10 สุดยอดผลงานศิลปะที่ต้องไปชม ณ Grand Egyptian Museum (GEM) ที่ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นประตูสู่ความรุ่งโรจน์ของดินแดนไอยคุปต์ที่ข้ามผ่านยุคสมัยหลายพันปี
บริเวณเชิงเนินกีซาที่เคยเป็นทางผ่านของกองคาราวานโบราณ บัดนี้กลับกลายเป็นอาณาจักรใหม่ของโลกศิลปะ Grand Egyptian Museum (GEM) พิพิธภัณฑ์ระดับเมกะโปรเจ็กต์ที่นักประวัติศาสตร์ ภัณฑารักษ์ และนักสะสมทั่วโลกต่างรอคอย ด้วยคอลเล็กชั่นมากกว่า 100,000 ชิ้น ตั้งแต่ม้วนคัมภีร์สมัยฟาโรห์ไปจนถึงประติมากรรมระดับตำนาน GEM คือพิพิธภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งศตวรรษใหม่
การเดินเข้าสู่ GEM ให้ความรู้สึกประหนึ่งกำลังก้าวผ่าน “ประตูแห่งกาลเวลา” ที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสถาปัตยกรรมหินทรายสีทองอ่อน แสงแดดทะเลทรายส่องสะท้อนผนังหินราวกับประกายเครื่องประดับโบราณ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป นักสะสมศิลปะ หรือผู้หลงใหลในความงามเหนือกาลเวลา GEM คือสถานที่ที่พร้อมเปิดประตูไปสู่ความลับและความรุ่งเรืองของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ และนี่คือ 10 มาสเตอร์พีซที่ห้ามพลาดชม คัดสรรโดยกูรูอียิปต์วิทยา ณัฐพล เดชขจร ผู้ก่อตั้งเพจ Iyakoop Society และเจ้าของหนังสือเกี่ยวกับอียิปต์โบราณกว่า 10 เล่ม ที่ระบุว่าผลงานมาสเตอร์พีซที่จัดแสดงเหล่านี้ ไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะความงามหรือคุณค่าทางศิลปะ หากแต่เพราะแต่ละชิ้นคือบทสนทนายาวนานหลายพันปี ที่รอให้ผู้มาเยือนรับฟังอย่างเงียบงามและลึกซึ้ง
อ่านเพิ่มเติม: MayyR ยูทูบเบอร์สายไลฟ์สไตล์กับ 5 ประเทศที่เธออยากแนะนำให้เราไป
Above พิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ (GEM) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2025
1. The Hanging Obelisk

Above The Hanging Obelisk ที่มีการแกะสลักคำว่า “อียิปต์” เป็น “ภาษาไทย” ด้วย (ภาพ: Gehad Hamdy/Getty Images)
ชิ้นงานแรกที่รอผู้เข้าชมอยู่ “ด้านนอกอาคาร” คือ เสาโอเบลิสก์ (Obelisk) ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานสีดำ เสาต้นนี้ถูกสร้างขึ้นโดยฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) ทำจากหินแกรนิต มีความสูงร่วม 16 เมตร และมีน้ำหนักถึง 87 ตัน เดิมทีเคยตั้งอยู่ที่เมืองแทนิส ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์
บนเสาทั้งสี่ด้านมีจารึกที่ระบุพระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เอาไว้ ฐานเสาสีดำขนาดมหึมามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการแกะสลักคำว่า “อียิปต์” ด้วยภาษาต่างๆ มากมาย รวมถึงมี “ภาษาไทย” ด้วย จุดที่ห้ามพลาด คือการมุดเข้าไปดู “ข้างใต้” ของเสา เพราะเสาต้นนี้ถูก “ยก” ขึ้นเหนือพื้นดิน ทำให้ถูกเรียกขานว่า “โอเบลิสก์แขวน” (Hanging Obelisk) การจัดแสดงแบบพิเศษนี้มีขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นคาร์ทูชของรามเสสที่ 2 ที่สลักอยู่ ณ ส่วนล่างสุดของเสาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าชมได้มาก่อน
2. Colossal Statue of Ramses II

Above ประติมากรรมขนาดมหึมาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ต้อนรับในโถงทางเข้า (ภาพ: Ahmad Hasaballah/Getty Images)
วัตถุจัดแสดงห้ามพลาดชมชิ้นที่สองคือรูปสลักขนาดยักษ์ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จัดแสดงอยู่ในห้องโถงใหญ่ (Grand Hall) รูปสลักนี้เป็นโบราณวัตถุ “ชิ้นแรก” ที่ถูกนำเข้าสู่ GEM จึงได้รับหมายเลข GEM No.1 แกะสลักจากหินแกรนิต มีความสูงร่วม 11 เมตร สะท้อนถึงอำนาจของฟาโรห์ เดิมทีตั้งอยู่บริเวณวิหารเทพเจ้าพทาห์ที่เมืองเมมฟิส จุดเด่นคือมีรูปสลักขนาดเล็กกว่าของพระราชโอรสและพระราชธิดาสลักอยู่บริเวณขาขององค์ฟาโรห์ รูปสลักนี้ถูกค้นพบในปี 1882 และเคยจัดแสดงที่จัตุรัสด้านหน้าสถานีรถไฟรามเสสในกรุงไคโร ก่อนจะถูกย้ายมายัง GEM ในปี 2018 ด้วยขบวนรถขนย้ายสุดอลังการ
3. Pyramidion of an Obelisk of Queen Hatshepsut

Above ยอดพีรามีเดียนทำจากหินแกรนิตสีแดง สร้างโดยฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
ยอดพีรามีเดียนทำจากหินแกรนิตสีแดงชิ้นนี้คือส่วนปลายยอดบนสุดของเสาโอเบลิสก์อันยิ่งใหญ่ที่สร้างโดยฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต ณ วิหารแห่งเทพเจ้าอะมุน-ราที่คาร์นัค ถูกค้นพบในปี 1861 โดยที่ฐานยังคงมีส่วนของเสาติดอยู่เล็กน้อย
เดิมทีมีการสลักภาพราชินีกำลังคุกเข่าหันหลังให้เทพเจ้าอะมุน-รา ที่กำลังประทานพรและมอบมงกุฎลงบนพระเศียร ทว่าในภายหลัง ภาพเหล่านี้ถูกดัดแปลงไป สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 ซึ่งได้ลบพระนามของราชินีในสองคอลัมน์แรกออก และแทนที่ภาพของพระนางด้วยแท่นบูชาสองแท่น
นอกจากนี้ ท่าทางของเทพเจ้าอะมุน-รา ก็ถูกเปลี่ยนให้ถือคทา “วาส” (สื่อถึงความรุ่งเรือง) และสัญลักษณ์ “อังค์” (สื่อถึงชีวิต) ไปแทน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงเป็นประจักษ์พยานอันล้ำค่าถึงการช่วงชิงและการปรับเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในยุคอียิปต์โบราณ
4. Statue of the Scribe Mitri

Above รูปสลักไม้อาลักษณ์ “มิตรี” (Mitri) แสดงให้เห็นท่าการนั่งแบบดั้งเดิมของอาลักษณ์ชาวอียิปต์โบราณ (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
รูปสลักไม้ลงสีชิ้นสำคัญนี้เป็นของอาลักษณ์นามว่า “มิตรี” (Mitri) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญหลายหน้าที่ในสมัยราชวงศ์ที่ 5 รูปสลักแสดงให้เห็นท่าทางการนั่งแบบดั้งเดิมของอาลักษณ์ชาวอียิปต์โบราณ โดยการไขว้ขาและมีม้วนกระดาษพาไพรัสแผ่ออกมาวางไว้บนตัก เขาสวมผ้าคล้ายกระโปรงสั้นและสวมสร้อยคอขนาดใหญ่ ใบหน้าที่ดูครุ่นคิดถูกล้อมด้วยผมสั้นเกรียน สิ่งที่น่าสนใจคือ “ดวงตา” ของเขาที่ทำจากการฝังเลี่ยมด้วยหินอย่างประณีต
ชื่อและตำแหน่งของมิตรีถูกจารึกไว้บนฐานของรูปสลัก ทำให้เราทราบว่ามิตรีมีบทบาทเป็นถึง “ผู้บริหารเขตปกครอง” (Nome Administrator) “นักบวชแห่งเทพีมา’อัต” (Priest of the goddess Ma’at) และยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแลอาลักษณ์” (Overseer of Scribes) อีกด้วย
5. Seated Statue of Senusret I

