พบกับเรื่องราวความท้าทายของ KP Ho หลังจากที่ Banyan Tree Holdings ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Banyan Group
ในมื้ออาหารกลางวัน ณ โรงแรมบันยันทรี ภูเก็ต แม้ว่าภายนอกจะฝนตกลงมาอย่างหนัก ตามประสาของหน้ามรสุม ผมนั่งตรงข้ามกับ โฮ กวงปิง (Ho Kwon Ping) หรือ เคพี โฮ (KP Ho) อย่างพอดิบพอดี พร้อมเปิดบทสทนาด้วยความกระตือรือร้นกับเรื่องราวในอดีตของเขาที่เคยได้เล่าไว้ในหนังสือ Asking Why กับหลากหลายเรื่องที่ยังคงคั่งค้างในใจจากเรื่องราวในหนังสือ และข้อมูลในอดีตที่อยากจะได้ยินจากปากของเขาเอง แต่วันนี้เราคงไม่ได้นั่งพูดคุยถึงเรื่องราวในชีวิตเขาตลอด 70 ปี ที่คุณสามารถหาอ่านได้จากหนังสือของเขา
แต่เราจะพาคุณก้าวนำหน้าไปพร้อมกับ เคพี โฮ ความท้าทายครั้งใหม่ของเขาในวัย 70 ปี กับเรื่องความยั่งยืนทางสังคม (social sustainability) ผ่านโครงการ Laguna Lakelands โครงการล่าสุดภายใต้ Banyan Group ที่จะกลายเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต
วันนี้เขายังได้แนะนำ Laguna Lakelands โครงการที่อยู่อาศัยขนาดยักษ์แห่งใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ที่กำลังจะเกิดขึ้นบนพื้นที่กว่าล้านตารางเมตร ท่ามกลางสวนพฤกษศาสตร์ สวนสาธารณะ เนินเขา ป่าฝน และทะเลสาบอันเงียบสงบ บนพื้นฐานความยั่งยืนที่เป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ โดยมีเป้าหมายให้เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต รองรับตลาดบ้านพักตากอากาศและบ้านหลังที่สอง
“ผมมีไอเดียเรื่องความยั่งยืนทางสังคม (social sustainability) มาระยะหนึ่งแล้ว และ Laguna Lakelands ก็คือตัวอย่างของการทดลองสร้างความยั่งยืนทางสังคม ที่ผมอยากจะเป็นผู้นำในฝั่งของเอกชน ซึ่งแน่นอนว่าโปรเจ็กต์นี้จะไม่ใช่โปรเจ็กต์สุดท้าย” เคพีกล่าวอย่างหนักแน่น
อ่านเพิ่มเติม: 6 รีสอร์ตน่าไปพักในเกาหลีใต้ช่วงปลายฤดูหนาว ที่ได้รับความนิยมในหมู่คนท้องถิ่น

Above เส้นทางเดิน-วิ่งเทรลในโครงการ Laguna Lakelands (ภาพ: Banyan Group)
Born from the East, Living in the West
“อย่างลอนดอนมี Hyde Park นิวยอร์กมี Central Park สิงคโปร์มี Botanic Garden กรุงเทพฯ มีสวนลุมพินี สวนเบญจกิติ แต่ภูเก็ตยังไม่มีอะไรเลย กว่า 30 ปีที่ผ่านมาภูเก็ตยังคงเป็นเกาะที่เคยทำเหมืองแร่ ซึ่งตอนนี้พื้นที่เหมืองแร่ยังคงเป็นพิษด้วยซ้ำไป แล้วก็มีผู้คนเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อนริมทะเลช่วงวันหยุด แต่มันไม่ใช่สวนสาธารณะ นี่คือสิ่งที่ภูเก็ตยังขาด”
เมื่อพูดถึงเรื่องความยั่งยืนแล้ว เรามักมองประเด็นไปที่เรื่องของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และระบบนิเวศทางธรรมชาติ รวมถึงระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ความยั่งยืนทางสังคมนี้เป็นสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในสังคมซึ่งอาจไม่ถูกมองเห็น แต่ทุกคนจะได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า คลับเฮาส์สาธารณะ สวนที่ออกแบบมาให้เข้ากับเมือง และอื่นๆ อีกมากมาย

Above ภาพจากยอดเขาของโครงการ Laguna Lakelands (ภาพ: Banyan Group)
“ผมโชคดีอย่างหนึ่งที่เติบโตมาบนโลกทั้งสองฝั่ง ในด้านหนึ่งผมเติบโตมากับวัฒนธรรมตะวันตกที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบฝรั่ง แต่ผมไม่ใช่ฝรั่งเพราะรากเหง้าผมคือเอเชีย แล้ววันหนึ่งประเทศตะวันตกที่มั่งคั่งจากการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ก็ได้ปล่อยคาร์บอนออกมามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พอสัตว์ป่ากำลังจะสูญพันธ์ุจากการกระทำของพวกเขาเอง ก็เพิ่งมาตระหนักได้ว่าโลกนี้กำลังร้อนขึ้น เกิดความรู้สึกผิดจนออกมาบอกทุกคนให้ตระหนักถึงความยั่งยืน ผมจึงไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมมุมมองเรื่องความยั่งยืนของพวกเขาอยู่บนความรู้สึกผิดบาปจากการกระทำต่อสิ่งแวดล้อม”
