มาทำความรู้จักกับ Cocoa Zhou ดีเจสาวจากเกาะฮ่องกง ที่เป็นผู้เนรมิตบรรยากาศความสนุก อยู่หลังเดสก์ดีเจ ในช่วง after party ของค่ำคืนงาน Tatler Ball 2023
เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ ความเอ็กซ์คลูซีฟ และความสนุกสนานของงาน Tatler Ball 2023 ‘Journey into the Extraordinary, The New Era of Tatler’ อีกหนึ่งงานใหญ่ส่งท้ายปีที่จัดขึ้นเพื่อเปิดตัวนิตยสาร Tatler Asia ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ที่เต็มไปด้วยเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม จากเหล่าเซเลบริตี้ นักธุรกิจ นักแสดง และผู้นำในหลากหลายแวดวง ต่างตบเท้าเข้ามาร่วมงานภายในค่ำคืนนั้น
เบื้องหลังความสนุกสนานนี้ ยังมีอีกหนึ่งแขกคนสำคัญที่เราคงจะไม่พูดถึงเธอไม่ได้ กับ Cocoa Zhou ดีเจมากความสามารถจากเกาะฮ่องกง จากการฝึกฝนดนตรีคลาสสิกในวัยเด็ก ผสานเข้ากับวัฒนธรรมดนตรีใต้ดินของเกาะอังกฤษ เกิดเป็นความชื่นชอบในดนตรี Electro, House และ Techno ที่มีท่วงทำนองเป็นเอกลักษณ์ บวกกับสกิลการมิกซ์เพลงที่หาตัวจับยาก ทำให้เธอได้กลายเป็นผู้บุกเบิกวงการดีเจหญิงแห่งมหานครฮ่องกง ซึ่ง Cocoa ก็ได้เดินทางมาร่วมงาน Tatler Ball ในค่ำคืนสุดพิเศษนี้ด้วย
Becoming a DJ

Above Cocoa Zhou ที่งาน after party ของ Tatler Ball 2023 (ภาพ: Tatler Thailand)
ฉันเริ่มต้นจากการเรียนสาขานิเทศศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ช่วงแรกฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในฝั่งหน้ากล้อง หลังจากนั้นไม่นานก็ขยับตัวเองมาทำงานเบื้องหลังมากขึ้นในฝั่งของโปรดิวเซอร์ ฉันเลยคุ้นเคยกับการทำงานบนเครื่องมือ โปรแกรม และโปรดักชั่นเบื้องหลัง และยิ่งต้องทำงานเกี่ยวกับภาพและเสียงด้วย มันยิ่งทำให้ฉันสนใจและหลงใหลในเรื่องของเสียงมากขึ้น ว่าเสียงสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของผู้คน ไปจนถึงภาพรวมของงานสักชิ้น ให้กลายเป็นอีกอารมณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานภาพหรืองานวิดีโอ มันเลยทำให้ฉันชอบที่จะขลุกอยู่กับงานเสียงและเสียงประกอบตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานเบื้องหลังอยู่ บวกกับฉันเคยเรียนดนตรีคลาสสิกมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อย้ายไปเรียนที่อังกฤษ ก็ได้รู้จักดนตรีใต้ดินหลายๆ แบบ เลยยิ่งทำให้ชื่นชอบเรื่องเสียงและดนตรีมากขึ้น
แต่จุดที่เริ่มต้นการเป็นดีเจจริงๆ ก็คงเป็นช่วงโควิด-19 ที่พอจะมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ก็เลยลองเริ่มต้นศึกษาการเป็นดีเจเป็น “งานอดิเรก” ก่อน อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่า ฉันทำงานคลุกคลีเกี่ยวกับด้านเสียงและดนตรีมาตลอด พอเข้าช่วงโควิด-19 เราเริ่มหันมาจริงจังเรื่องการมิกซ์ดนตรีมากขึ้น และค้นพบว่าการมิกซ์เพลงไม่ได้ยากขนาดนั้น และเชื่อว่าหลายคนถ้ามีโอกาสได้ลองทำดู ก็น่าจะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก แม้หลายคนจะบอกว่ามันมีปุ่มกดอะไรเยอะแยะไปหมด แต่ถ้าลองทำดู ฉันเชื่อว่าไม่ยากขนาดนั้น
Electro, House and Techno

