วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (ภาพ: Worapon Teerawatvijit, เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear, สถานที่: Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River)
Cover วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (ภาพ: Worapon Teerawatvijit, เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear, สถานที่: Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River)
วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (ภาพ: Worapon Teerawatvijit, เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear, สถานที่: Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River)

วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล ฉลองความสัมพันธ์อันยาวนาน 18 ปี ด้วยกฎหมายสมรสเท่าเทียมในไทยที่พวกเขาร่วมสนับสนุน คู่แต่งงาน (และกำลังจะแต่งอีกครั้ง) พูดถึงชีวิตรัก หลักกฎหมาย เพศวิถี และความเท่าเทียม

กว่า 20 ปีของความพยายามผลักดัน ‘สมรสเท่าเทียม’ ให้เป็นกฎหมายของไทย จนในที่สุดกฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทยได้ผ่านความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 มกราคม 2025 ทำให้ไทยกลายเป็นชาติที่ 38 ของโลก เป็นชาติแรกในอาเซียนและเป็นประเทศที่สามในเอเชียถัดจากไต้หวันและเนปาลที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม วุฒิธร มิลินทจินดา ซีอีโอของบริษัท Woody World ผู้ผลิตรายการ พิธีกร คอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือถ้าจะให้เข้าใจง่ายที่สุด ‘วู้ดดี้’ กับแฟนหนุ่ม โอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล เป็นสองคนที่ร่วมสนับสนุนกฎหมายนี้มาโดยตลอด อย่างน้อยก็ 10 ปีนับตั้งแต่พวกเขา ‘แอบ’ จัดงานแต่งงานกันแบบเล็กๆ กับเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งในปี 2014

“เราชวนเพื่อนๆ ไปศรีพันวาสามสี่วันและวันสุดท้าย เราจัดงานเล็กๆ บนชั้นดาดฟ้าของวิลล่าที่มองเห็นวิวทะเล 360 องศา ตอนนั้นห้าโมงเย็น พระอาทิตย์ตกพอดี” โอ๊ตเล่าถึงงานแต่งงาน ตอนนั้นทั้งคู่คบกันมานานแปดปี

วู้ดดี้เล่าต่อว่า “พอถึงเวลาปุ๊บก็ล็อกประตูหมด ไม่มีใครขึ้นไปได้เลย ตอนนั้นเพื่อนคนหนึ่งเป็นช่างภาพ อีกคนถ่ายวิดีโอ เพื่อนบางกลุ่มมาร้องเพลง เล่นเปียโน ส่วนปลาวาฬ (วรสิทธิ์ อิสสระ) เจ้าของรีสอร์ตมาเสิร์ฟแชมเปญ” ทั้งสองเล่าอย่างสนุกสนาน

อ่านเพิ่มเติม: เส้นทางความรักของ ‘มิว ศุภศิษฏ์’ ชายหนุ่มผู้คุกเข่าขอแต่งงาน ‘ตุลย์ ภากร’

Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)

