง

แต่ยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าที่ผลิตภัณฑ์ของ Amplexd จะวางตลาดได้ สำหรับยาเหน็บ จะมีการทดลองกับมนุษย์ที่คาดว่าจะเริ่มปีหน้าและหวังว่าจะสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ในบางพื้นที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล) นับเป็นกรอบเวลาที่ทะเยอทะยาน แต่ถ้าดูประวัติทีมงานก่อตั้งของ Amplexd ที่เคยได้รับการรับรองจากหน่วยงานอาหารและยามาแล้ว 5 ครั้ง รวมถึงได้รับรองตัวยา 2 รายการ และยังมีการจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ มากกว่า 140 ฉบับ กอปรกับข้อมูลก่อนการวิจัยในคนยังแสดงให้เห็นแล้วว่าตัวยาที่ออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพสูงต่อเซลล์ที่กลายพันธุ์ ทำให้มีความคาดหวังว่ากรอบเวลาที่วางไว้น่าจะสามารถเป็นไปได้

ฉันมีความหวังว่าเราจะสามารถทำให้การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ และยังสามารถรักษาโรคทั่วไปหลายๆ โรคได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

- Alia Rahman -

Alia มองว่าต้นทุนราคาเป็นเรื่องสำคัญ และการบำบัดต้นแบบของเธอมีต้นทุนที่เรียกได้ว่าต่ำมาก และไม่ต้องเก็บรักษาในตู้เย็น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เป็นปัญหาในประเทศกำลังพัฒนาที่ทำให้ต้นทุนสูง เธอจึงพยายามออกแบบการบำบัดให้สอดคล้องกับปัจจัยเหล่านี้

ยาเหน็บที่กำลังพัฒนายังได้รับการออกแบบมาให้ผู้ป่วยใช้เองได้ มีความรู้สึกเจ็บปวดน้อยมาก และไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่การแพทย์ช่วย ส่วนการบำบัดด้วย PDT ที่กำลังพัฒนาเป็นวิธีที่จะใช้ในสถาบันการแพทย์ และอุปกรณ์ต้นแบบนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เหมาะสำหรับคลินิกในพื้นที่ห่างไกล เพราะสามารถพกพาได้และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่

แม้ว่ากระบวนการขอใบรับรองจาก USFDA จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ Alia ตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้การรักษาของ Amplexd เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น เธอมองว่าประเทศจีนเป็นตลาดที่สำคัญ ไม่เพียงแค่เพราะจำนวนประชากร แต่เพร่หลายของคนที่มีอาการ CIN ด้วย

จากการประมาณการประชากรหญิงอายุ 16-65 ปี ในปี 2024 ผลการตรวจ Pap พบความผิดปกติที่เป็น CIN ถึง 6 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย มีผู้หญิงถึง 178 ล้านคนต่อปีได้รับผลกระทบจากระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก (Cervical dysplasia) และมีอัตราสูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในบางประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองและสุขภาพผู้หญิง ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉลี่ยพบ 4 เปอร์เซ็นต์ และที่ประเทศจีน พบ 8 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 40 ล้านคนที่มีรอยโรค

Tatler Asia
Alia Rahman (Photo: Camilla Warburton)
Above Alia Rahman ได้ให้ความสำคัญกับต้นทุนเพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาของเธอจะจ่ายได้และเข้าถึงได้สำหรับผู้หญิงทุกที่ (ภาพ: Camilla Warburton)
Alia Rahman (Photo: Camilla Warburton)

ในอนาคต ยาที่ได้จาก EGCg ของ Amplexd อาจช่วยรักษาอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HPV ได้ เช่น รอยโรคในช่องปาก ที่องคชาต ที่แคมช่องคลอด และที่ทวารหนัก นอกจากนี้การรักษาด้วย PDT ยังมีศักยภาพที่จะรักษาการติดเชื้อราและแบคทีเรียในบริเวณช่องคลอดโดยไม่ต้องพึ่งยาต้านเชื้อราหรือยาปฏิชีวนะด้วย

“ฉันมีความหวังว่าเราจะสามารถทำให้การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ และยังสามารถรักษาโรคทั่วไปหลายๆ โรคได้โดยไม่ต้องผ่าตัด” Alia เล่าถึงเป้าหมายที่ชัดเจนของเธอ

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิธีการรักษาที่ไม่รุกรานสำหรับรอยโรคที่ปากมดลูกที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ด้วยราคาที่เอื้อมถึง Alia และ Amplexd อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยการลดอัตราการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับสี่ในผู้หญิงทั่วโลก และนั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

Front & Female Changemakers เฉลิมฉลองเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งของเหล่าผู้หญิงชั้นนำผู้สร้างแรงบันดาลใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทรงอิทธิพลในหลากหลายสาขา โดยนำเสนอมุมมองในชีวิตของพวกเธอและแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าเติบโตอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ผู้นำธุรกิจไ ปจนถึงนักการศึกษา ศิลปิน นักเคลื่อนไหว และนักวิทยาศาสตร์

Front & Female Changemakers เป็นแบบอย่างที่ดีในการสะท้อนศักยภาพของผู้หญิงในการท้าทายสถานะเดิมและแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

Topics