ผืนน้ำสีฟ้าครามที่เราเรียกว่า "ทะเล" นั้น ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 ใน 4 ของโลก และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตอย่างมาก
เพื่อสร้างความตระหนักและรณรงค์ให้ประชากรโลกหันมาอนุรักษ์ทะเลและทรัพยากรทางน้ำ องค์กรสหประชาชาติเลยกำหนดให้ทุกวันที่ 8 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันทะเลโลกอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ปี 1992
แต่ก่อนหน้านั้นองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก ได้ทำภารกิจเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับท้องทะเลด้วยการคัดเลือกและประกาศสถานที่ทางทะเลที่เป็นมรดกโลก (World heritage marine programme)โดยมีเกณฑ์คัดเลือก เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะตัว ลักษณะทางธรณีวิทยาที่แตกต่าง และความสวยงามที่ไม่เหมือนใคร
ปัจจุบันมีสถานที่ทางทะเลที่เป็นมรดกโลกถึง 50 แห่ง ใน 37 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่ในประเทศเขตร้อนจนถึงขั้วโลก เนื่องในโอกาสที่เดือนนี้มีวันสำคัญอย่างวันทะเลโลก (World ocean day) Tatler จึงขอแนะนำให้รู้จักกับ 6 สถานที่ทางทะเลที่เป็นมรดกโลกในเอเชีย โดยทั้ง 6 แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ และสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทะเลได้เป็นอย่างดี
อ่านเพิ่มเติม: 8 เซิร์ฟบีชในไทย ที่ชวนให้ออกไปโต้คลื่นในช่วงวันหยุดต่อไปของคุณ
1. อุทยานแห่งชาติโคโมโด อินโดนีเซีย (Komodo National Park)

Above ชายหาดสีชมพูที่อุทยานแห่งชาติโคโมโด (Komodo National Park) อินโดนีเซีย เกิดจากปะการังสีแดงถูกซัดเข้าชายฝั่งทะเล (ภาพ: Getty Images)
อุทยานแห่งชาติโคโมโด (Komodo National Park) ตั้งอยู่ในใจกลางหมู่เกาะอินโดนีเซีย ประกอบด้วยเกาะหลักสามเกาะ ได้แก่ รินกา (Rinca) โคโมโด (Komodo) และปาดาร์ (Padar) รวมถึงเกาะเล็กๆ อีกจำนวนมาก ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1991 และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทางธรรมชาติยุคใหม่อีกด้วย
เกาะแห่งนี้มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟ ที่นี่มีระบบนิเวศทั้งบนบกและในทะเลที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งในโลก เกาะแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวในธรรมชาติ เพราะมีพืชพรรณต้นไม้โบราณและสัตว์ที่หาได้ยากในโลกนี้ เช่น มังกรโคโมโด กิ้งก่ายักษ์ชนิดต่างๆ ฉลามวาฬ กระเบนราหู และปะการัง เป็นต้น
ความหลากหลายของระบบนิเวศก่อกำเนิดทิวทัศน์สวยงามที่ไม่มีที่ไหนเหมือน นักท่องเที่ยวที่รักการเดินป่าสามารถเดินชมต้นไม้ที่หาได้ยาก และวิถีชีวิตของสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างกิ้งก่าและมังกรโคโมโด โดยทางอุทยานมีเจ้าหน้าที่นำทางให้นักท่องเที่ยว คนรักทะเลสามารถเดินชมหาดสีชมพูที่เกิดจากปะการังสีแดงถูกซัดเข้าชายฝั่ง และต้องไม่พลาดการดำน้ำที่จะได้พบกับแนวปะการังหลากสีสัน เกาะแก่งน้อยใหญ่ใต้ท้องทะเล และสิ่งมีชีวิตสวยงามแปลกตา
2. อุทยานธรรมชาติแนวปะการังตุบบาตาฮา ฟิลิปปินส์ (Tubbataha Reefs Natural Park)