Above Cocoa Zhou ที่งาน after party ของ Tatler Ball 2023 (ภาพ: Tatler Thailand)
เป็นแนวดนตรีที่ฉันชื่นชอบ และใช้ในการทำงานด้วย คงเป็นเพราะดนตรีแบบเฮ้าส์มันมีความลื่นไหลอยู่ในดัว ดนตรีแนวนี้ไม่ต้องการทรานซิชั่น (การเปลี่ยนไปมาระหว่างเพลง) มากนัก
สำหรับดนตรี house การสแครชเพื่อเปลี่ยนแทร็กเป็นการสร้างอารมณ์ไปด้วยกัน เราค่อยๆ ขยับอารมณ์เพลงขึ้น และค่อยๆ ผ่อนลง มันจะไม่มีความกระชากในจังหวะแบบดนตรีแนว Hip Hop ซึ่งถ้าคุณฟังแบบผ่านๆ ก็แทบจะจับช่วงของทรานซิชั่นไม่ได้เลย (หัวเราะ) มันเป็นการทำงานในคนละแบบกัน แต่ดนตรีทั้งสองแบบมีความแปลกใหม่และฟังสนุกเหมือนกัน
Unnoticed Vibe

Above ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี ที่งาน after party ของ Tatler Ball 2023 (ภาพ: Tatler Thailand)
ด้วยพื้นเพที่ฉันทำงานกำกับวิดีโอมาก่อน จึงเข้าใจความสำคัญของ background music ที่เราไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน แต่มันช่วยเสริมให้คนดูมีอารมณ์ความรู้สึกร่วม นั่นคือเป้าหมายในการเป็นดีเจของฉัน แต่ฉันเข้าใจว่าเราสามารถ Up Beat เพื่อปลุกเร้าบรรยากาศภายในงานได้ แต่ฉันจะทำมันก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่นในงาน Tatler Ball After Party ล่าสุด ตอนที่ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และกลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ เริ่มต้นร้องเพลงและแร็ป โมเมนต์นั้นมันคือไฮไลต์ที่เราอยากให้คนในงานสนใจ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าช่วงไฮไลต์ของงานมันควรมีช่วงเดียว ถ้าเราทำแบบเดียวกันตลอดทั้งงาน มันก็คงจะไม่เรียกว่าไฮไลต์
ฉันคงไม่สามารถบอกได้ว่าแนวการเปิดเพลงแบบไหนถูก แบบไหนผิด มันเป็นสไตล์ของดีเจแต่ละคน ฉันมองว่าฉันมีหน้าที่ทำให้ผู้คนสนุกไปกับเสียงเพลง ผ่อนน้ำหนักเพลงลงเพื่อผ่อนคลายบางจังหวะ เข้าช่วงให้ถูกต้องตามจังหวะตามโจทย์งานที่ได้รับมา และสร้างบรรยากาศโดยรวมให้คนได้นั่งหรือยืนดื่ม คุย สังสรรค์ แทนที่จะดึงความสนใจให้คนมามองที่ฉันที่กำลังเปิดเพลงอยู่
อ่านเพิ่มเติม: พบกับเหล่า HONOUREES ภายในงาน THE TATLER BALL THAILAND ประจำปี 2023
After Party ‘Tatler Ball 2023 ’

