หากพี่สาวคนโตเป็นผู้นำทัพบริหาร และน้องๆ เป็นนักสร้างสรรค์ ดารณี สุโกศล แคลปป์ ก็คือผู้พิทักษ์สมดุลทางการเงินของ “สุโกศล” ให้สามารถเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชั่น และอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสี่คน ดารณี สุโกศล แคลปป์ อาจเป็นคนที่ยืนอยู่ใกล้โลกของตัวเลขมากที่สุด เธอเรียนเศรษฐศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านการเงิน และเริ่มต้นอาชีพในสายวาณิชธนกิจ ทำงานกับการประเมินมูลค่าบริษัทและงบการเงินมาตั้งแต่วันแรกของชีวิตการทำงาน จนเธอบอกว่าสิ่งเหล่านี้แทบกลายเป็น “identity” ของตัวเองไปแล้ว
บทบาทของเธอในธุรกิจครอบครัวจึงแตกต่างจากสมาชิกคนอื่นอย่างชัดเจน ในขณะที่บางคนสร้างสรรค์ภาพฝัน บางคนดูแลการปฏิบัติการ หน้าที่ของดารณีคือคอยถามคำถามที่อาจฟังไม่โรแมนติกนัก แต่จำเป็นเสมอ… ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ผลตอบแทนเป็นอย่างไร กระแสเงินสดเพียงพอหรือไม่ ในวันที่เกิดวิกฤติ โรงแรมจะยังยืนอยู่ได้หรือเปล่า
อ่านเพิ่มเติม: Living the Legacy (1): กมลา สุโกศล ─ “The Heart” มรดกแห่งรัก ศิลปะแห่งการส่งต่อ และหัวใจที่เชื่อมสามเจเนอเรชั่น

Above ครอบครัวสุโกศลสามเจเนอเรชั่น (แถวนั่ง จากซ้าย) มาริสา สุโกศล หนุนภักดี, กมลา สุโกศล, ดารณี สุโกศล แคลปป์; (แถวยืน จากซ้าย) กฤษดา สุโกศล แคลปป์, กมล สุโกศล แคลปป์, เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์ (ภาพ: Termsit Siripanich / Tatler Thailand)
STRENGTH OVER GROWTH
“เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น ‘owner’ แต่คิดว่าเราเป็น ‘guardian’ เสมอมา” ดารณีเริ่มต้นบทสนทนา และอาจอธิบายวิธีคิดของดารณีในฐานะรองประธานฝ่ายการเงินได้ชัดที่สุด สำหรับเธอ คนแต่ละรุ่นเพียงเข้ามารับหน้าที่ดูแลกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งที่ควรทำคือทำให้ธุรกิจอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ก่อนส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป เป้าหมายจึงไม่ใช่การไล่ตาม ‘growth’ แต่คือ ‘strength’ ทั้งด้านการเงินและการบริหาร เพื่อให้ธุรกิจของครอบครัวมีศักยภาพมากพอที่จะปรับตัวเมื่อโลกเปลี่ยน หรือความไม่แน่นอนใดๆ ในอนาคต
“เราต้องมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะ adapt ไปได้เรื่อยๆ” เธอเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Patient Capital’ หรือทุนที่ไม่เร่งเรียกร้องผลตอบแทนปีต่อปี แต่ยอม ‘ให้เวลา’ แก่สิ่งที่ ‘สร้างคุณค่า’ ในระยะยาว