เขายังเสริมต่อว่า “ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเชื่อใน Greenpeace และต้องการจะอนุรักษ์ยุงที่ใกล้สูญพันธุ์ แต่คนนับพันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคที่เป็นป่าดิบชื้น ต้องเผชิญกับโรคมาลาเรีย มันตลกไหมล่ะสำหรับคนเอเชียแบบผมและคุณ (หัวเราะ)”
A New Landscape of Phuket
Laguna Lakelands มีพื้นที่ทั้งหมด 700 ไร่ แบ่งออกเป็น 5 โซนที่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน ได้แก่ Hillside, Orchard, Forest, Lakeside และ Lagoon เชื่อมต่อด้วยทางเดินและเส้นทางปั่นจักรยานความยาวรวม 15 กิโลเมตร เปิดรับผู้ต้องการพักอาศัยในเฟสแรก 2 รูปแบบ คือ Lakeview Residences คอนโดมิเนียม low rise 4 ชั้นและ 7 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้บนชั้นดาดฟ้า และ Waterfront Villas วิลล่าติดลากูน 4 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำและสวนส่วนตัว
“โครงการขนาดใหญ่ลักษณะนี้ ถ้าเป็นที่อื่น เช่น สิงคโปร์ ภาครัฐต้องเข้ามามีส่วนร่วมแน่นอน เพราะเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ที่ Laguna Lakelands ผมสามารถออกแบบพื้นที่ได้อย่างอิสระ มีการเปิดพื้นที่ให้เป็นสาธารณะที่คนภายนอกสามารถเข้ามาใช้งานได้ แต่เราก็ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยด้วย เพียงแค่นี้ก็จะเริ่มเห็นความซับซ้อนในการจัดการแล้ว (หัวเราะ) แต่นี่แหละ สิ่งที่ผมเรียกว่าความรุ่มรวยของชีวิต การได้ใช้เวลาในพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน”
เคพียังได้เล่าถึงที่มาของแนวคิดที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันว่า มาจากประสบการณ์การเดินทางในหลากหลายประเทศซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้กำแพงที่กั้นระหว่างคนรวยและคนจนมีทั้งความหนาและความสูงจนปิดกั้นมุมมองของทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างก็สร้างมายาคติเกี่ยวกับผู้ที่อยู่อีกฟากของกำแพงไว้ ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เขาจึงปรารถนาจะลดทอนกำแพงนี้ลงในภูเก็ต

Above โครงการ Laguna Lakelands (ภาพ: Banyan Group)
“สำหรับเมืองไทยผมขอเจาะลงมาเฉพาะที่ภูเก็ต ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่ เพราะมันมีคำหนึ่งคือคำว่า ‘Gated community’ (ชุมชนรูปแบบปิด) ที่เป็นการสร้างหมู่บ้านแบบรั้วรอบขอบชิด กันคนในชุมชนออกจากพื้นที่รอบข้างโดยสิ้นเชิง เพื่อสร้างบรรยากาศของความหรูหราที่ควบคุมได้ ผมเชื่อว่ามันคือความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายคน ที่อยากสร้างโครงการลักษณะนี้ เพราะหนึ่งมันขายให้กับคนมีฐานะได้อยู่แล้ว แต่โครงการลักษณะนี้มีมากพอแล้ว อย่างในกรุงเทพฯ มีโครงการกับหมู่บ้านแบบนี้เต็มไปหมด” เขาเล่าพลางหัวเราะ
“ต้องยอมรับว่ามันคือโลกของความเป็นจริง ผมทำธุรกิจก็แน่นอนว่าอยากสร้างชุมชนสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้มั่งคั่ง ขณะเดียวกันผมก็อยากสร้างพื้นที่ที่ทุกคนเข้ามาใช้ร่วมกันได้ และเราสามารถทำได้ที่ภูเก็ต เรามีพื้นที่อีกตั้งเยอะแยะ และตรงนี้มีชุมชน เราสามารถสร้างทางเดิน สวนสาธารณะ ป่าฝน และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ได้อีก ผมเชื่อว่าคนที่ตำบลเชิงทะเลจะชอบ และต้องได้ใช้งานพื้นที่อย่างสมประโยชน์อย่างแน่นอน”
First to Arrive
