Tatler Weekend ประเทศไทย: พลังสร้างสรรค์และเส้นทางแห่งแรงบันดาลใจ
Editor’s note
“ฉันจะถูกสาปถ้าฉันเข้าใจพวกคุณคนเมือง เอาแต่ เร่ง เร่ง เร่ง ตลอดเวลา คิดถึงอนาคตอยู่เสมอ จะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณมีปัญหาเรื่องท้องไส้” ตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง “Around the World in Eighty Days” ของจูลส์ เวิร์น กล่าว ซึ่งผมได้ดูครั้งแรกบนทีวีขาวดำเป็นซีรีส์แอนิเมชันทางช่อง Doordarshan ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐอินเดีย จากนั้นผมได้ซื้อหนังสือมือสองจากร้านขายหนังสือแถวบ้าน และจูลส์ เวิร์น ก็กลายเป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของผม จินตนาการเล็กๆ น้อยๆ ของผมก็โลดแล่น พาผมไปสู่การผจญภัยในยุควิคตอเรียนร่วมกับ Phileas Fogg ผู้พิถีพิถัน
อย่างไรก็ตาม นิยายเรื่อง "20,000 Leagues Under the Sea" ที่โดนใจผมอย่างแท้จริง นอติลุสผู้ลึกลับของกัปตันนีโมกลายเป็นประตูสู่อาณาจักรใต้น้ำที่ผมไม่เคยจินตนาการมาก่อน ในแต่ละคืน ผมจะนอนอยู่บนเตียงเพื่อจินตนาการถึงปลาหมึกยักษ์และสัตว์ใต้ท้องทะเลลึกที่ส่องสว่างด้วยลำแสงของเรือดำน้ำ เรื่องราวเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความอยากท่องเที่ยวที่เติบโตจนกลายเป็นความรักในการเดินทางตลอดชีวิตของผม เมื่อลูกชายของผมเกิด เราสัญญาว่าแม้ผมจะมีภาระหนักในอาชีพการงาน แต่เราจะพาเขาไปทำความรู้จักกับประเทศและวัฒนธรรมใหม่ทุกปี
ใน Tatler Weekend สัปดาห์นี้ เราเน้นย้ำถึงบุคคลที่มีความกล้าที่จะใช้ชีวิตในการผจญภัยของ Jules Verne นักสำรวจที่ละทิ้งอาชีพการงานเพื่อล่องเรือไปทั่วโลก นักชีววิทยาทางทะเลที่ได้รับสมญานามว่า Champion of the Earth โดยองค์การสหประชาชาติ ผู้ซึ่งครองสถิติการเดินทะเลที่ลึกที่สุดโดยไร้อุปกรณ์เชื่อมต่อ!
ดังที่ Jacques Cousteau เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อทะเลร่ายมนตร์แล้ว จะคงความอัศจรรย์ไว้ตลอดไป”
ความจริงนี้ขยายออกไปสู่ท้องทะเลเพื่อการเดินทาง และอันที่จริงแล้ว ตอนนี้ลูกชายของผมใช้ชีวิตโดยเฉลี่ย 1.2 ประเทศต่อปีในชีวิตของเขา
Enjoy Tatler Weekend!
