จากเส้นดินสอที่ ‘ทรงวาด’ สู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่คนรุ่นใหม่ร่วมกัน ‘วาด’ บนแผนที่วัฒนธรรมร่วมสมัย
ทรงวาด ถนนที่ชื่อเหมือนคำกริยาว่า ‘วาด’ เส้นนี้ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะถนนที่มีความยาวเพียงราว 1.2 กิโลเมตรนี้เกิดจากการวาดเส้นสายบนแผนที่เพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของเมือง จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2449 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ห้า กับเหตุไฟไหม้ชุมชนย่านสำเพ็งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่ไม่เพียงเผาอาคารบ้านเรือน แต่ยังทำให้กรุงเทพฯ ต้องกลับมาตั้งคำถามกับโครงสร้างเมือง ความแออัด ความไม่เป็นระเบียบ และความเสี่ยงจากอัคคีภัย “ถนน” จึงกลายมาเป็นคำตอบของการจัดระเบียบเมืองในตอนนั้น
ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ตัดถนนเส้นใหม่ โดยทรงวาดแนวถนนเป็นเส้นตรงลงบนแผนที่ เชื่อมท่าน้ำราชวงศ์เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงวัดปทุมคงคาฯ และเชื่อมต่อกับถนนสายสำคัญใกล้เคียงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นถนนราชวงศ์ ถนนทรงสวัสดิ์ หรือถนนเจริญกรุง นั่นคือจุดกำเนิดของชื่อ “ทรงวาด” ถนนที่เริ่มจากการ ‘ทรงวาด’ จริงๆ
อ่านเพิ่มเติม: ดำดิ่งสู่ความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่ dib Bangkok
หากมองด้วยสายตาคนยุคปัจจุบัน ทรงวาดอาจเป็นย่านสร้างสรรค์สุดฮิปแห่งใหม่ที่เรียงรายไปด้วยตึกเก่า คาเฟ่ และร้านอาหาร แต่ในบริบทยุคต้นรัตนโกสินทร์ ถนนเส้นนี้ถือเป็นการ “วาดอนาคต” ของพระนคร เพื่อวางโครงข่ายเมืองที่คิดเผื่อการขยายตัวของการค้าและการคมนาคมของเมืองหลวงในระยะยาว

Above ถนนเยาวพานิชในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เดิมเป็นคลองตื้นเขินในสมัยรัชกาลที่ห้า ก่อนถมคลองและสร้างถนนเชื่อมระหว่างเยาวราชและถนนทรงวาด เป็นศูนย์กลางของชุมชนจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน มีชื่อเสียงด้านธุรกิจขายยาจีน รองเท้าขายส่ง อาหารแห้ง และร้านอาหารเก่าแก่ (ภาพ: facebook.com/เรารัก บรรพบุรุษไทย)
‘วาด’ เศรษฐกิจ
ด้วยทำเลที่ตั้งของถนนทรงวาดที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ย่านนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการค้าขายและขนส่งทางเรือ ในสมัยก่อนท่าเรือเล็กใหญ่เรียงรายตลอดแนวแม่น้ำ เรือจากหัวเมืองต่างๆ เข้าเทียบท่าเพื่อนำพืชผลทางการเกษตร อาหารทะเล สมุนไพร และเครื่องเทศขึ้นฝั่งกันอย่างคึกคัก ก่อนจะกระจายต่อไปยังย่านการค้าอื่นของพระนคร
ภาพจำของทรงวาดในช่วงรุ่งเรืองจึงไม่ใช่ภาพเงียบงามแบบเมืองเก่า หากเป็นภาพที่พ่อค้าแม่ค้าสัญจรเดินทางกันขวักไขว่ กิจการค้าส่งจำนวนมากปักหลักอยู่บนถนนเส้นนี้ บางแห่งเริ่มต้นจากร้านเล็กๆ แต่สามารถเติบโตเป็นบริษัทระดับประเทศ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือจุดเริ่มต้นของเจียไต๋ กิจการค้าขายเมล็ดพันธุ์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2464 โดยสองพี่น้องตระกูลเจียรวนนท์ จากร้านเล็กๆ บนถนนสายการค้าแห่งนี้ กิจการค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของภาคเกษตรกรรมไทย ก่อนจะพัฒนาเป็นเครือธุรกิจขนาดใหญ่ระดับประเทศและนานาชาติในเวลาต่อมา
ทรงวาดยังมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งบ่มเพาะระบบการเงินของประเทศ เช่นจุดเริ่มต้นของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเริ่มจากการให้บริการทางการเงินแก่พ่อค้าและนักธุรกิจในย่านทรงวาด การเติบโตของสถาบันการเงินในยุคนั้นสะท้อนว่า ทรงวาดไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่ความเชื่อมั่น การลงทุน และการหมุนเวียนทุนที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผู้คน