Above รูปสลักประทับนั่งของฟาโรห์เซนุสเรตที่ 1 จำนวน 10 ชิ้น ในเครื่องทรงฟาโรห์เต็มยศ (ภาพ: Sayed Hassan/Getty Images)
รูปสลักประทับนั่งของฟาโรห์เซนุสเรตที่ 1 จำนวน 10 ชิ้น ถูกค้นพบในปี 1894 ระหว่างการขุดค้นบริเวณวิหารพิธีศพของพระองค์ที่เอล-ลิชต์ (El-Lisht) รูปสลักทั้งหมดแสดงพระองค์ประทับนั่งบนบัลลังก์ในเครื่องทรงฟาโรห์เต็มยศ ประดับด้วยผ้าคลุมพระเศียรแบบ เนเมส (Nemes) และกระโปรงสั้นแบบฟาโรห์
ด้านข้างของบัลลังก์ถูกตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ “เซมา-ทาวี” (Sema-Tawy) ซึ่งเป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ที่สื่อถึงการรวมอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง โดยรูปสลักห้าชิ้นแสดงภาพเทพเจ้าฮาปีสององค์กำลังดำเนินการรวมสองแผ่นดิน ส่วนอีกห้าชิ้นที่เหลือได้รับการตกแต่งด้วยภาพการรวมสองแผ่นดินที่กระทำโดยเทพเจ้าฮอรัส และเทพเจ้าเซธ ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้แห่งความเป็นเอกภาพของอียิปต์โบราณในสมัยราชวงศ์ที่ 12 อย่างชัดเจน
6. The Chariots of Tutankhamun

Above รถศึกหกซี่ล้อของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน สำหรับใช้ในขบวนพิธีการ เน้นการตกแต่งด้วยลวดลายทองคำอันประณีต ซึ่งแสดงถึงอำนาจและชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือศัตรูทั้งปวง (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
รถศึกคันนี้เป็นหนึ่งในรถศึกจำนวนหกคันที่ถูกค้นพบในสภาพถูกถอดออกเป็นชิ้นๆ อยู่ในห้องโถงด้านหน้าของสุสานยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน ตัวโครงรถศึกทำจากไม้ ประดับประดาด้วยขดเกลียวทองคำ และมีคาร์ทูชพระนามขององค์ฟาโรห์ประดับอยู่ด้านบน
พื้นห้องโดยสารทำจากหนังสัตว์ ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะภาพศัตรูที่อยู่ในท่าคุกเข่าถูกผูกเชือกคล้องคอ ส่วนด้านหลังของรถศึกโดดเด่นด้วยภาพสลักของเทพคนแคระ “เบส” พร้อมลิ้นงาช้างที่แลบยื่นออกมาเพื่อขับไล่พลังชั่วร้าย
รถศึกหกซี่ล้อนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในขบวนพิธีการ เน้นการตกแต่งด้วยลวดลายทองคำอันประณีตที่แสดงให้เห็นฟาโรห์ในร่างสฟิงซ์กำลังพิชิตศัตรูชาวนูเบียและชาวเอเชีย ซึ่งแสดงถึงอำนาจและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของยุวฟาโรห์เหนือศัตรูทั้งปวง
7. Golden Throne of Tutankhamun