Above Cocoa Zhou ที่งาน after party ของ Tatler Ball 2023 (ภาพ: Tatler Thailand)
ตอนที่ฉันได้รับบรีฟมาว่า เป็นงาน After Party ของ Tatler Asia ฉันนึกภาพผู้คนที่เพิ่งเสร็จจากงานในชุดราตรี ชุดสูท ฉันก็ไม่แน่ใจว่าพวกคุณจะปาร์ตี้กันแบบสุดเหวี่ยงเลยหรือเปล่า ฉันเลยชั่งใจอยู่ว่าเราเริ่มต้นด้วยเพลง BPM ต่ำๆ ไว้ก่อนดีไหม ให้แขกในงานค่อยๆ ได้ขยับตัว ให้ความรู้สึก Grovvy, Funk, Disco แบบมีสไตล์ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับสไตล์และบีทเพลงให้พอถึงท่อนที่คุ้นหู ด้วยการผสมผสานกลิ่นอายซาวด์แบบโมเดิร์นและอิเล็กทรอนิก แต่แน่นอนว่าเรายังคงความเป็น Tatler ที่มีความสง่างามเอาไว้ ซึ่งฉันว่าฉันทำได้ดีนะ ในงาน After Party ฉันเห็นคนขยับโยกตัวเล็กๆ น้อยๆ เอ็นจอยไปกับเสียงเพลง ฉันเชื่อว่าประสบการณ์ของความ Luxury มันควรจะเป็นแบบนั้น เป็นความรู้สึก settle หรือค่อยๆ ผ่อนคลายจนรู้สึกดื่มด่ำและสนุกสนานไปกับท่วงทำนอง มากกว่าการตะโกนออกมาเสียงดังๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ มันยิ่งชูภาพลักษณ์ความสง่างาม แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถสนุกไปพร้อมๆ กันได้ เหมือนกับว่าดนตรีของฉันได้สัมผัสลึกเข้าไปถึงใจคนฟัง โดยไม่จำเป็นต้องเร่งจังหวะเพลงเพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจเลย
แต่สถานที่จัดงาน After Party นั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก ฉันชอบตั้งแต่ตอนเดินเข้ามาเซตอัพครั้งแรกแล้ว คิดในใจว่า “Beach Club กลางเมืองเนี่ยนะ” แล้วมันตั้งอยู่ใจกลางตึกขนาดใหญ่ เพดานสูง วิวสวน และตึก แน่นอนว่าหาไม่ได้ในฮ่องกงแน่ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ดีไซน์ธีมบีชคลับธรรมดา แต่เป็นสระว่ายน้ำที่ลงไปใช้ได้จริงๆ ต้องยอมรับเลยว่า เป็นการออกแบบที่รสนิยมดีมากๆ มันทำให้ฉันได้ไอเดียใหม่ๆ และกลับมาปรับลิสต์เพลงใหม่อีกนิดหน่อย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ และสถานที่
Wonderfruit or Clockenflap

Above Cocoa Zhou ที่งาน after party ของ Tatler Ball 2023 (ภาพ: Tatler Thailand)
(หัวเราะ) เป็นคำถามที่ตอบยากมาก ขอเวลาสักครู่นะคะ (เธอเงียบสักพัก) มันยากที่จะเปรียบเทียบกัน เพราะ Clockenflap จะโฟกัสไปที่เพลง ดนตรี ศิลปินที่เป็นที่รู้จักหรืออยู่ในกระแสในขณะนั้น ถ้าจะเทียบกัน ฉันว่าควรเทียบ Clockenflap กับ Coachella น่าจะอยู่ในประเภทเดียวกันมากกว่า เพราะทั้งสองงานมีเวทีคอนเสิร์ตแบบชัดเจน และเวทีของดีเจก็จะเป็นเวทีแทรกอยู่ภายในงาน แต่ในส่วนของ Wonderfruit นั้น ฉันไม่ได้มองว่ามันเป็นเทศกาลดนตรี ดนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งภายในงาน ยังมีงานศิลปะแบบจัดแสดง มีอาหาร มีเรื่องราวให้ค้นหาอีกมากมาย และเรื่องดนตรีก็ไม่ได้เป็นดนตรีในแบบกระแสหลัก แต่เป็นดนตรีเชิงทดลอง ที่บางครั้งศิลปินก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก เหมือนการได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่มันมีความตื่นเต้น แม้ว่าสำหรับปีนี้หลังจากงาน Tatler Ball ฉันใช้เวลาไปกับการกินและนวดในเต้นท์ข้างๆ (หัวเราะ) แต่ก็ยังได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำเพลง ถ้าให้เปรียบเทียบกัน เทศกาลดนตรี garbicz น่าจะดูใกล้เคียงมากกว่า ซึ่งฉันก็ยังไม่เคยไปเหมือนกัน ถ้ามีเวลาและโอกาสก็อยากจะไปสัมผัสสักครั้ง เพราะอย่างที่รู้กันดี ดนตรีทางฝั่งยุโรปนั้นเต็มไปด้วยดนตรีเชิงทดลองที่เป็นเสมือนแหล่งข้อมูลสำหรับดีเจที่จะนำมาปรับใช้กับการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของฉันในฐานะดีเจ การได้ฟังดนตรีที่คุณไม่สามารถพบได้ใน Shazam หรือแอปพลิเคชั่นฟังเพลงอื่นๆ มันคือหน้าที่ของฉันที่จะต้องออกไปค้นหาดนตรีเหล่านั้น เพื่อมาเป็น reference ให้ได้ (หัวเราะ)





