GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Cover GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)

เมื่อ Maserati กระโดดก้าวข้ามความสำเร็จของเครื่องยนต์สันดาป สู่นวัตกรรมยนตรกรรมแห่งอนาคต Folgore รถยนต์ไฟฟ้า อีกหนึ่งผลงานที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับ พร้อมการไต่ระดับความท้าทายในการสร้างสรรค์ของวงการความเร็ว

นับเป็นเวลา 110 ปีพอดีที่รถแข่งในชื่อ Maserati ซึ่งก่อตั้งโดยพี่น้องมาเซราติ กับความสำเร็จในวงการรถแข่งที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วยุโรปในยุคนั้น และในปีนี้เราจะได้พบความสำเร็จในรูปโฉมใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลง Maserati ไปตลอดกาล

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Maserati ได้สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจในวงการรถหรูมาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Maserati Quattroporte ที่เปิดตัวมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1963 และเป็นรุ่นเปิดตลาดรถซีดานของแบรนด์ กับความหมายตรงตัว ‘สี่ประตู’ โดยในช่วงแรกถึงกับได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่’ หรือจะเป็น Maserati Ghibli Hybrid ที่เปิดประตูเครื่องยนต์สันดาปให้ผู้ขับได้พบประสบการณ์ไฮบริดเป็นครั้งแรก

ล่าสุดกับการเปิดตัว Maserati GranCabrio Folgore ที่เมืองริมินิ ณ Motor Valley แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ประเทศอิตาลี หุบเขาที่เป็นเส้นทางยาวจากริมินิถึงเมืองปิอาเซนซา หัวใจของอุตสาหกรรมรถยนต์หรูของอิตาลีที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเครื่องยนต์ และอาจกล่าวได้ว่าคล้ายกับ Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม: 4 นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสุดหรูแห่งอนาคต

Tatler Asia
GranCabrio Folgoreรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Above GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Tatler Asia
GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Above GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
GranCabrio Folgoreรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)
GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati (ภาพ: Maserati)

Born from race

ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับแบรนด์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากกว่า 100 ปี จากจุดเริ่มต้นที่มาจากเครื่องยนต์สันดาปสู่เครื่องกระแสไฟฟ้า จากปริมาตรกระบอกสูบสู่ความจุแบตเตอรี่รถยนต์ จากเครื่องยนต์ V8 สู่สถาปัตยกรรมแบบ 800 โวลต์ จากรถที่ใช้เชื้อเพลิงสู่รถยนต์ชาร์จไฟฟ้าล้วน นับเป็นความกล้าหาญของแบรนด์ที่กระโดดเข้ามาในสนามรถ EV ระดับลักซ์ชูรี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยนำร่องด้วย Ghibli Hybrid มาแล้ว แต่ก็เป็นรุ่นที่ build-in ยังไม่มีแบบ plug-in

ด้วยจิตวิญญาณของการกำเนิดที่มาจากสนามแข่ง เรื่องของความแรงจึงเป็นสิ่งที่ Maserati ให้ความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด

บนความเร็วสูงสุด 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กับความแรงที่ 761 แรงม้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว บนความเร่งที่ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 2.8 วินาที ตัวเลขความแรงที่น่าพึงพอใจเช่นนี้ก็ทำให้เราไว้ใจได้เลยว่า Maserati EV ไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองไปแม้แต่น้อย ไม่ว่าใช้พลังงานรูปแบบไหน ความแรงและการแข่งขันยังคงรักษา DNA ของ Maserati ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Tatler Asia
เคลาซ์ บุสซ์ (Klaus Busse) หัวหน้าฝ่ายออกแบบรถ Maserati (ภาพ: Maserati)
Above เคลาซ์ บุสซ์ (Klaus Busse) หัวหน้าฝ่ายออกแบบรถ Maserati (ภาพ: Maserati)
เคลาซ์ บุสซ์ (Klaus Busse) หัวหน้าฝ่ายออกแบบรถ Maserati (ภาพ: Maserati)