Parminder Singh
Parminder Singh
Chief Operating Officer

ดร. Sylvia Earle คุยถึงเหตุผลที่วิทยาศาสตร์และพลังของการเล่าเรื่องจะช่วยเยียวยาโลก
นักสมุทรศาสตร์ นักชีววิทยาทางทะเล และนักสำรวจในตำนาน ดร. Sylvia Earle สนทนากับ Mathilda D'Silva ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารองค์กรเพื่อสังคม Ocean Purpose Project ว่าจะสร้างแรงบันดาลใจในการปกป้องท้องทะเลที่เป็นระบบค้ำจุนชีวิตของโลกได้อย่างไร
ฉันนั่งตรงข้ามกับ ดร. Sylvia Earle หรือชื่อที่เธอมักถูกเรียกด้วยความรักและชื่นชมว่า ‘Her Deepness’ ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งทึ่งและผูกพัน เธออาจจะจำไม่ได้ แต่ว่าการพบกันครั้งนี้ของเราถือเป็นครั้งที่สองแล้ว ครั้งแรกนั้นเป็นการพบกันโดยบังเอิญที่ Ismaili Centre ในกรุงลิสบอน เป็นเช้าที่ดูเหมือนฝันที่ได้ดื่มกาแฟและเดินชมนิทรรศการภาพถ่ายสัตว์ทะเลของเจ้าชาย Hussain Aga Khan
“Mathilda!” Sylvia ร้องทักฉัน “เธอทำให้ฉันนึกถึงเต่าตัวหนึ่งที่เราถ่ายภาพไว้ ที่มันชอบมางับและอ้อนเจ้าชายอยู่เสมอ” ฉันยิ้มและตอบอย่างเขินอายว่า “นั่นแหละ ฟังดูเหมือน Mathilda จริงๆ”
การได้ใกล้ชิดกับคนเก่งแบบนี้เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม ผู้หญิงที่เป็นตัวเองได้อย่างไม่ขัดเขินต่อหน้าเจ้าชายและผู้นำประเทศเมื่อต้องดำน้ำและเดินสำรวจบนพื้นทะเล
Sylvia สร้างสถิติโลกกินเนสส์เดินใต้น้ำที่ลึกที่สุดโดยไม่ใช้เชือกถึง 1,250 ฟุต (ราว 380 เมตร) เมื่อปี 1979 เธอมีผลงานเขียนตีพิมพ์มากกว่า 200 ชิ้น เดินทางไปบรรยายใน 80 ประเทศ ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ 27 ใบ และนำการสำรวจทางทะเลมากกว่า 100 ครั้งโดยใช้เวลาใต้น้ำรวมมากกว่า 7,000 ชั่วโมง และสหประชาชาติยกย่องเธอว่าเป็นผู้พิทักษ์โลกหรือ ‘Champion of the Earth’
อ่านเพิ่มเติม: Mark Dalio นำนวัตกรรมการสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวูดสู่งานวิจัยและการศึกษาเรื่องท้องทะเล

Farwiza Farhan ผู้พิทักษ์เขตนิเวศวิทยาเลอูเซอร์ หนึ่งในผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หญิงสาวจากเขตอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย คนนี้ มุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนป่าในพื้นที่ระบบนิเวศเลอูเซอร์ (Leuser Ecosystem) หนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เขตนิเวศวิทยาเลอูเซอร์ตั้งอยู่ใจกลางเกาะสุมาตรา จังหวัดอาเจะห์และสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย กินพื้นที่ 2.6 ล้านเฮกตาร์ พื้นที่แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ เช่น เสือ ลิงอุรังอุตัง ช้าง และแรด เขตนิเวศวิทยาแห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก
ระบบนิเวศแห่งนี้มีความสำคัญต่อความสมดุลในสิ่งแวดล้อมโลกมากจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ในปี 2004 และได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งชาติในปี 2008 อย่างไรก็ตามเขตนิเวศวิทยาเลอูเซอร์ยังคงเผชิญกับภัยคุกคามที่อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ ซึ่งเกิดจากการทำลายป่า การเปลี่ยนประเภทการใช้ที่ดิน การค้า และการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ในปี 2012 ภัยคุกคามทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อหน่วยงานบริหารจัดการระบบนิเวศเลอูเซอร์ (Leuser Ecosystem Management Authority) หรือที่รู้จักในชื่อ Badan Pengelola Kawasan Ekosistem Leuser (BPKEL) ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษทำหน้าที่ปกป้องพื้นที่ในเขตเลอูเซอร์และดูแลสัตว์ป่า ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลอาเจะห์ ส่งผลให้ระบบนิเวศแห่งนี้ขาดหน่วยงานกลางในการดูแลรักษา