Above ปะการังหลากสีที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ในอุทยานธรรมชาติแนวปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park) ตอนกลางของทะเลซูลู ประเทศฟิลิปปินส์ (ภาพ: Getty Images)
อุทยานธรรมชาติแนวปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reefs Natural Park) ตั้งอยู่ตอนกลางของทะเลซูลู ประเทศฟิลิปปินส์ ห่างจากหมู่เกาะที่มีคนอยู่อาศัย 140 กิโลเมตร ความห่างไกลจากผู้คนทำให้อุทยานแห่งนี้ยังคงความบริสุทธิ์และความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลมาก โดยเป็นที่อาศัยของปลาราว 700 ชนิด ปะการังกว่า 360 ชนิด และนกทะเลอีกประมาณ 100 ชนิด เมื่อปี 1993 ยูเนสโกได้ประกาศให้แนวปะการังแห่งนี้เป็นมรดกโลกทางทะเลที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์
อุทยานแห่งนี้เกิดจาก atolls หรือ เกาะปะการังรูปวงแหวนสองเกาะ คือเกาะเหนือและเกาะใต้ ทั้งสองเกาะแยกห่างจากกันจึงเกิดช่องแคบประมาณ 8 กิโลมตร ตรงกลางมีทะเลสาบและเกาะทรายขนาดเล็ก แนวปะการังของอุทยานแห่งนี้มีลักษณะเป็นกำแพงตั้งฉากสูงกว่า 100 เมตร ที่นี่จึงเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่และหายาก เช่น ฉลามเสือ สัตว์จำพวกวาฬ และเต่าทะเล
ด้วยความอุดมสมบูรณ์สวยงามของตุบบาตาฮา ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักดำน้ำที่ต้องไปเยือนสักครั้ง เพื่อสัมผัสกับน้ำทะเลใสราวคริสตัล ปะการังที่สมบูรณ์ สัตว์ทะเลหายากอย่างฉลามวาฬ และทิวทัศน์แห่งท้องทะเลที่สวยสะกดใจ
3. ฮาลองเบย์ เวียดนาม (Hạ Long Bay)

Above ฮาลองเบย์ (Hạ Long Bay) อ่าวทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม มีสถานะเป็นมรดกโลกทางทะเลเมื่อปี 1994 (ภาพ: Getty Images)
ฮาลองเบย์ (Hạ Long Bay) เป็นอ่าวทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามในเมืองกว๋างนิงห์ (Quang Ninh) ห่างจากเมืองหลวงฮานอย 165 กิโลเมตร มีสถานะเป็นมรดกโลกทางทะเลเมื่อปี 1994 อ่าวฮาลองมีลักษณะเป็นเกาะผสมกับทะเลสาบ มีหินปูนตั้งตระหง่านท่ามกลางน้ำทะเลสีมรกตกว่าพันเกาะ บางเกาะมีคนและสัตว์อาศัยอยู่ มีถ้ำหินปูนที่พืชพรรณธรรมชาติหายากและพบได้เฉพาะพื้นที่ของอ่าวฮาลองเท่านั้น
นอกจากความสำคัญทางชีวภาพแล้ว ฮาลองเบย์ยังมีความสำคัญเชิงวัฒนธรรม เพราะมีหลักฐานว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมเวียดนามโบราณที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับทะเลตั้งแต่อดีตย้อนไป 7,000- 18,000 ปีก่อน
ปัจจุบันฮาลองเบย์เป็นสถานที่มีชื่อเสียงของเวียดนามที่นักท่องเที่ยวสามารถไปดื่มด่ำธรรมชาติด้วยการล่องเรือชมความงามของภูมิประเทศที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาด หรือจะเดินเลียบชายฝั่งที่ทอดตัวขนานกับทะเลเพื่อดูวิวพระอาทิตย์ตก และวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านของชาวเวียดนาม
4. หมู่เกาะโอกาซาวาระ ญี่ปุ่น (Ogasawara Islands)

Above โลมาปากขวด สัตว์ทะเลที่อาศัยในแถบหมู่เกาะโอกาซาวาระ (Ogasawara Islands) หนึ่งในไฮไลต์ของการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนที่นี่ (ภาพ: Getty Images)
หมู่เกาะโอกาซาวาระ (Ogasawara Islands) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองโตเกียวประมาณ 1,000 กิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่รวมตัวกันมากกว่า 30 เกาะโดยแบ่งออกเป็น 3 หมู่เกาะใหญ่คือ มุโคจิมะ (Mukojima) ชิจิจิมะ (Chichijima) และฮาฮาจิมะ (Hahajima)
หมู่เกาะนี้มีภูมิประเทศที่หลากหลายและเป็นที่อยู่ของสัตว์หายากนานาชนิด เช่น จิ้งจอกบินโบนิน ค้างคาว และนกที่ใกล้สูญพันธุ์ 195 สายพันธุ์ ผืนน้ำรอบเกาะยังเป็นที่อยู่ของสัตว์จำพวกวาฬ และปะการังหลายชนิด ได้รับการประกาศว่าเป็นมรดกโลกทางทะเลเมื่อปี 2011
โอกาซาวาระเหมาะสำหรับคนหาที่พักผ่อนแบบสงบ ห่างไกลจากแสงสีในเมือง ยามค่ำคืนจึงสามารถนอนชมแสงดาวบนท้องฟ้าได้โดยปราศจากแสงรบกวน หมู่เกาะชิจิจิมะและฮาฮาจิมะยังเป็นสถานที่ห้ามพลาดสำหรับการชมวาฬและโลมา เพราะที่นี่มีวาฬหัวทุย วาฬหลังค่อม โลมาปากขวด และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ที่หาดูได้ยากมาปรากฏตัวให้นักท่องเที่ยวเห็นเป็นประจำ
อ่านเพิ่มเติม: เที่ยวตามรอย 7 สถานที่ถ่ายทำซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'Queen of Tears'
5. เขตอนุรักษ์พันธุ์นกอพยพหลายแห่งของจีนตลอดแนวชายฝั่งทะเลเหลือง-อ่าวโป๋วไห่ (เฟส1) จีน (Yellow and Bohai Seas)

