เส้นทางที่ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบของ เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย หนุ่มหน้าตาใสซื่อ วัย 25 ปี ซึ่งแจ้งเกิดจากบทบาท ‘จิ่งนะ’ จากภาพยนตร์เรื่อง วิมานหนาม น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังเดินตามความฝัน เขาเชื่อว่า ‘การเข้าวงการบันเทิงเหมือนการซื้อลอตเตอรี่...ที่เขาจำเป็นต้องถูกรางวัลเท่านั้น’ เพราะเขาคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว
จากเด็กหนุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรสวนยางพารา เก่ง หฤษฎ์ ค้นพบความฝันที่อยากเป็นครูสอนภาษาไทย หลังได้มีโอกาสฝึกสอนให้กับนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านหนองเลา ซึ่งเป็นโรงเรียนในวัยเด็กของตัวเอง
“ผมได้เห็นความน่ารักความสดใสและความหลากหลายในตัวของพวกเขา เด็กแต่ละคนมีความฝันและความสามารถที่ต่างกัน จึงเป็นความรู้สึกท้าทายว่า ทําอย่างไรที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตไปในแบบที่เขาอยากจะเป็น ไม่ใช่แค่เราวางแพทเทิร์น แล้วพวกเขาต้องเดินไปในทิศทางนั้นอย่างเดียว”
แม้จะมีแพสชั่นกับการสอน แต่เมื่อเก่งต้องก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริงๆ ด้วยภาระและเงื่อนไขของชีวิต ทำให้ความฝันในการเป็นครูไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด
“ตอนที่ผมเรียนจบมหา’ลัย ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ทําหน้าที่สมบูรณ์แล้ว ผมเรียนครูจนจบ แต่ครอบครัวผมยังไม่จบ พ่อแม่ผมอายุมากขึ้นทุกวัน หนี้ที่บ้านก็มีเยอะ แล้วท่านต้องทํางานไปอีกกี่ปี หนี้ถึงจะหมด เลยรู้สึกว่าเรารอไม่ได้แล้ว ดังนั้น การเข้าวงการบันเทิงสำหรับผม คงเป็นเหมือนการซื้อลอตเตอรี่ ผมไม่รู้ว่าจะถูกรางวัลหรือเปล่า แต่มันต้องลองเสี่ยงดวง”
อ่านเพิ่มเติม: 'หลานม่า' ตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ไขเบื้องหลังความสำเร็จภาพยนตร์ไทยแห่งปี
โลกแห่งความฝัน กับโลกแห่งความจริง
เก่ง หฤษฎ์ ไล่ตามความฝันด้วยการเดินสายประกวดหลายเวที ทั้งนายแบบและนักแสดง จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเทพบุตรยี่เป็งเชียงใหม่ 2565 ได้สำเร็จ และเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัดค่าย Domundi (ดูมันดิ) แต่การต้องย้ายเข้ามาอยู่เมืองหลวง ซึ่งห่างไกลจากครอบครัว และต้องพบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการคว้าโอกาสใหญ่ๆ หลังจากนั้น ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือเขาควรจะหยุดแค่นี้จริงๆ
“จําได้ว่าตอนนั้นในหัวมันตีกันไปหมดเลย มีหลากหลายความรู้สึกมาก ตอนอยู่ที่บ้าน เราแทบไม่ต้องใช้เงินเลย มีผัก มีปลา เราก็กิน แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ ทั้งค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่อยู่ ทำให้คิดถึงบ้านมาก ช่วงแรกๆ ก็มีนั่งร้องไห้คนเดียว แต่ด้วยความที่เลือกแล้วว่าจะมาอยู่กรุงเทพฯ อยากจะหาโอกาสกลับไปเลี้ยงดูพ่อแม่ และทำให้ครอบครัวดีขึ้น เลยรู้สึกว่าผมถอยไม่ได้ ถ้าถอย ผมเห็นแล้วว่ามีใครที่รอเราอยู่ข้างหลังบ้าง”
อ่านเพิ่มเติม: ร่วมส่งแรงเชียร์ ‘บูม กษิดิศ’ นักเทนนิสดาวรุ่งในแกรนด์สแลม ‘ออสเตรเลียน โอเพ่น 2025’