Above ทรงวาด ย่านสุดฮิปแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ร้านเครื่องหอม Copenn Songwat (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ศิลปะงานคราฟต์สีสันจัดจ้านที่สามารถซื้อเป็นของแต่งบ้านหรือของที่ระลึกได้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
‘วาด’ วัฒนธรรมร่วมกัน
เมื่อมีการค้าก็ย่อมมีผู้คน ผู้คนหลากหลายถิ่นฐานหลั่งไหลเข้ามา ทำให้ทรงวาดกลายเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมเบ่งบาน ถนนสายนี้ต้อนรับทั้งพ่อค้าชาวจีน ชาวไทย ชาวมุสลิม และชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายทางเรือ เราจึงได้เห็นภาพของศาลเจ้าจีน วัดพุทธ และมัสยิดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันบนถนนเส้นนี้ ซึ่งสะท้อนความจริงข้อหนึ่งของเมืองท่าในอดีต นั่นคือการอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกันในชีวิตประจำวัน โดยมีการค้าเป็นจุดเชื่อมสายสัมพันธ์ที่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นเรื่องปกติ
ทรงวาดจึงไม่ใช่แค่ย่านพหุวัฒนธรรมในความหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพหุวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างของพื้นที่ ตั้งแต่ผังถนน รูปแบบอาคาร ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน ความหลากหลายเหล่านี้ค่อยๆ ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เหมือนภาพสเก็ตช์ที่ถูกวาดเพิ่มโดยไม่ได้ลบเส้นเดิมออก และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ทรงวาดสามารถเดินทางข้ามเวลามาสู่ปัจจุบันได้อย่างมีตัวตน

Above มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดเพียงแห่งเดียวของชุมชนมุสลิมบนถนนทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนเชื้อสายจีน ไทย และมุสลิมบนถนนทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
‘วาด’ อาคาร
ตึกแถวสองฝั่งของย่านนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อความสวยงาม แต่เป็นอาคารใช้งานจริงในยุคที่การค้าคือหัวใจของเมือง อาคารส่วนใหญ่บนถนนทรงวาดจึงมีหน้ากว้างกว่าตึกแถวทั่วไป มีโครงสร้างแข็งแรง รองรับการขนถ่ายสินค้า รถบรรทุก และโกดังเก็บของที่ต้องทำงานตลอดวัน
ในเชิงสถาปัตยกรรม ทรงวาดสะท้อนรูปแบบ “ตึกแถวร้านค้า” หรือ Shophouse อย่างชัดเจน เป็นอาคารที่ใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่ค้าขายในหลังเดียว ความพิเศษของย่านนี้อยู่ที่ลักษณะการถือครองแบบเอกชนที่หลากหลาย ทำให้แต่ละอาคารมีหน้าตาและรายละเอียดแตกต่างกันไป ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้ทรงวาดมีมิติและชวนเดินสนุกเหมือนได้เดินชมแกลเลอรีกลางแจ้ง

Above “ตึกแถวร้านค้า” หรือ Shophouse บนถนนทรงวาด ชวนเดินสนุกเหมือนได้เดินชมแกลเลอรีกลางแจ้ง (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ “ตึกผลไม้” ตึกสีขาวกลางถนนที่โดดเด่นด้วยลวดลายปูนปั้นรูปเถาไม้เลื้อยและผลไม้หลากชนิด ซุ้มหน้าต่างโค้งประดับกระจกสี และองค์ประกอบแบบตะวันตกที่แทรกอยู่บนโครงสร้างแบบตึกแถวเอเชีย นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมอย่าง เกรียงไกร เกิดศิริ อธิบายว่า รูปแบบเช่นนี้สามารถเชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมแบบ Late Straits Eclectic ซึ่งพบได้ในเมืองท่าสำคัญอย่างปีนังและสิงคโปร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หยิบเอาองค์ประกอบจากหลายยุคหลายวัฒนธรรมมาผสมผสานกันตามรสนิยมของเจ้าของอาคารและบริบทของพื้นที่