Cut of the complicate 

อยากให้ลองสังเกตวิธีการตั้งชื่อรถแต่ละรุ่นของ Maserati นั้นเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน อ้างอิงไปกับเรื่องราวของตัวรถ และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น Quattroporte ที่แปลว่าสี่ประตูแบบตรงไปตรงมา Levante ซึ่งเป็นชื่อของสายลมที่พัดจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนออกทางช่องแคบยิบรอลตาร์ หรืออย่าง Ghibli ก็เป็นชื่อเรียกของลมร้อนที่พัดมาจากประเทศลิเบียข้ามทะเลมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ยุโรป โดยอิตาลีเป็นประเทศแรกที่ต้องปะทะกับคลื่นความร้อนนี้ และกับ Folgore ที่พ่วงตามชื่อรุ่นแต่ละรุ่นของ Maserati นั้นก็ไม่ได้หนีจากคอนเซ็ปต์เดิมไปเลย เพราะ Folgore ในภาษาอิตาลีแปลว่า ‘สายฟ้า’ ตรงตัวกับรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรุ่น GranCabrio Folgore ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน Folgore Day

ภายในงาน Folgore Day ทางนิตยสาร Tatler ได้รับเกียรติสัมภาษณ์พิเศษ เคลาซ์ บุสซ์ (Klaus Busse) หัวหน้าฝ่ายออกแบบ Maserati เกี่ยวกับการออกแบบรถยนต์รุ่นล่าสุดนี้

“เพียงแค่ได้เป็นเจ้าของ Standard Folgore มันก็คือความพิเศษมากๆ แล้ว เพราะคุณกำลังเป็นเจ้าของสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากรถรุ่นใดในตลาด แค่เฉพาะการออกแบบนั้น รายละเอียดต่างๆ ก็ถูกแทรกไว้ทั้งภายในและภายนอกของรถในทุกส่วน” Klaus กล่าว

Made in Italy

หนึ่งในความภาคภูมิใจของคนอิตาลี ก็เห็นจะเป็นผลงานสร้างสรรค์ของคนอิตาลีด้วยกันเอง หรือที่เรียกกันว่า Made in Italy กับมาตรฐานผลงานที่สูงลิบ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในงานของตนเอง และความภาคภูมิใจนี้ก็ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะคนในประเทศ ยังรวมไปถึงผู้ที่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของผลงานการออกแบบ การสร้างสรรค์ เทคโนโลยี งานฝีมือ และความประณีตในแบบอิตาลี ที่เพียงคุณได้ครอบครองก็สามารถบ่งบอกตัวตน รสนิยม ความชื่นชอบ ได้เป็นอย่างดี

ในวันงาน Folgore Day เรามีโอกาสได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์สั้น It Turns You On ที่เปิดฉายภายในงาน ซึ่งทันทีที่ภาพยนตร์ปรากฏอยู่บนจอโดยมี Damiano David นักร้องนำวง Måneskin วงแกลมร็อกสัญชาติอิตาเลียนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เป็นพรีเซ็นเตอร์ ก็ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าความภาคภูมิใจในแบบคนอิตาลีนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

อ่านเพิ่มเติม: Met Gala 2024: เรือนเวลาในธีม Garden of time นั้น มีตั้งแต่ Omega ไปจนถึง Richard Mille จากนาฬิกาข้อมือสู่เครื่องประดับบอกเวลา

Tatler Asia
Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Above Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Tatler Asia
Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Above Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Tatler Asia
Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Above Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)
Maserati Fuoriserie โปรแกรมพิเศษสำหรับการตกแต่งรถยนต์จาก Maserati (ภาพ: Maserati)

Longevity Design

“ต้องยอมรับว่าเมกะเทรนด์ในอุตสาหกรรมลักซ์ชูรีก็เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ หลายปีมานี้เราได้ยินเรื่องของ quiet luxury และ loud luxury ซึ่งในวงการแฟชั่นสามารถออกคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ได้ทุกฤดูกาล หรือจะออกใหม่สามคอลเล็กชั่นต่อฤดูกาลก็สามารถทำได้ แต่สำหรับโลกยนตรกรรมแล้ว เราไม่สามารถทำเช่นเดียวกับวงการแฟชั่นทำได้ ดังนั้นเพื่อสะท้อนตัวตนของผู้ขับไปพร้อมกับการนำเสนอความเป็น Italian made ดีไซน์ของเราจึงเป็น timeless ที่คุณสามารถใส่ความ quiet หรือ loud ได้ในแบบของคุณเอง” Klaus กล่าว