ราวสองปีผ่านไปก็มีภาพงานแต่งของพวกเขาหลุดออกไปและเริ่มนำมาสู่การตั้งคำถาม “ตอนนั้นคนชอบถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็จะบอกว่าไม่ต้องแต่งหรอกมั้ง แต่ตอนนั้นแต่งไปสักพักแล้ว คือมันอยู่ในหัวเลย” วู้ดดี้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้น “เราเคยเหมือนพูดไปเรื่อยๆ กับนักข่าว เหมือนโกหก เพราะตอนนั้นเราไม่จำเป็นต้องพูดความจริงก็ได้ว่าเราเป็นเกย์ ก็เลยหลีกเลี่ยงว่าไม่จำเป็นต้องแต่งงานหรอก” ในตอนนั้นวู้ดดี้ขึ้นแท่นพิธีกรและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์เบอร์ต้นๆ ของไทยแล้ว ครั้งแรกที่เขาพูดเรื่องนี้คือการให้สัมภาษณ์กับ Time Out Bangkok ในปี 2016 จากคำถามที่ว่าเขาเคยบอกว่าไม่เคยเชื่อเรื่องการแต่งงานเพราะอะไร เขาตอบว่า “ผมเคยบอกแบบนั้นเหรอ” จากนั้นก็ตามด้วยคำถามที่ว่าคุณเปลี่ยนใจแล้วเหรอ วู้ดดี้สวนว่า “ผมแต่งงานแล้ว ประมาณปีครึ่งในวันวาเลนไทน์” นั่นน่าจะเป็นการเปิดเผยเรื่องคนรัก ความรัก และการแต่งงานครั้งแรกของเขาในสื่อ ทั้งสองคุยกันและคิดว่า “โอเค งั้นเปิดตัวเลยแล้วกัน การที่เราได้มีโอกาสเปิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าสังคมมองว่าเราเหมือนคู่ทั่วไป มันก็น่าจะเป็นอะไรที่ดีกับทุกคน” วู้ดดี้กล่าว

หลังจากนั้นเริ่มมีสื่อมวลชนโทรเข้ามาแจ้งว่าจะทำข่าวเรื่องงานแต่งของพวกเขา พวกเขาจึงปรึกษากันว่า “ทำยังไงที่เราจะทำให้วิกฤตินี้เป็นโอกาส ตอนนั้นเขามีรายการสดตอนเช้า ตื่นมาคุย เราเลยช่วยกันดราฟต์แมสเสจและออกมาประกาศเองเลย” โอ๊ตเล่า โชคดีที่คนรอบข้างของพวกเขาคอยยินดีและสนับสนุน ผลที่ออกมาเลยค่อนข้างเป็นเชิงบวก ไม่ถูกต่อต้าน หรือแม้แต่พ่อแม่ของพวกเขา “ตอนนั้นพ่อแม่ผมยังไม่รู้ ผมรีบนัดกินข้าวเช้าเพื่อบอกก่อนรายการจะออก” โอ๊ตบอก เช่นเดียวกับวู้ดดี้ที่ได้รับข้อความจากแม่ว่า “ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนะลูก อย่าให้คนที่ไม่รู้ว่าความสวยงามในความรักมาบั่นทอนจิตใจเรา”

Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)

แน่นอนว่าต้องมีคอมเมนต์ในเชิงลบอยู่ด้วย “เยอะครับตอนนั้น มันก็ในโซเชียลอะนะ” โอ๊ตกล่าว” “มีข่าวหลายหัวที่เอามาพาดในทางที่ไม่น่ารัก ใช้คำพูดแบบเสียดสี แล้วพอมันเริ่มเปิดหัวแบบนั้น คอมเมนต์ก็จะออกมาในเชิงทับถาม คอมเมนต์แย่ๆ” แต่ในขณะเดียวกันทั้งสองก็ได้รับคอมเมนต์เชิงบวกมากกว่า รวมทั้งข้อความชื่นชมที่กล้าออกมาเปิดตัว วู้ดดี้เล่าว่า “มีคุณแม่แมสเสจมาว่าดีใจจังเลยว่าวู้ดดี้เป็นเกย์ จะได้คุยกับลูกได้ เพราะลูกเขาไม่เปิดตัวสักทีอะไรแบบนี้ หรือมีเด็กส่งข้อความมาถามว่าจะเปิดตัวยังไงดี มันหลากหลายมากครับ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคือปี 2016 ซึ่งถือว่ายังไม่มีคนดังกล้าออกมาเปิดตัวว่าเป็นเกย์ วู้ดดี้อธิบายว่า “ตอนนั้นไม่มีเกย์ คือเรารู้ว่าบางคนในวงการเหมือนจะเป็นหรือเปล่า แต่ที่ต่างประเทศเนี่ย เราโตขึ้นมาก็เห็นเอลเลน (Ellen DeGeneres) แล้วเราก็แบบว่า เอ้ย มันมีพื้นที่นะ แต่สำหรับเมืองไทยตอนนั้นยังไม่มี ผมว่าอันนี้แหละที่เราก็ไม่แน่ใจว่า การพูดตรงๆ ว่าเราเป็นเกย์ดี ไม่ดี” กระนั้นวู้ดดี้ยอมรับและเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนจะสามารถประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์ได้ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะไม่ดีเสมอไป “ผมไม่คิดว่าทุกคนสามารถออกมาประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์ได้ ถึงแม้ว่าวันนี้กฎหมายผ่านแล้ว แต่งงานกันได้แล้ว แต่มันไม่ได้บอกว่าทุกคนที่ออกมาแล้วมันจะปลอดภัย ออกมาบอกว่าเป็นเกย์หรือ LGBTQ แล้วสังคมจะยอมรับ ผมว่ามันต้องใช้เวลาอีกเยอะ แต่ผมว่าการมีกฎหมายนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดบทสนทนา ให้เกิดการยอมรับ ความเข้าใจ อย่างน้อยมันไม่ผิดกฎหมาย และมันจะค่อยๆ ส่งผลในระยะยาว สังคมหมู่มากรวมไปถึงครอบครัวที่อาจจะไม่ได้คุยเรื่องนี้กันก็จะมีการคุยกัน” วู้ดดี้กล่าว

