เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งยิ่งใหญ่ของค่ายกระทิงดุอย่าง Lamborghini ในรุ่น Temerario ครั้งนี้เป็นการเผยโฉมครั้งแรกของเทคโนโลยี plug-in hybrid ที่ Tatler มีโอกาสได้พูดคุยถึงคอนเซ็ปต์ ปรัชญา และหัวใจสำคัญกับ Stephan Winkelmann ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Automobili Lamborghini ที่พากระทิงดุคันนี้ข้ามมาให้เราได้ยลโฉม
หลังจากที่ Stephan Winkelmann เข้ามาดูแล Lamborghini ตลาดซูเปอร์คาร์และซูเปอร์เอสยูวีในไทย แม้ว่าจะยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่กลับมีความมั่นคง และเห็นแนวโน้มในการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมไตรมาสนี้ Lamborghini เลือกกรุงเทพฯ เป็นเมืองเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Temerario รถยนต์ plug-in hybrid ที่ยังคงความดุดันที่เป็นเอกลักษณ์ผสมผสานความกล้าหาญในการผสมผสานเทคโลยี
อ่านเพิ่มเติม: เปล่งประกายพร่างพราว กับโฉมหน้ารถหรูของซูเปอร์สตาร์คนดังในไทยและระดับโลก
Temerario เป็นรถรุ่นที่สามที่สานต่อความสำเร็จจากรุ่นยอดนิยมอย่าง Gallardo และ Huracán ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของแบรนด์ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แตกต่างจากเดิม หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือการใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก โดยจะเป็นรถยนต์ plug-in hybrid คันแรกของ Lamborghini และจะมีการนำระบบนี้ไปใช้กับรถยนต์ทุกรุ่นภายในสิ้นปี ซึ่งการพัฒนานี้ไม่เพียงแต่ก้าวไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เครื่องยนต์ V8 ใหม่ และดีไซน์ใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งแก่นแท้ของแบรนด์ Lamborghini

Above Lamborghini Temerario (ภาพ: Worapon Teerawatviji)
สเตฟานยืนยันว่า Lamborghini มุ่งมั่นที่จะสร้างรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง “เราจะทำให้รถรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพและความทรงพลังยิ่งกว่าที่เคย” เขากล่าว พร้อมทั้งเสริมว่าในทุกองค์ประกอบของรถ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ความรู้สึกขณะขับขี่ หรือแม้กระทั่งเสียง ล้วนได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน เพราะเขาเชื่อว่าความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงของ Lamborghini คือการมีทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพที่โดดเด่นควบคู่กันไป
นอกเหนือจากการสร้างสรรค์รถยนต์ที่เหนือระดับแล้ว Lamborghini ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคอมมูนิตี้ ที่แข็งแกร่งให้กับลูกค้า เพราะรถทุกคันของ Lamborghini ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของความสำเร็จ แต่ยังช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผ่านกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น งานเปิดตัว Temerario ที่จัดขึ้นเฉพาะสำหรับลูกค้า และกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ต่างๆ ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ให้มากยิ่งขึ้น Lamborghini จึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ตรงตามที่ต้องการ รวมถึงการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ โดยสำนักงานในกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงแค่โชว์รูม แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการดูแลลูกค้าและชวนให้พวกเขาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกัน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและมอบงานอดิเรกใหม่ๆ ให้กับลูกค้าได้อย่างมีคุณค่า
อ่านเพิ่มเติม: 4 นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสุดหรูแห่งอนาคต
สเตฟานชี้ว่าสิ่งที่ทำให้ Lamborghini ยังคงเป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองคือ วิวัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่ง จากแบรนด์ที่เน้นความสุดโต่งในอดีต สู่ความกล้าหาญและเป็นของแท้ในปัจจุบัน ที่สำคัญคือความต้องการที่จะเป็นตัวอย่างในการเข้าถึงเป้าหมาย ไม่ใช่แค่เพียงธุรกิจยานยนต์เท่านั้น
ในส่วนของรถยนต์ เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ โดย Lamborghini ยังคงรักษาจุดแข็งเดิม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน อากาศพลศาสตร์ วัสดุน้ำหนักเบา และสไตล์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง โดย Stephan Winkelmann สรุปว่า “เราไม่ได้เพียงแค่พัฒนาหรือขายรถยนต์ แต่เราขายความฝันอย่างที่เราทำมาเสมอ”
Stephan กล่าวถึงแรงผลักดันที่ทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดอยู่เสมอว่ามาจากความสำเร็จของแบรนด์ ความรับผิดชอบต่อทีมงาน และความคาดหวังของลูกค้า โดยเขามักจะตั้งใจเริ่มใหม่จากศูนย์ในทุกๆ วัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 5-6 ปี และจะอยู่กับตลาดไปอีกทศวรรษ ซึ่งถือเป็นการคิดล่วงหน้าอย่างรอบคอบ
สำหรับวิสัยทัศน์ในอีกห้าปีข้างหน้า Lamborghini มีแผนจะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั้งหมด รวมถึงการให้ความสำคัญกับรถมือสองและรถประวัติศาสตร์ที่เป็นรถในฝันของใครหลายคน โดยเชื่อว่าสิ่งนี้จะสามารถยกระดับแบรนด์ให้ไปสู่จุดที่สูงขึ้นได้ในอนาคต
Topics