Above เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย ได้รับรางวัลเทพบุตรยี่เป็งเชียงใหม่ 2565
โอกาสครั้งสำคัญ และวันที่รอคอย
หลังลองมาหลายเวที ผิดหวังมาหลายครั้ง จนเกือบจะล้มเลิกความฝัน จู่ๆ วันหนึ่ง เก่ง หฤษฎ์ ก็ได้รับข้อความจากค่ายหนังชื่อดังอย่าง GDH ให้ไปร่วมออดิชั่นโปรเจ็กต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ ทำให้เขาตื่นเต้นจนหัวใจพองโต
“จริงๆ แค่เห็นชื่อ GDH ผมก็ดีใจแล้ว เพราะผมติดตามผลงานมาตลอด ขอแค่ได้มีโอกาสไปแคสต์ ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ก็ตาม เพราะผมมีความฝันว่า ถ้าวันหนึ่งผมได้เล่นเป็นตัวละครในภาพยนตร์ จะบทอะไรก็ได้ มันคงจะเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ (ยิ้ม)”
เก่งเล่าว่า วันคัดเลือกนักแสดง ทางค่ายให้เขาสวมบทบาทตัวละคร ‘จิ่งนะ’ ซึ่งเป็นหนุ่มเหนือบุคลิกนิ่งๆ เหมือนตัวตนของเก่งช่วงก่อนเข้าวงการ และเขายังต้องทดลองเล่นฉากตัดกิ่งทุเรียนที่คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคย แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตมาในสวนในไร่ เก่งจึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมเต็มคาแร็กเตอร์นี้ได้อย่างลงตัว
“ตอนที่ทีมแคสติ้งโทรมาบอกว่าผมได้รับเลือก ผมตะโกนร้องออกมาด้วยความดีใจมาก จำได้ว่า พอเป็นช่วงเย็นในต่างจังหวัด ทุกอย่างจะเงียบหมด มีแต่เสียงดีใจของผมคนเดียว (หัวเราะ)”

ภาพยนตร์เรื่องแรก กับการเข้าซีนสุดทรหด
เก่ง หฤษฎ์ เล่าให้ฟังถึงประสบกาณ์การทำงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต ที่ทั้งตื่นเต้น ท้าทาย และยังคงคิดถึงหลากหลายความทรงจำสุดประทับใจ
“ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงบรรยากาศในการทํางาน คิดถึงตัวละคร คิดถึงความเป็นจิ่งนะ ผมรู้สึกว่าเขาคือตัวผมในช่วงก่อนเข้าวงการจริงๆ ซึ่งผมรู้สึกอินมากๆ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการแสดง คือการที่เราจะเป็นตัวละครตัวหนึ่งได้ มันไม่ใช่แค่ สาม สอง หนึ่ง แอ็คชั่น แล้วเหมือนมีองค์ลง แต่ทุกอย่างรอบตัวมีผลหมดเลย ทั้งผู้กำกับฯ ทั้งสภาพแวดล้อม เสียงลมที่เราได้ยิน กิ่งไม้ที่เสียดสีกัน กลิ่นดิน กลิ่นทุเรียน กลิ่นใบไม้ ทั้งหมดแทบจะซึมเข้าไปในตัวเรา จนมันเกิดเป็น magic moment ของตัวละครตัวนั้นจริงๆ”
เมื่อถามถึงฉากที่ท้าทายที่สุด เก่งนึกถึงตอนที่ต้องปีนขึ้นไปโยงกิ่งบนต้นทุเรียน ท่ามกลางพายุฝนลูกใหญ่ และอากาศอันหนาวเหน็บ
“จําได้ว่าตอนนั้นผมถ่ายอยู่สามเทค แล้วรู้สึกว่าร่างกายตัวเองจะไม่ไหวแล้ว เพราะมันหนาวมาก ด้านล่างมีมอเตอร์พัดลมประมาณสามตัวเป่าขึ้นไปข้างบน แถมยังมีฝนเทียมด้วย พวกเราถ่ายกันตอนประมาณตีสี่ แล้วจู่ๆ อากาศวันนั้นก็เย็นลงกว่าปกติ มือไม้ผมสั่น ตัวสั่น ทุกอย่างทรหดมาก พอได้มาเห็นซีนนั้นในหนังก็รู้สึกดีใจทุกครั้ง และอยากขอบคุณทีมงานทุกคนที่ช่วยให้เก่งผ่านมาได้”