Above ดารณี สุโกศล แคลปป์ ผู้ซึ่งพยายามรักษาสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจครอบครัว เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป (ภาพ: Termsit Siripanich / Tatler Thailand)
ART MEETS FINANCE
อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ ‘guardian’ ก็ไม่ได้หมายถึงการทำตามตำราการเงินเพียงอย่างเดียว เพราะ ‘ความเป็นศิลปิน’ ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของครอบครัวอย่างชัดเจน โดยยก The Siam Bangkok ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง หากดีดลูกคิดแบบการเงินล้วนๆ พื้นที่ขนาดราวหกไร่ควรมีห้องพักหลายร้อยห้องเพื่อเพิ่มรายได้สูงสุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นโรงแรมเพียง 39 ห้อง ซึ่งให้น้ำหนักกับศิลปะ การออกแบบ และประสบการณ์เฉพาะตัวมากกว่าตัวเลข
ความท้าทายของเธอจึงไม่ใช่การบอกว่าอะไร ‘คุ้ม’ หรือ ‘ไม่คุ้ม’ แต่คือการหาจุดที่ความฝันกับความแข็งแรงทางการเงินอยู่ร่วมกันได้ “ถ้าโดยภาพรวมไม่ได้ทำธุรกิจพัง ระยะสั้นอาจขาดทุนหน่อยก็โอเค ตราบใดที่เราไม่สร้างภาระหนี้มากเกินไป” เป็นคำพูดที่กลั่นจากประสบการณ์ที่เริ่มต้นทำงานในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ดารณีค่อนข้างระมัดระวังกับการลงทุน เธอให้น้ำหนักกับทุนของครอบครัวมากกว่าการกู้ และควบคุมขนาดโครงการให้อยู่ในระดับที่ธุรกิจรับไหว
อ่านเพิ่มเติม: Living the Legacy (2): มาริสา สุโกศล หนุนภักดี ─ “The Keeper” ผู้ส่งต่อหัวใจของสุโกศล และบทบาท “สะพานเชื่อม” สองรุ่น

Above ดารณีบอกว่าความท้าทายของเธอคือการทำให้ความฝันของสมาชิกในครอบครัวกับความแข็งแรงทางการเงินอยู่ร่วมกันได้ (ภาพ: Termsit Siripanich / Tatler Thailand)
THE SUCCESSION QUESTION
แต่หากถามว่าอะไรคือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวสุโกศล คำตอบของดารณีกลับไม่ใช่เศรษฐกิจหรือการแข่งขัน แต่คือ “ผู้สืบทอด” เพราะคนรุ่นถัดไปอาจมองคำว่า “เจ้าของ” แตกต่างจากคนรุ่นปัจจุบัน รุ่นของเธอมองตัวเองเป็น “ผู้พิทักษ์” แต่คนรุ่นใหม่อาจคิดว่า เมื่อทรัพย์สินเป็นของตัวเองแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถนำไปลงทุนในสิ่งที่ต้องการ หรือเลือกเดินออกจากธุรกิจเดิมได้
ส่ิงนี้จึงเป็นเหตุผลที่เธอมองว่า เมื่อครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น ‘ธรรมนูญครอบครัว’ (family constitution) จะยิ่งสำคัญ ปัจจุบันสุโกศลมีกฎพื้นฐานที่สมาชิกเข้าใจกันเองอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้พัฒนาไปสู่ธรรมนูญครอบครัวเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน การเตรียม ‘คน’ ก็สำคัญไม่แพ้กติกา ดารณีเริ่มวางพื้นฐานให้บุตรีมีความรู้ด้านการเงินเพื่ออาจเข้ามาช่วยธุรกิจในอนาคต แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่า ในฐานะแม่ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ‘ความลำเอียง’ (bias) “เราต้องแยกให้ออกระหว่างความสามารถของลูกกับความเป็นแม่ เพราะเด็กทุกคนไม่เหมือนกัน”
ท้ายที่สุด ความเป็น The Guardian ของดารณีจึงไม่ได้หมายถึงคนที่เฝ้าดูตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือคนที่คอยถามอยู่เสมอว่า สิ่งที่ครอบครัวกำลังสร้างจะยังแข็งแรงพอหรือไม่เมื่อโลกเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะสำหรับเธอ การเป็นผู้พิทักษ์คือความรับผิดชอบที่จะทำให้สิ่งที่ได้รับมา แข็งแรงพอสำหรับคนรุ่นต่อไป
เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น 'owner' แต่คิดว่าเราเป็น 'guardian' เสมอมา