ต้องยอมรับว่าความนิยมของซีรีส์วายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรามีส่วนผลักดันให้ภาพของกลุ่ม LGBTQ หรือความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องชินตาขึ้นเรื่อยๆ โอ๊ตให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่าใช่ ในแง่ของภาพของการยอมรับ มันเป็นภาพที่คุ้นตามากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยมีภาพของผู้ชาย-ผู้ชาย ผู้หญิง-ผู้หญิงออกมาเลย” เช่นเดียวกับวู้ดดี้ที่บอกว่าซีรีส์วาย “ช่วยทำให้มันดูเป็นเรื่องปกติ ช่วยให้ตัวละครดูเป็นคนปกติ ช่วยให้ช่องโทรทัศน์มีซีรีส์แบบชาย-ชาย หญิง-หญิง ได้แล้วในวันนี้ คิดดูสิว่าเรามาไกลขนาดไหน”

Tatler Asia
Above โอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)
Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear; เข็มกลัด Cattleya Queen Sirikit Orchid Diamond Brooch คอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูง ‘Amour Éternal’ จาก Sirivannavari x Beauty Gems)

อย่างไรก็ตาม LGBTQ+ ก็ไม่ได้หมายถึงความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ทุกวันนี้มันคือความลื่นไหลทางเพศ (Fluid Sex)

“มันแปรสภาพตอนไหนก็ได้ ทุกอย่างล้วนแล้วอนิจจัง ยูจะเลิกเป็นเกย์พรุ่งนี้ Up to you, it’s fine เช้าอยากเป็นอย่าง บ่ายอยากเป็นอย่าง ไม่ผิด และเราก็ต้องให้เกียรติเขา ผู้ชายบางคนเป็นเกย์แน่นอน แล้วเขาแต่งงาน It’s fine” วู้ดดี้พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ผมว่าหลังจากนี้ เราไม่ต้องมาแบ่งว่าเป็น LGBTQ+ หรือชายหญิง มันไม่มีใครแคร์ ผมว่านั่นคือสเต็ปต่อไปที่มันจะเป็นสำหรับโลกใบนี้ และผมว่าบ้านเราโชคดีมากเพราะสิ่งนี้มันจะ move เร็วกว่าหลายที่ในโลก”