Above บัลลังก์ทองคำที่ปรากฏพระนามเดิมของฟาโรห์ตุตันคาเมนในคาร์ทูชว่า “ตุตันคาเตน” (Tut-ankh-aten) (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
บัลลังก์ทองคำชิ้นนี้คืออีกหนึ่งโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ถูกค้นพบห่ออยู่ด้วยผ้าลินินในห้องด้านหน้าของสุสานยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน ตัวบัลลังก์ทำจากไม้หุ้มด้วยแผ่นทองคำอย่างวิจิตร พร้อมประดับฝังด้วยหินสี กระเบื้องเคลือบ (Faience) และหินล้ำค่า แผงด้านข้างตกแต่งด้วยรูปงูยูเรอัสมีปีก (Winged Uraeus) อย่างสง่างาม
จุดเด่นที่สุดคือฉากบนพนักพิงด้านหน้า ซึ่งแสดงภาพฟาโรห์และราชินีภายใต้รังสีจากจานสุริยะแห่งเทพเจ้า อะเตน (Aten) โดยพระราชินีกำลังประพรมน้ำหอมให้แก่ยุวฟาโรห์ แสดงถึงความรักอันลึกซึ้ง ความพิเศษอีกประการหนึ่งที่ทำให้บัลลังก์นี้ล้ำค่าคือ การปรากฏพระนามเดิมของฟาโรห์ในคาร์ทูชว่า “ตุตันคาเตน” (Tut-ankh-aten) ซึ่งบ่งชี้ว่าบัลลังก์ทองคำนี้อาจถูกสร้างและใช้งานในช่วงปีแรกๆ ของการครองบัลลังก์ ก่อนที่พระองค์จะทรงหันกลับไปนับถือเทพเจ้าอะมุนและเปลี่ยนพระนามเป็น “ตุตันคาเมน” ในภายหลัง
8. Innermost Gold Coffin of Tutankhamun

Above หีบพระศพชั้นในสุด (ชั้นที่ 3) ของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน ทำจากทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักถึงกว่า 110 กิโลกรัม (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
หีบพระศพชั้นในสุดของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมนคือผลงานชิ้นเอกที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักถึงกว่า 110 กิโลกรัม เป็นหีบพระศพชั้นที่สามและชั้นในสุดในบรรดาหีบทั้งสามที่ซ้อนกันอยู่
หีบศพทองคำชิ้นนี้มีรูปลักษณ์จำลองเป็นเทพโอซิริส ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งโลกหลังความตาย ถือคทาและแส้ ซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์อันศักดิ์สิทธิ์ รายละเอียดภายในและภายนอกหีบเต็มไปด้วยการแกะสลักพระนามฟาโรห์ โดยมีการฝังพลอยล้ำค่าและหินสีอย่างประณีต แกะสลักด้วยข้อความคาถาเพื่อใช้ปกป้องคุ้มครอง และทำหน้าที่ปกปักรักษาพระวรกายของยุวฟาโรห์ให้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์
อ่านเพิ่มเติม: 5 การ์ตูนคลาสสิกตาหวานจากยุค 70-80s ที่ยังคงตราตรึงใจไม่รู้ลืม
9. The Golden Mask of Tutankhamun

Above หน้ากากทองคำของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน หนึ่งในโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ไม่ควรพลาดชมโดยเด็ดขาดคือ “หน้ากากทองคำ” อันโด่งดังของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก หน้ากากนี้ทำจากทองคำแท้น้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม ค้นพบบนพระเศียรและไหล่ของพระมัมมี่ โดยจำลองรูปลักษณ์ของเทพโอซิริส ผู้ปกครองยมโลก
หน้ากากทองคำชิ้นนี้สะท้อนแนวคิดของสุริยเทพรา ผู้มีร่างกายเป็นทองคำและมีเส้นผมเป็นหินลาพิส ลาซูลี อีกทั้งยังแสดงพระพักตร์ของยุวฟาโรห์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรพลาดคือการชม “ด้านหลัง” ของหน้ากากทองคำ ซึ่งมีจารึกอักษรภาพอันงดงามที่คัดลอกมาจากคัมภีร์มรณะ มีจุดประสงค์เพื่อเสริมการปกป้องคุ้มครอง โดยเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ของหน้ากากเข้ากับเทพเจ้าหลายองค์ เช่น การระบุว่า “หน้าผากของท่านคือเทพอะนูบิส” แสดงถึงความเชื่อในการเป็นเทพเจ้าหลังจากสิ้นพระชนม์ได้เป็นอย่างดี
10. Khufu’s Solar Boat