หลายครั้งเรามักได้ยินเคพีกล่าวถึงเครือ Banyan ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น Banyan Tree จนถึงวันที่เป็น Banyan Group ว่าการพัฒนาพื้นที่ของเขานั้น ไม่ใช่เรื่องของความหรูหรา จวบจนวันนี้เขาก็ยังมั่นคงกับความตั้งใจสร้าง Banyan Group ที่มีการตีความคำว่าหรูหราในแบบของเขาเอง
“มีคนกล่าวว่า ‘The luxury of time is a luxury’ ผมคิดว่าเรา (Banyan Group) ไม่ใช่ความหรูหราตามขนบที่หมายถึงสินค้าราคาแพง ใช้ของมีราคา แต่เรามองว่ามันคือการได้ใช้เวลาแบบมีคุณภาพกับคนสำคัญ ไม่ว่าจะกับคนรักหรือเพื่อน หรือแม้แต่การอยู่อาศัยในบั้นปลายของคนวัยเกษียณ แน่นอนว่าเราสร้างสิ่งเหล่านี้มาตลอด 30 ปีของการเดินทาง”
ทั้งนี้ความหรูหราที่ไม่ใช่ตามอย่างขนบที่เขาเล่านั้นจะสังเกตได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงแรมบันยันทรี ภูเก็ต ที่จะไม่พบข้าวของเครื่องใช้ที่มีตราประทับเป็นแบรนด์หรูแบบที่หลายคนรู้จัก แต่จะเป็นแบรนด์ของทางโรงแรมเองที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในโรงแรมโดยเฉพาะ
“ช่วงแรกของการทำโรงแรม หลายคนถามว่า ‘ทำไมไม่ซื้อชุดสำหรับใช้ในห้องน้ำของแบรนด์เนมระดับโลกมาวางล่ะ โรงแรมจะได้ดูหรูหรา’ ซึ่งผมไม่สนใจความเชื่อพวกนี้แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ผมทำจะย้อนกลับไปเรื่องของการใช้เวลา ผมค้นหาช่างฝีมือในยโสธรเพื่อให้เขาปั้นเซรามิกสำหรับใช้ภายใน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องส่วนตัวจนถึงสปา ทุกส่วนที่ประกอบกันภายในโรงแรมของเรา มันคือการได้ใช้เวลา ความใส่ใจ และการทำงานกับช่างฝีมือที่มีเรื่องราวเบื้องหลังที่มาจากประเทศไทย ทั้งหมดนี้คือการตีความคำว่าหรูหราในแบบของผม สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือคุณเป็นคนตัดสินใจเองว่าอะไรคือความหรูหรา เราจะไม่ให้คำนิยามตามที่วงการหรือใครต่อใครบัญญัติเอาไว้”

Above โฮ กวงปิง, Founder และ Executive Chairman of Banyan Group (ภาพ: Banyan Group)
First to Defy
ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์โรงแรมภายใต้คำนิยามของความหรูหราในแบบเฉพาะตัว Banyan Group ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าให้กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเคพีเปิดเผยว่า Laguna Lakelands ไม่ใช่โครงการแรกที่ทดลองเรื่องความยั่งยืนทางสังคม เพราะก่อนหน้านี้ก็มีโครงการที่ได้ทำทางเดินระยะทาง 1 กิโลเมตรรอบทะเลสาบ มีตั้งแต่ร้านอาหาร สนามเด็กเล่น ที่ทางโรงแรมไม่ได้ทำเพื่อนักท่องเที่ยว แต่คนในพื้นที่สามารถใช้ด้วยได้เช่นกัน
เมื่อมาถึงโครงการ Laguna Lakelands เขาจึงขยายแนวคิดเรื่องความยั่งยืนมาใช้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น
“ผมคิดว่าเราเป็นภาคเอกชนรายแรกในเอเชียที่มีการพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้ โดย Laguna Lakelands มีความได้เปรียบตรงพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้เราสามารถจัดสรรพื้นที่เปิดกับส่วนที่พักอาศัยอย่างเป็นสัดส่วน โดยเรามีพื้นที่สาธารณะกับเส้นทางเดิน และสวนพฤษศาสตร์ แม้ฟังดูยุ่งยากและซับซ้อนในการจัดสรร แต่เราก็สามารถทำได้สำเร็จ"
"ตลอดชีวิตไม่ว่าจะทำอะไร ผมจะเป็นคนกำหนดเอง และจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาทำให้มันเป็นอื่น โดยความหรูหราอาจจะเป็นการได้ใช้เวลาออกห่างจากความวุ่นวาย ได้ใช้เวลากับคนที่รัก ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศดีๆ นั่นคือความหรูหราสำหรับผมแล้ว เช่นเดียวกัน ความยั่งยืนในความหมายของผมก็ไม่ใช่แค่น้ำหรือไฟฟ้า แต่คือผู้คนในภูเก็ต ไม่ว่าจะคนไทยหรือคนชาติใด พวกเขาควรมีพื้นที่อย่างภูเขาหรือเส้นทางเดินธรรมชาติที่สามารถเข้าถึงได้ และสร้างความยั่งยืนทางสังคมขึ้นจากตรงนั้น”
Topics