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา วู้ดดี้ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความบนอินสตาแกรม woodytalk ที่มีผู้ติดตาม 1.9 ล้านบัญชีว่า “กฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทยเกิดขึ้นแล้วครับ! วด. ได้อ่านหนังสือพิมพ์ The Times จากอังกฤษ ซึ่งเป็นสื่อระดับโลก เขาหยิบยกเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยขึ้นมา พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวของวู้ดดี้และโอ๊ต นี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ วด. รู้สึกปลื้มใจและภูมิใจที่สุดในชีวิตเลยครับ กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ 11 ปีก่อนเราสองคนต้องจัดงานแต่งงานกันแบบหลบซ่อน แต่ 23 มกราคมนี้ กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์สำคัญที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่ง วด. อยากบอกว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเรา แต่มันคือชัยชนะของความเท่าเทียมของทุกคน วด. ดีใจมากที่พี่น้องชาวไทยได้รับสิทธิ์นี้ และหวังว่าการที่ The Times นำเสนอเรื่องนี้ไปสู่สายตาชาวโลก จะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศที่ยังรอคอยความเปลี่ยนแปลง ได้เห็นตัวอย่าง และเดินหน้าสู่ความเท่าเทียมไปพร้อมกับเราครับ!”

Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)

ข้อความนี้เหมือนเป็นการประกาศชัยชนะของกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยที่ใช้เวลาเดินทางมานานกว่าทศวรรษ โดย พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม หรือ พระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไทยในวาระที่หนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2023 และผ่านความเห็นชอบในวาระสุดท้ายจากวุฒิสภาในเดือนมิถุนายน 2024 ก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาในอีกสามเดือนถัดจากนั้น และมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 23 มกราคม 2025 โดยวู้ดดี้และโอ๊ตได้จัดงานจดทะเบียนสมรสกันไปในวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา

หัวใจสำคัญของกฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ใช่การสนับสนุนความรักของเพศที่หลากหลาย แต่เป็นเรื่องของ ‘สิทธิ’ ในการดูแลชีวิตของคู่รัก ซึ่งมีตั้งแต่การจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือดูแลผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สิทธิได้รับประโยชน์และสวัสดิการจากรัฐในฐานะคู่สมรส การให้ความยินยอมต่อการรักษาพยาบาล ไปจนถึงการอุปการะบุตรบุญธรรม

“ผมจำได้ว่ามีคนเล่าให้ฟังว่า มีคู่หนึ่งเป็นเกย์ เขาคุยกันแล้วว่าถ้าเกิดเป็นอะไรไป ไม่อยากเป็นผักนะ ก็คือไม่ต้องต่อท่อ ไม่ต้องอะไร ปล่อยเขาไป” วู้ดดี้เล่า “แล้วพอถึงวันนั้นจริงๆ แม่เขาก็เข้ามาแล้วบอกว่า ไม่ ลูกฉันจะต้องอยู่กับฉัน ทั้งๆ ที่เขาตกลงกันแล้วว่าจะไม่ยื้อ คนที่นอนป่วยก็พูดไม่ได้ สุดท้ายเขาต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเป็น 10 ปี ฟังแล้วมันเศร้า ทำให้ผมเริ่มแบบ เออ จะมีกี่คู่ที่เจอแบบนี้”

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่เห็นความสำคัญกับกฎหมายสมรสเท่าเทียมคือ เมื่อวู้ดดี้ประสบอุบัติเหตุจักรยานล้มที่หลวงพระบาง ประเทศลาว จนถึงขั้นไม่สามารถขยับขาขวาได้

“ตอนนั้นเขาบอกว่าคุณโอ๊ตไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ คุณไม่ใช่ครอบครัวของคุณวู้ดดี้ ตอนนั้นมันจึ๊กเลย เพราะว่ามันเจอกับตัวว่าจะผ่าหรือไม่ผ่าตอนนั้น ก็เลยเห็นว่า เราต้องเต็มสูบกับเรื่องนี้แล้ว” โอ๊ตกล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ว่า “เราอยากจะสามารถกำหนดว่าในตอนที่เรารักษาพยาบาลหรือตอนเราใกล้ตาย เราอยากตายแบบไหน ไม่อยากตายแบบไหน อยากให้เขามีสิทธิตรงนั้น”

Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)
Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)

ในเมื่อมีฝ่ายสนับสนุนก็ต้องมีฝ่ายคัดค้านกฎหมายสมรสเท่าเทียม

“ผมได้ยินมาเยอะมากครับว่าแค่นี้เมืองไทยก็เป็นสวรรค์ของเกย์แล้ว มีการยอมรับมากที่สุดในโลกแล้ว จะไปเรียกร้องอะไรอีก ซึ่งผมว่ามันคนละส่วนกัน” โอ๊ตแสดงความคิดเห็น “คือดีแล้วที่ประเทศเราเปิดกว้าง ไม่ได้ถูกทุบตี จับมือกันไม่ได้มีคนมาด่าทอ แต่กฎหมายนี้เป็นอีกสเต็ปหนึ่ง ทำให้มันดีขึ้นได้ มันทำให้สมบูรณ์ขึ้นได้”

ขณะที่วู้ดดี้ไม่ได้มองเป็นเรื่องของความหลากหลายทางเพศ แต่เป็นความทัดเทียมกันของทุกคน

“ถ้าผมจะบอกว่าผมกับโอ๊ตเหมือนคนไทยทุกคนเลย แต่ในแง่ของกฎหมายเราไม่เท่ากับทุกคน เพราะกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตั้งแต่อดีตคือชายและหญิง เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้ที่เป็นเรื่องสมรส ทำให้แพ่งและพาณิชย์ต้องปรับหมด จะใช้คำว่า ‘บุคคล’ กับ ‘บุคคล’ นั่นหมายความว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เพราะผมอยากแต่งงาน แต่มันทำให้เราเท่าเทียมกันทุกคน การยืนในสังคมนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ชนชั้นไหน จะมีรายได้เท่าไหร่ คุณมีความเป็นมนุษย์เท่ากัน ดังนั้นอยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของตรงนี้ เพราะเมื่อกฎหมายนี้ผ่าน และมันผ่านแล้ว วันนี้ทุกคนมองหน้ากัน และทุกคนเท่าเทียมกันหมดแล้ว ไม่มีใครด้อยกว่าใคร”

นอกจากการจดทะเบียนสมรสในเดือนมกราคมแล้ว วู้ดดี้และโอ๊ตวางแผนจัดงานแต่งงาน ‘อีกครั้ง’ และ ‘ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า’ ในเดือนมีนาคมนี้ซึ่งเขาเตรียมงานมานานนับปี โอ๊ตเผยว่า “เรารู้สึกว่าเราแต่งไปแล้วเมื่อสิบปีที่แล้ว อันนี้เหมือนเป็นการชวนคนที่เราไม่ได้ชวนเมื่อสิบปีที่แล้วมาร่วมฉลองกัน” แต่จากแขกที่เริ่มต้นจากสองร้อย “เป็นสามร้อย สี่ร้อย ห้าร้อย พันนึง สองพัน สามพัน สี่พัน ห้าพัน เจ็ดพัน มันไปเรื่อยๆ เลย ตอนนี้ก็ยังไม่จบนะครับ” วู้ดดี้บอก “ตอนนี้จะไปจัดที่โรงแรม แต่ห้องไม่พอ เลยสรุปที่พารากอนฮอลล์ แต่มันก็มีดีเทลเยอะเพราะถ้าจัดโรงแรมจะมีอาหารอะไรทุกอย่าง แต่นี่มันในห้าง โจทย์เยอะมาก ใช้ wedding planner ก็ไม่ได้ สเกลมันต่างกัน”

อ่านเพิ่มเติม: เชฟไอซ์ ศุภักษร จงศิริ แห่งร้านอาหาร ‘ศรณ์’ ผู้ปรุงประวัติศาสตร์ใหม่ให้อาหารไทย

Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)
Tatler Asia
Above วู้ดดี้ มิลินทจินดา และโอ๊ต อัครพล จับจิตรใจดล (เครื่องแต่งกาย: Poem Menswear)

แม้ว่าแพลนงานวิวาห์สุดอลังการนี้จะยังไม่นิ่ง (และไม่เคยนิ่ง) แต่พวกเขาเปิดเผยต่อ Tatler ว่า “มีหลายอย่างที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะเราเห็นมาเยอะแล้ว อย่างต้องมาต่อคิวถ่ายรูป หรือบางอย่าง เราคิดว่าจำเป็นต้องมีไหม เราเลยตัดสินใจไม่เอาเลย แต่พอถึงเวลาคุยไปคุยมา ต้องเรียกกลับมาใหม่” วู้ดดี้เล่าอย่างออกรส

“โอยถ่ายรูปหน้าแบ็กดรอปสองชั่วโมง สงสารคนเข้าคิว แต่เขาก็อยากจะถ่าย เนี่ย มันเลยเปลี่ยนทุกวันเลยครับ ผมคิดว่าความท้าทายของทีมงานคืออยากทำให้ทุกคนแฮปปี้ และมองว่ามันไม่ใช่งานแต่งของเรา มันจะชื่อว่า ‘WandOland of Love’ ซึ่งก็มาจาก Woody and Oat ทุกคนที่ไปงานจะได้เห็นความรักที่มีกับทุกคนในชีวิต ผ่านพิธีการ ทั้งการแสดง after party โจทย์ที่ท้าทายก็คือต้องเอนเตอร์เทนคนตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน หกชั่วโมงต่อเนื่อง แถมยังมีทั้งคนไทย ต่างชาติ มีเกย์ ไม่เกย์ พ่อแม่ญาติ เยอะมาก มันเหมือนเป็นหนึ่งในโชว์ในชีวิตที่เราคิดปรับจูนทุกวัน” วู้ดดี้ย้ำว่า “ทุกวัน”

18 ปีในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ การแต่งงานสองครั้ง บวกกับวัยที่เติบโต ทำให้มุมมองความรักของวู้ดดี้และโอ๊ตเปลี่ยนไปจากวันแรก

“อย่างที่บอกว่าไม่มีอะไรถาวร ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เปลี่ยนความรู้สึก เปลี่ยนอารมณ์ และก็เปลี่ยนความรักระหว่างเราสองคน” วู้ดดี้กล่าว

“ความรักในวันนั้นคือต้องรู้สึกดีต่อกันและกัน แต่ความรักหลังจากนั้นก็เป็นการเข้าใจกันและกัน ความรักในวันนี้มีทั้งเสียสละ ผมว่าความรักต้องปรับตัวตลอดเวลา ต้องอัปเกรดเหมือน iOS ความรักไม่มีคำตอบที่ตายตัวเสมอ มันเป็นความงดงาม มันเป็นความท้าทาย มันเป็นทุกข์ แน่นอนอยู่แล้ว แต่สุดท้ายมันก็เป็นประสบการณ์ในการสัมผัสอย่างหนึ่งในการเกิดมาเป็นคน

“ความรักระหว่างเราสองคน สำหรับผมในวันนี้มันคือธรรมะที่ดีที่สุด คือธรรมะที่งดงามที่สุด ผมบอกเขาเสมอว่า คุณเป็นก้อนธรรมะของผม ผมเป็นก้อนธรรมของคุณ คุณเป็นก้อนทุกข์ของผม ผมคือก้อนทุกข์ของคุณ คอยทดสอบธรรมะของกันและกัน ไม่มีอะไรทดสอบความนิ่งของเราได้นอกจากสามีของเรา” วู้ดดี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สายตามองสามีที่จะแต่งงานกันอีกครั้ง… อย่างเป็นทางการและตามกฎหมาย

Topics