Above Khufu’s Solar Boat พาหนะสำหรับฟาโรห์คูฟูในการเดินทางไปรวมกับสุริยเทพราในโลกหลังความตาย (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
ไปถึง GEM แล้วห้ามลืมเรือลำนี้เป็นอันขาด เพราะไม่ได้จัดแสดงอยู่ในอาคารหลัก แต่อยู่ในอีกอาคารหนึ่งแยกออกไป
“เรือสุริยะ” ลำนี้เป็นหนึ่งในเรือสองลำที่ถูกค้นพบในหลุมปิดผนึกทางด้านทิศใต้ของมหาพีระมิดฟาโรห์คูฟูที่กีซา ภายในหลุมแรกค้นพบเศษไม้ที่แยกชิ้นส่วนกันถึง 1,224 ชิ้น ซึ่งเมื่อนำมาประกอบเป็นเรือลำสมบูรณ์ ก็ได้ความยาวรวมถึง 42 เมตร โดยใช้เวลาประกอบนานกว่า 10 ปีเลยทีเดียว
หลังถูกเก็บรักษาอยู่ติดมหาพีระมิดมานานหลายทศวรรษ เรือลำนี้ได้ถูกเคลื่อนย้ายครั้งประวัติศาสตร์มายัง GEM ในเดือนสิงหาคม ปี 2021 นอกจากนี้ เรือสุริยะลำที่สองก็ถูกขนส่งมายัง GEM เพื่อจัดแสดงแบบจำลองการบูรณะและอนุรักษ์เช่นกัน แม้หน้าที่แท้จริงของเรือสุริยะจะยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่เชื่อกันว่าเรือทั้งสองลำนี้คือ “เรือทิวา” และ “เรือราตรี” ที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปรวมกับสุริยเทพราในโลกหลังความตายของฟาโรห์คูฟูนั่นเอง

Above ณัฐพล เดชขจร ผู้ก่อตั้งเพจ Iyakoop Society และเจ้าของหนังสือเกี่ยวกับอียิปต์โบราณกว่า 10 เล่ม ที่ระบุว่าผลงานมาสเตอร์พีซที่จัดแสดงเหล่านี้ ไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะความงามหรือคุณค่าทางศิลปะ แต่เพราะแต่ละชิ้นคือบทสนทนายาวนานหลายพันปี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
GEM ช่วยนำเสนออารยธรรมอียิปต์ในมุมที่เป็น ‘มนุษย์’ มากขึ้น
พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ (Grand Egyptian Museum: GEM) คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ แต่เป็นวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญในการเชื่อมโยงความรุ่งโรจน์ของอดีตเข้ากับความล้ำสมัยของปัจจุบัน และยืนหยัดเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านอียิปต์วิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แนวคิดในการสร้าง GEM เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เนื่องจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ (Egyptian Museum) ที่จัตุรัสทาห์รีร์ในกรุงไคโรนั้นแออัดเกินไป และไม่สามารถจัดแสดงโบราณวัตถุจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมบัติทั้งหมดจากสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่มีมากกว่า 5,000 ชิ้น รัฐบาลอียิปต์จึงตัดสินใจสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ขนาด 312 ไร่ บนขอบที่ราบสูงทะเลทราย (Desert Plateau) ห่างจากพีระมิดแห่งกีซาเพียงสองกิโลเมตร โดยมีพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่อลังการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
GEM ได้รับการยกย่องให้เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับอารยธรรมเดียว ด้วยพื้นที่จัดแสดงหลักถึง 32,000 ตารางเมตร และรองรับโบราณวัตถุได้มากถึง 100,000 ชิ้น
“ความยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต้องมาคือคอมพลีทคอลเล็กชั่นสมบัติทั้งหมดของฟาโรห์ตุตันคาเมน พร้อมการชูโรงว่านี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น VR และมัลติมีเดีย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมจริงและมีชีวิตชีวา” ณัฐพล เดชขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์วิทยา และมีโอกาสไปเยือน GEM มาแล้วไม่ต่ำกว่าสามครั้งนับตั้งแต่ soft opening (บางส่วน) เมื่อปี 2023 กล่าวพร้อมมอบมุมมองสำหรับการเข้าชม