Above ฝูงนกอพยพในเขตอนุรักษ์พันธุ์นกอพยพหลายแห่งของจีนตลอดแนวชายฝั่งทะเลเหลือง-อ่าวโป๋วไห่ (เฟส1) (Yellow and Bohai Seas) (ภาพ: Getty Images)
พื้นที่เขตอนุรักษ์ฯ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเหยียนเฉิง มณฑลเจียงซู ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.165 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ระบบนิเวศหาดโคลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก และเป็นเส้นทางสำหรับนกอพยพกว่า 50 ล้านตัวที่บินตามเส้นทางการอพยพของนกที่เรียกว่าเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก – ออสเตรเลีย (East-Asian Australasian Flyway: EAAF) ยูเนสโกจึงประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2019 และเป็นพื้นที่ที่ขาดไม่ได้สำหรับนกมากกว่า 400 สายพันธุ์
แนวชายฝั่งทะเลเหลือง-อ่าวโป๋วไห่ (Yellow and Bohai Seas) ประกอบไปด้วยพื้นที่หาดโคลน ชายหาด จึงเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของปลาและสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็งหลายชนิด และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อกำเนิดแม่น้ำใหญ่ในประเทศจีน เช่น แม่น้ำเหลือง แม่น้ำแยงซี แม่น้ำยาลู แม่น้ำเหลียว แม่น้ำหลวน และแม่น้ำไห่
แม้อยู่ห่างไกล แต่ปัจจุบันเขตรักษาพันธุ์นกอพยพแห่งนี้มีระบบขนส่งสาธารณะรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีเที่ยวบินตรงถึงสนามบินนานาชาติเหยียนเฉิงจากกรุงโซล เกาหลีใต้ คุนหมิง หนานทง และเมืองอื่นๆ ในประเทศ นอกจากนี้ยังมีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในจีนด้วย
6. เกาะอามามิ-โอชิมะ (Amami Ōshima) เกาะโทคุโนะชิมะ (Tokunoshima) พื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวา (Okinawa) และเกาะอิริโอโมเตะ (Iriomote Island) ญี่ปุ่น

Above หินรูปหัวใจริมทะเล (Heart Rock) ที่เกาะอามามิ-โอชิมะ (Amami Ōshima) สถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพและขอพรเรื่องความรัก (ภาพ: Getty Images)
เกาะทั้งสี่นี้เรียงตัวทอดยาวทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยอยู่ห่างจากเกาะคิวชูประมาณ 1,200 กิโลเมตร เป็นหมู่เกาะที่มีอากาศอบอุ่น และปกคลุมไปด้วยป่าฝนกึ่งเขตร้อนที่เขียวชอุ่มตลอดปี ได้รับประกาศเป็นมรดกโลกทางทะเลเมื่อปี 2021 และถือเป็นหนึ่งในหมู่เกาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในญี่ปุ่น
เกาะอามามิ-โอชิมะ (Amami Ōshima) ขึ้นชื่อด้านความสวยงามของท้องทะเลสีครามและหาดทรายสีขาว จุดเด่นของเกาะคือหินรูปหัวใจริมทะเล (Heart Rock) นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพและขอพรเรื่องความรัก เกาะโทคุโนะชิมะ (Tokunoshima) โดดเด่นด้านชายฝั่งโขดหินปะการัง เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้นและดำน้ำลึก
ทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวามีพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ที่เรียกว่ายัมบารุ (Yambaru) คนรักธรรมชาติสามารถเดินป่า พายเรือชมป่าชายเลน ชมความสวยงามของป่าและชายหาดท่ามกลางมหาสมุทร ส่วนเกาะอิริโอโมเตะ (Iriomote) เป็นหนึ่งเกาะที่มีป่าไม้มากที่สุดในญี่ปุ่น ธรรมชาติยังคงบริสุทธิ์ ไม่ถูกทำลาย มีแม่น้ำในเกาะที่สามารถพายเรือคายัค ชมแม่น้ำ และเดินป่า
Topics