Above “ตึกผลไม้” ตึกสีขาวกลางถนนทรงวาดที่โดดเด่นด้วยลวดลายปูนปั้นรูปเถาไม้เลื้อยและผลไม้หลากชนิด ซุ้มหน้าต่างโค้งประดับกระจกสี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above “ตึกผลไม้” ตึกสีขาวกลางถนนทรงวาดที่โดดเด่นด้วยลวดลายปูนปั้นรูปเถาไม้เลื้อยและผลไม้หลากชนิด ซุ้มหน้าต่างโค้งประดับกระจกสี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
‘วาด’ บทใหม่ด้วยศิลปะและชีวิตจริง
ปัจจุบัน ทรงวาดค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้บทใหม่ถูกเขียนลงบนโครงสร้างเดิม หนึ่งในภาพที่สะดุดตาที่สุดของย่านคือกราฟิตี้รูปช้างขนาดใหญ่บนผนังโกดัง ผลงานของ Roa ศิลปินสตรีตอาร์ตชาวเบลเยี่ยม งานศิลปะชิ้นนี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาคารเก่า แต่เลือกจะอยู่ร่วมกับพื้นที่เดิมอย่างเคารพ
นอกจากสตรีตอาร์ตแล้ว แกลเลอรี คาเฟ่ ร้านอาหาร และแบรนด์ดีไซน์รุ่นใหม่ก็ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาในทรงวาด หลายพื้นที่เลือกใช้วิธี adaptive reuse รีโนเวตโกดังและตึกแถวเก่าโดยคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้ เผยผิววัสดุ ร่องรอยที่ผ่านกาลเวลา และความไม่สมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์คือบรรยากาศที่ร่วมสมัยแต่ไม่ตัดขาดจากบริบทของชุมชน

Above กราฟิตี้รูปช้างขนาดใหญ่บนผนังโกดัง ผลงานของ Roa ศิลปินสตรีตอาร์ตชาวเบลเยี่ยมที่ทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above งานกราฟิตี้อื่นๆ ในย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
อีกหนึ่งเสน่ห์ของทรงวาดคือการเป็นย่านที่ “เดินได้จริง” ระยะทางสั้นๆ แต่ทำให้ผู้มาเยือนได้ใช้เวลาอยู่กับพื้นที่อย่างไม่เร่งรีบ แวะร้านหนึ่ง เดินต่ออีกไม่กี่ก้าวก็เจออีกเรื่องราวหนึ่ง ระหว่างทางคือภาพตึกเก่าที่ยังถูกใช้งานอยู่ เสียงประตูเหล็กโกดัง และชีวิตประจำวันของผู้คนที่ยังดำเนินไป ทรงวาดจึงไม่ใช่ย่านที่ถูกออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยตรง แต่เป็นย่านท่องเที่ยวที่สะท้อนเสน่ห์วิถีชีวิตจริงๆ ของคนในพื้นที่
อ่านเพิ่มเติม: “ไทย” ครองบัลลังก์ตลาดกลางคืนระดับโลก

Above งานศิลปะชวนดูเพลินในย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
‘วาด’ จากรากเหง้า กับ Made in Song Wat
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันในทรงวาดคือ “ผลิตภัณฑ์” ที่ยังหมุนเวียนอยู่ในย่าน ตั้งแต่วุ้นเส้น ถั่ว เมล็ดพันธุ์ เครื่องเทศ ไปจนถึงภาชนะและงานคราฟต์ร่วมสมัย สิ่งของธรรมดาเหล่านี้คือผลผลิตจากระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ยังมีชีวิตและกำลังถูกยกระดับให้ร่วมสมัยขึ้นโดยไม่ทิ้งรากเดิม
วุ้นเส้นจากอุตสาหกรรมวุ้นเส้นไทย ถั่วและของแห้งจากร้านค้าเก่าแก่บนถนนเส้นเดียวกัน กลายเป็นหลักฐานว่าทรงวาดยังคงเป็นแหล่งผลิตและกระจายสินค้าที่จับต้องได้จริง ขณะเดียวกันงานเซรามิกจาก Aoon Pottery ที่ใช้ดินจากเชียงใหม่ หรือสินค้าจากสตูดิโอออกแบบต่างๆ ก็เข้ามาเติมเลเยอร์ใหม่ๆ ให้กับย่าน โดยไม่ได้ทำให้ความเป็นทรงวาดแบบเดิมเลือนหาย
อีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมย่านทรงวาดคือ ห่านคู่ เสื้อยืดสีขาวเรียบง่ายที่เริ่มต้นจากโกดังเก่าในย่านทรงวาด ก่อนจะพัฒนาเป็นโรงงานไทยแลนด์นิตติ้งและกลายเป็นไอเทมคลาสสิกประจำตู้เสื้อผ้าคนไทย ความสบายที่ ‘คราฟต์’ มาดีของห่านคู่จึงไม่ใช่แค่เรื่องผ้า หากคือเรื่องราวของการผลิตแบบไทยที่เติบโตจากตรอกเล็กๆ สู่มาตรฐานสากล
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดวางให้เป็นของฝากเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นของที่ใช้จริง รับประทานจริง และอยู่ในบ้านจริง คอนเซ็ปต์ “Made in Song Wat” จึงเกิดจากการ “ต่อยอด” มากกว่าการ “แทนที่”