Above การแสดงโดรนเหนือพิพิธภัณฑ์ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2025 (ภาพ: Mohamed Elshahed/Anadolu via Getty Images)
GEM มีวิธีจัดแสดงผลงานอย่างไร
GEM ไม่ได้จัดเรียงเนื้อหาตามลำดับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการนำเสนอตามธีมและบริบทเพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจเรื่องราวได้ลึกซึ้งขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น
เริ่มตั้งแต่แกรนด์ฮอลล์ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรูปสลักขนาดใหญ่ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ส่วนที่เป็นบันไดสูง (Grand Staircase) จะจัดแสดงวัตถุโบราณขนาดใหญ่ตามขั้นบันได แบ่งเป็นสี่ธีม ได้แก่ รูปสลักฟาโรห์ ส่วนประกอบของวิหาร ความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้ากับฟาโรห์ และการเดินทางสู่นิรันดร์ เมื่อเดินขึ้นไปจนสุดจะสามารถมองเห็นมหาพีระมิดแห่งกีซาได้อย่างชัดเจน
ในส่วนแกลเลอรีหลักจะแบ่งเป็น 12 ห้อง จัดแสดงในธีมสังคม กษัตริย์ และความเชื่อ โดยแบ่งตามช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเลือกตามความสนใจได้

Above คนงานกำลังเคลื่อนย้ายแผ่นไม้จากเรือคูฟู (ลำที่สอง) ไปยังจุดจัดแสดงที่ GEM โดยชิ้นส่วนจากเรือคูฟูสองลำ ซึ่งเป็นเรือพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกฝังไว้เคียงข้างฟาโรห์คูฟูเมื่อ 2500 ปีก่อนคริสตกาล (ภาพ: Sayed Hassan/Getty Images)
คำแนะนำในการเข้าชมที่คุ้มค่ามากที่สุด
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเข้าชมมากที่สุดคือตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด แต่ก็มาพร้อมกับปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมากและค่าใช้จ่ายที่มากกว่าช่วงอื่นๆ
สำหรับผู้ที่หลงใหลอารยธรรมอียิปต์โบราณจริงๆ และต้องการเสพงานศิลป์ให้ครบถ้วน แนะนำให้ใช้เวลาใน GEM อย่างน้อยสัก 2-3 วัน และแนะนำให้เที่ยวควบคู่ไปกับ Cairo Museum และ National Museum of Egyptian Civilization (NMEC)
แต่ถ้ามีเวลาไม่มากพออาจเหลือแค่หนึ่งวันหรือครึ่งวันโดยเน้นไปที่ห้องจัดแสดงของฟาโรห์ตุตันคาเมน และควรเลือกให้ตรงกับวันพุธหรือวันเสาร์ เพราะจะเป็นวันที่ GEM เปิดให้เข้าชม 08:30 - 22:00 น. ส่วนห้องจัดแสดงจะเปิดระหว่าง 09:00 - 21:00 น. (วันอื่นเปิดให้บริการ 08:30 - 19:00 น. ส่วนจัดแสดงจะเปิดระหว่าง 09:00 - 18:00) และไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร เพราะข้างในมีทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟไว้คอยบริหาร พร้อมจุดพักผ่อนที่ทำให้เรา “สิง” อยู่ใน GEM ได้ตลอดทั้งวัน