Above เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย (ภาพ: Instagram / @Keng Harit)
ลอตเตอรี่เปลี่ยนชีวิต
หลังจากภาพยนตร์ ‘วิมานหนาม’* ออกฉาย ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างถล่มทลาย ทั้งบทบาทของนักแสดงนำอย่าง เจฟ ซาเตอร์ และอิงฟ้า วราหะ รวมถึงอีกหนึ่งตัวละครที่หลายคนหลงรักอย่าง ‘จิ่งนะ’ ที่ทำให้ชื่อของนักแสดงหน้าใหม่อย่าง เก่ง หฤษฎ์ กลายเป็นที่จับตามอง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผลงานเรื่องนี้คงเปรียบเสมือนการถูกลอตเตอรี่ ที่ทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ตอนที่ผมได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรก แค่ได้เห็นชื่อตัวเองบนจอ ผมก็ร้องไห้ออกมาเลย มันรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก เก่งต้องขอบคุณหนังเรื่องนี้ เพราะมันให้อะไรกับเก่งเยอะมาก อย่างแรกเลย คือทําให้ครอบครัวของเก่งสบายขึ้น ผมไม่อยากให้พวกเขาต้องเหนื่อยเหมือนเดิม อันนี้เป็นเป้าหมายแรกที่ผมตั้งใจเข้ามาในวงการบันเทิง"
*ภาพยนตร์วิมานหนาม สามารถรับชมได้แล้วผ่านแพลตฟอร์ม Netflix


Above โปสเตอร์ภาพยนตร์วิมานหนาม (ภาพ: Facebook.com / @GDH)
Above ตัวอย่างภาพยนตร์ ‘วิมานหนาม’
"เก่งจำได้ว่า ช่วงก่อนเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ พี่สาวเคยพูดกับเก่งว่า ให้ทําหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ แล้วเขาก็ให้เงินมาหมื่นหนึ่ง บอกว่าดูแลตัวเองดีๆ นะ สำหรับเราเงินก้อนนี้มีค่ามากๆ เนื่องจากครอบครัวเราไม่ได้มีรายได้เยอะขนาดนั้น ยิ่งทำให้รู้สึกว่า…(เก่งน้ำตาซึม) เราต้องเป็นความหวังที่ทําให้ครอบครัวดีขึ้นให้ได้ ก็รู้สึกดีใจที่สุดท้ายเราไม่ยอมแพ้ เพราะถ้าวันนั้นเราถอย ครอบครัวของเก่งก็อาจจะไม่สบายเหมือนในตอนนี้”
เก่งยังเล่าถึงโมเมนต์สุดประทับใจ ภายหลังจากที่ได้เวิร์กช็อปกับอิงฟ้า วราหะ ซึ่งในภาพยนตร์รับบทเป็นพี่สาวของจิ่งนะ และทำให้เก่งตัดสินใจกลับไปกอดพี่สาวในชีวิตจริง ด้วยความรักและความขอบคุณ
“นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยที่เก่งได้กอดพี่สาว เท่าที่จําความได้ผมไม่เคยกอดเขาเลยจนผมอายุ 24 มันเป็นการกอดที่เราไม่ได้พูดอะไรกันเลย แต่เป็นอ้อมกอดที่เก่งรู้สึกอบอุ่นมากๆ ”

Above อิงฟ้า วราหะ และเก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย (ภาพ: Facebook.com / @GDH)