Above สัญลักษณ์ “Made in Song Wat” ในย่านทรงวาด ทั้ง“ผลิตภัณฑ์” ที่ยังหมุนเวียนอยู่ในย่าน ตั้งแต่วุ้นเส้น ถั่ว เมล็ดพันธุ์ เครื่องเทศ ไปจนถึงภาชนะและงานคราฟต์ร่วมสมัย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
7 Places to Feel Song Wat
มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

Above มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดเพียงแห่งเดียวของชุมชนมุสลิมบนถนนทรงวาด โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่เรียบสง่าและไม่คุ้นตาหากเคยชินกับภาพมัสยิดแบบโดม (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
มัสยิดเพียงแห่งเดียวของชุมชนมุสลิมบนถนนทรงวาด โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่เรียบสง่าและไม่คุ้นตาหากเคยชินกับภาพมัสยิดแบบโดม ตัวอาคารสองชั้นตกแต่งด้วยลายฉลุไม้ กรอบหน้าต่าง และซุ้มเมียะห์รอบ (Mihrab) ที่ผสมกลิ่นอายศิลปะตะวันตกกับองค์ประกอบแบบไทยอย่างนุ่มนวล มัสยิดแห่งนี้คือหลักฐานของพหุวัฒนธรรมที่ฝังรากอยู่ในย่านการค้า และยังคงเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาใช้งานจริง
Copenn Songwat
บ้านหลังใหม่ของแบรนด์เครื่องหอม ตัวอาคารเก่าถูกปรับใช้ด้วยแนวคิดสัจจะวัสดุ เผยพื้นผิวไม้ ปูน และโครงสร้างเดิมอย่างตั้งใจ ภายในร้านจัดวาง display installation ให้ผู้มาเยือนได้ทดลองกลิ่นอย่างไม่เร่งรีบ กลิ่นหอมที่นี่กลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงความทรงจำของย่านเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน
Oyster & Things

Above ร้าน Oyster & Things ร้านของแต่งบ้านมัลติแบรนด์ ตกแต่งสไตล์วินเทจ อีกหนึ่งจุดเที่ยวห้ามพลาดในย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
โกดังเก่าที่ถูกรีโนเวตเป็นร้านของแต่งบ้านมัลติแบรนด์ ตกแต่งสไตล์วินเทจที่ชวนให้นึกถึงสมัยก่อน ทั้งผนังปูน เพดานสูง และประตูเหล็กขนาดใหญ่ สินค้าภายในร้านครอบคลุมตั้งแต่จาน ชาม แก้วเคลือบ ช้อนส้อมสีสด ไปจนถึงของใช้ชิ้นเล็กที่บาลานซ์ฟังก์ชั่นและดีไซน์ได้ดี เป็นตัวอย่างของ adaptive reuse ที่ทำให้ความทรงจำของโกดังยุคการค้าส่งยังคงมีชีวิตในบริบทใหม่

Above ร้าน Oyster & Things ร้านของแต่งบ้านมัลติแบรนด์ ตกแต่งสไตล์วินเทจ อีกหนึ่งจุดเที่ยวห้ามพลาดในย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above บรรยากาศภายในร้าน Oyster & Things ที่ทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Terroir.bkk