นี่คือความท้าทายที่ Farwiza Farhan หญิงสาววัย 39 ปี เกิดที่จังหวัดอาเจะห์ต้องพบจากการทำงานนี้ เธอร่วมก่อตั้งมูลนิธิ Forest, Nature, and Environment of Aceh Foundation หรือ Yayasan Hutan, Alam dan Lingkungan Aceh (HAkA) จากหน่วยงานเดิม BPKEL องค์กรระดับรากหญ้านี้ปัจจุบันเป็นแนวหน้าในการปกป้องระบบนิเวศโดยใช้วิธีการรณรงค์ การดำเนินคดีตามกฎหมาย และการเสริมพลังให้ชุมชน
อ่านเพิ่มเติม: ภารกิจของ Aradhita Parasrampuria ในการเปลี่ยนแปลงวงการแฟชั่นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การแล่นเรือรอบโลกที่เติมเต็มชีวิตและจิตวิญญาณของ Fabian Fernandez
ในขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันกำลังวางแผนเกษียณหรือกำลังบริหารงานองค์กรธุรกิจ Fabian Fernandez ในวัย 53 ปี กลับเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างตรงหน้าและออกเดินทางสู่ทะเลเปิด การตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตครั้งนี้ทำให้เขาถูกเรียกว่าเป็นนักผจญภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมาเลเซีย
การสูญเสียคนในครอบครัวและความปรารถนาที่ต้องการมากกว่าความสำเร็จในการทำงาน ทำให้ Fabian Fernandez ตัดสินใจออกเดินทางแล่นเรือรอบโลก ผ่านมาครึ่งทาง เขาสะท้อนความคิดให้ Tatler ฟังถึงพลังทางจิตวิญญาณจากการเดินทางครั้งนี้ และมันกำลังเปลี่ยนมุมมองชีวิตของเขาอย่างไร
อ่านเพิ่มเติม: 'เจฟ ซาเตอร์' ในบทสนทนากับเจฟ 3 ขวบ กับเรื่องราวของ 'ความสนุก' ที่พาไปสู่ความสุข และความสำเร็จ
เป้าหมายของ Fabian คือเป็นชาวมาเลเซียคนที่ 4 ที่แล่นเรือรอบโลก ครอบคลุม 30 ประเทศกับระยะทางราว 40,000 ไมล์ทะเล แต่นอกเหนือไปจากความพร้อมของร่างกายและทักษะทางเทคนิคเกี่ยวกับเรือ การเดินทางครั้งนี้กลับส่งผลต่อจิตวิญญาณของเขาอย่างลึกซึ้ง เปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตและวิธีที่เขามองชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง

จินตนาการในผลงานที่ไม่มีวันหมดของ วี วิโอเลต วอเทียร์ และการเฉลิมฉลองบนเส้นทางศิลปิน
‘Cause I'm leavin' on a jet plane’ ท่อนฮุคของเพลง Leaving on a Jet Plane ที่ วี วิโอเลต วอเทียร์ เลือกร้องในรอบ blind auditions ในรายการ The Voice Thailand 2013 ทำให้เธอเป็นที่จดจำและแจ้งเกิดในวงการบันเทิง
11 ปีผ่านไป เธอไม่เพียงยังโลดแล่นในวงการ แต่ยังเขียนเพลงและโปรดิวซ์เพลงเองในอัลบั้มล่าสุด พร้อมกับมีผลงานการแสดงซีรีส์ดราม่าล้ำยุคจากงานสร้างฝีมือคนไทย เรื่อง ‘อนาฅต’ ผลงานที่เธอบอกว่าแค่ได้อ่านบท แพสชั่นในการแสดงก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
Call me dramatic ชื่อ EP Album ล่าสุดที่ วี วิโอเลต วอเทียร์ ตั้งใจทำเพลงให้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาเหมือนนั่งชมภาพยนตร์ เพราะต้องการผสานความรู้จากการเรียนด้านภาพยนตร์เข้ากับความชอบดนตรี
“วีเคยเรียนหนังมาก่อน เลยตั้งเป็นโปรเจ็กต์กึ่งทดลองว่าถ้าเราทำเพลงออกมาให้เป็นหนังจะเป็นยังไง ถ้าเพลงแต่ละเพลงเหมือนหนังเรื่องหนึ่งหน้าตาจะประมาณไหน ในเวลาเดียวกันก็อยากแสดงออกถึงความเป็นเราด้วย อัลบั้มนี้จึงเป็นโปรเจ็กต์ที่ท้าทายค่ะ”
นอกจากเรื่องราวการทำเพลงแล้ว ในวันที่ถ่ายแฟชั่นปกของ Tatler ฉบับเดือนธันวาคม เรายังได้คุยถึงไทม์ไลน์ชีวิตในปี 2024 ที่เดินทางมาถึงช่วงปลายปีว่าบทเรียนสำคัญของปีนี้คืออะไร เธอเติบโตขึ้นมากน้อยแค่ไหน และสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในปี 2025
อ่านเพิ่มเติม: อิงฟ้า - ชาร์ล็อต บอกเล่าความท้าทายจากผลงานล่าสุด ‘หยดฝนกลิ่นสนิม’ และตัวตนที่เติบโตหลังก้าวเข้ามาเป็นคนสาธารณะ