ไม่เก่ง ที่แปลว่า ‘เก่ง’
นอกจากเป้าหมายเรื่องครอบครัวแล้ว ภาพยนตร์ ‘วิมานหนาม’ ยังทำให้นักแสดงหนุ่มอนาคตไกลค้นพบว่า นี่คืออาชีพที่ใช่สำหรับเขา
“ผมรู้สึกว่าศาสตร์ของการแสดงมีเสน่ห์ แล้วก็น่าหลงใหลมาก รวมถึงงานอื่นๆ ในวงการบันเทิงที่ผมรู้สึกว่าตัวเองก็น่าจะทำได้ ทั้งนักแสดง นักร้อง พิธีกร มันเหมือนเราได้เจออาชีพของเราจริงๆ อาชีพที่เราสามารถเลี้ยงดูตัวเอง ครอบครัว และเป็นกระบอกเสียงเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ ในสังคมได้ด้วย”
แม้ เก่ง หฤษฎ์ จะมีความสามารถรอบด้าน เช่น ทักษะด้านการร้องเพลงที่ทำให้หลายคนรู้สึกเซอร์ไพรส์ในความครบเครื่องของเขา โดยเฉพาะผลงานคัฟเวอร์เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘วิมานหนาม’ อย่าง ‘เหมือนวิวาห์’ แต่สำหรับตัว ‘เก่ง’ แล้ว เขามักจะถ่อมตัวว่าตัวเอง ‘ไม่เก่ง’ เสมอ
“ผมว่าผมเป็นคนไม่เก่งครับ ถ้าให้พูดตามตรง ผมแค่เป็นคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายทุกครั้งที่ได้ลองทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิม แต่ลึกๆ ผมอยากเก่งนะครับ ผมอยากทำให้ทุกคนมีความสุข อยากให้ทุกคนได้เห็นและติดตามผลงานของผม สำหรับผลงานเรื่องถัดไปที่อยากฝากให้ทุกคนได้ติตาม คือซีรีส์ ‘เขมจิราต้องรอด’ ของค่าย Domundi ซึ่งผมต้องรับบทเป็นพ่อหมอหรือหมอผี ก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ท้าทายมากๆ สำหรับผม”

Above เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย ร้องเพลง ‘เหมือนวิวาห์’ ร่วมกับเจฟ ซาเตอร์ (ภาพ: Facebook.com / @GDH)

Above เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย กับบทบาทพ่อหมอในซีรีส์ 'เขมจิราต้องรอด'
เหตุผลในการมีชีวิต
การเดินทางตามความฝันของเก่ง หฤษฎ์ เด็กหนุ่มภูซางที่มุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ แม้หนทางไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน ทั้งในฐานะนักแสดง และครั้งหนึ่งในฐานะคุณครูฝึกสอน
“ผมอยากจะบอกเด็กทุกๆ คนว่า ถ้าเราอยากทําอะไร เราทําได้แน่นอน แต่มันจะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นแรงผลักดัน และเป็นจุดยึดเกาะให้เราก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ยอมแพ้ สำหรับเก่งคือเรื่องครอบครัว เหตุผลที่ทำให้เก่งมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้เพราะว่าครอบครัว เก่งอยากทําเพื่อครอบครัว ให้ครอบครัวสบาย ซึ่งน้องๆ หลายคนอาจจะมีเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน บางคนไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ก็อาจทำเพื่อคุณตาคุณยายที่เลี้ยงดูเรามา ทําให้พวกท่านมีความสุข หรือบางคนอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยครอบครัวในอนาคตและผู้คนที่อยู่รอบข้างเรา จะเป็นส่วนสําคัญที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า”
“เก่งอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเอง และเชื่อมั่นว่า ถ้าเราหนักแน่น ไม่ยอมแพ้ เราก็จะเป็นความหวังให้กับตัวเองและครอบครัวได้สำเร็จในที่สุด”

Above เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย (ภาพ: Facebook.com / @GDH)