Above ร้านกาแฟ Terroir.bkk ที่เล่าเรื่องกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
โรงคั่วและร้านกาแฟที่เล่าเรื่องกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พื้นที่ตกแต่งเรียบเท่ในโทนแคมป์ปิ้ง เปิดรับวิวถนนทรงวาดให้ผู้ดื่มได้มองชีวิตย่านไปพร้อมกับจิบกาแฟ เมล็ดกาแฟมีให้เลือกทั้ง House Blend สำหรับเมนูกาแฟนม และ Single Origin สำหรับกาแฟดำ พร้อมเบลนด์พิเศษประจำสาขาที่ออกแบบให้ดื่มง่ายในชีวิตประจำวัน Terroir.bkk ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่ขายความเข้าใจในศักยภาพของกาแฟไทยว่าสามารถไปไกลได้ระดับโลก หากเราให้ความสำคัญกับที่มาและคุณภาพอย่างจริงจัง

Above บรรยากาศการตกแต่งด้วยข้อความสนุกๆ ที่ Terroir.bkk (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above เก้าอี้มุมกาแฟหน้าร้าน Terroir.bkk เคียงข้างด้วยศิลปะช้างแบบเก๋ๆ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Song Viet at Song Wat

Above หน้า Song Viet at Song Wat ร้านอาหารเวียดนามขึ้นชื่อของย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ร้านอาหารเวียดนามที่หยิบเสน่ห์สตรีตฟู้ดไซ่ง่อนมาผสานกับจังหวะชีวิตของทรงวาดได้อย่างน่าสนใจ พื้นที่ด้านนอกเปิดรับความพลุกพล่านของถนน ขณะที่ภายในร้านตกแต่งเหมือนยกร้านริมทางที่เวียดนามมาไว้ที่นี่จริง ๆ เมนูส่วนใหญ่เป็นอาหารเวียดนามดั้งเดิมที่เชฟนำมาจากความทรงจำในบ้านเกิด ทั้งของกินเล่นและอาหารจานหลัก ทำให้การนั่งกินที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นการ “ดูเมือง” ผ่านอาหารไปพร้อมกัน

Above เมนูเครื่องดื่มของร้าน Song Viet at Song Wat ย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above เมนูอาหารเวียดนามที่งร้าน Song Viet at Song Wat ย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Ruenrom

Above ร้าน Ruenrom สาขาทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ผลิตภัณฑ์ก้านหอมที่ถอดกลิ่นอายของทรงวาดออกมาเป็นประสบการณ์ทางกลิ่น ตั้งแต่สมุนไพร เครื่องเทศ ไปจนถึงกลิ่นไม้เก่า ราวกับเราได้เดินผ่านโกดังและร้านค้าดั้งเดิมของย่าน
Lost in Songwat

Above Lost in Songwat สเปซลับในตรอกย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
สเปซสร้างสรรค์ในตรอกลับที่ต้องตั้งใจเดินเข้าไปหา ก่อนจะพบบ้านจีนเก่าแก่ที่ถูกรีโนเวตโดยยังคงโครงสร้างเดิมไว้ ทั้งบันไดวน ผนัง และผังบ้าน พื้นที่ภายในรวมคาเฟ่ ร้านค้า และตลาดเล็กๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนพื้นที่ทดลองของการใช้ชีวิตร่วมสมัยในกรอบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม

Above Lost in Songwat คาเฟ่ในตรอกลับย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above รากของต้นไม้ใหญ่ที่ทาบทับกำแพงบ้านทรงจีนดั้งเดิมกลายเป็นฉากหลังให้กับงานศิลปะจัดวางของ Pasaya Lifestyle (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above เมื่อมองจาก Lost in Songwat คาเฟ่ในตรอกลับย่านทรงวาด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
บนแผนที่วัฒนธรรมร่วมสมัย ทรงวาดเหมือนผืนกระดาษที่ถูกวาดมาแล้วหลายครั้ง บางเส้นคม บางเส้นจาง บางเส้นถูกขีดทับแต่ไม่มีเส้นไหนหายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเสน่ห์ของทรงวาดอยู่ที่การ “วาดใหม่” ที่ยังมีเส้นเดิมปรากฏเป็นพื้นหลัง เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวของถนนสายประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่พร้อมทอดยาวไปสู่อนาคต
อ่านเพิ่มเติม:
Feel All the Feelings เมื่อ “ลิซ่า” พาโลกทั้งใบกลับมาหลงรักประเทศไทยอีกครั้ง
9 สถานที่ท่องเที่ยวในเอเชีย ที่คนรักแมวต้องไปเยือน
พีท ประณิธาน พรประภา กับเบื้องหลัง 10 ปีแห่งความมหัศจรรย์ของเทศกาลระดับโลก “Wonderfruit”