เมื่อเราพูดถึงความยั่งยืนในผลงานการดีไซน์นั้น เราไม่ได้มองแค่ระยะ 3 ปี 5 ปี แต่มันยาวนานระดับ 10 ปี ที่ไม่ว่าจะกลับมาสตาร์ทเครื่องยนตรกรรมของเราอีกกี่ครั้ง ความรู้สึกจะยังคงกรุ่นไปด้วยความตื่นเต้น และเร้าใจเสมอ สำหรับ Maserati GranCabrio Folgore คันนี้ที่เริ่มต้นไอเดียจากชื่อสายฟ้าตัวถังสีโรสต์โกลด์ได้แรงบันดาลใจจากสีของสสารที่เหนี่ยวนำไฟฟ้าได้ดีที่สุดบนโลกนั้นก็คือทองแดง กับการหยิบเรื่องราวมาสร้างสรรค์เป็นผลงานดีไซน์แบบนี้คุณสามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่าน Maserati Fuoriserie ที่จะมาช่วยทำการออกแบบ Maserati ของทุกคนในแบบของตัวเอง 

นอกจากนี้เขายังได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับ Econyl ผ้าไนลอนทอใหม่จากการรีไซเคิลไนลอนที่ถูกทิ้งไว้ตามธรรมชาติ เป็นผืนผ้าใหม่ที่โชว์ให้เห็นศักยภาพ และเทคโนโลยีสิ่งทอในอุตสาหกรรมผ้าและแฟชั่นของอิตาลี ที่มีความล้ำหน้าไปกว่าที่ใด และเมื่อได้จับคู่เข้ากับหนัง Alcantara นับเป็นสัมผัสที่ไร้รอยต่อ และสร้างประสบการณ์การสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร

Tatler Asia
GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati และ Tridente เรือสุดหรูขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (ภาพ: Maserati)
Above GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati และ Tridente เรือสุดหรูขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (ภาพ: Maserati)
GranCabrio Folgore รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจาก Maserati และ Tridente เรือสุดหรูขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (ภาพ: Maserati)

Identity with Trident

หากใครได้สัมผัสรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะชื่นชอบความเงียบของเครื่องยนต์ แต่สำหรับนักขับของ Maserati เสียงคำรามทั้งก่อนออกตัว ระยะออกตัว จนสิ้นสุดสายตานั้นคือเสียงความเร้าใจ ความตื่นเต้น ที่ปลุกอะดรีนาลีนในร่างกาย และแน่นอนว่าประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีเพียงเฉพาะผู้ขับขี่รถแบรนด์นี้จะเคยได้สัมผัสแบบนี้

ผู้พัฒนาไม่มีทางละเลย และปล่อยให้ถูกกลืนไปโดยเทคโนโลยีอย่างแน่นอน เพราะ GranCabrio Fogore ได้คงความรู้สึกเร้าใจด้วยเทคโนโลยีการออกแบบทิศทางของเสียงด้วยชุดเครื่องเสียงมากถึง 16 ชุด ให้เสียงในหลากหลายมิติ เพิ่มความชัดลึก และความกระแทกของเสียงที่ส่งออกมาเหล่านี้ Made in Italy จากแบรนด์ Sonus faber ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์อิตาลีที่เชี่ยวชาญในการผลิตลำโพงมาตลอด 40 ปี

นอกจากนี้แล้วอัตลักษณ์ของ Maserati นั้น ยังถูกพัฒนาและส่งต่อไปออกมาเป็นผลงานล่าสุดกับ Tridente เรือสุดหรูขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ขยายขอบเขตการใช้พลังงานไฟฟ้าจากทางบกสู่ทางน้ำ ภายใต้สมรรถนะและความสง่างามภายใต้ชื่อของ Maserati ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

บนประวัติศาสตร์ของ Maserati ที่มาจากความรักและความหลงใหลในเรื่องของเครื่องยนต์จนประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับ บนวัฒนธรรมของความเป็นอิตาลีที่พี่น้องในครอบครัว Maserati ช่วยกันสร้าง และต่อยอดความฝันของคนในครอบครัวให้กลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก บนความภาคภูมิใจของป้าย Made in Italy ที่คนอิตาลีได้ร่วมกันสร้างขึ้น

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้มนต์ขลังของแบรนด์ Maserati ยิ่งนับวันก็ยิ่งเข้มข้น ยังไม่นับรวมมูลค่าของแบรนด์ที่ยิ่งผ่านเวลาไปนานเท่าไหร่ก็ยิ่งทวีมูลค่าขึ้น แม้ว่าสักวันเทคโนโลยีจะสามารถตามได้ทันในแบบที่ Maserati ล่วงหน้าไปแล้วก็ตาม แต่ประสบการณ์ การได้สัมผัสความสมบูรณ์แบบ การได้ดื่มด่ำเรื่องราวของแบรนด์ การเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่แบรนด์ได้มอบให้ต่างหาก คือสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่ากันได้

Topics

Bharanroj Dhanabhudhinitikorn
Lifestyle Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia