มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ (ภาพ: Mew Suppasit)
Cover มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ (ภาพ: Mew Suppasit)
มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ (ภาพ: Mew Suppasit)

มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ เป็นทั้งนักแสดง นักร้อง นายแบบ นักธุรกิจ เจ้าของคาเฟ่ เจ้าของสกินแคร์และคลินิกดูแลผิวพรรณ รวมถึง Friend of the Brand ของ FRED และ Montblanc แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาคือชายหนุ่มผู้ทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแต่งงาน ตุลย์ ภากร ธนศรีวนิชชัย และกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ใครหลายคนกล้าแสดงออกในเรื่องความรัก ท่ามกลางสีสันของสายรุ้งมากมายที่ค่อยๆ เปล่งประกายในสังคม

ปี 2025 นับเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญของประเทศไทย ภายหลัง ‘พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม’ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยมอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ ไม่ว่าเพศใด สามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย นอกจากนั้น ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เช่น การแก้ไขคำว่า ‘ชาย’ และ ‘หญิง’ เป็น ‘บุคคล’ เพื่อให้บุคคลสองคนสามารถแต่งงานกันได้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จำกัดเฉพาะชายหญิง และเรียกคู่สามี-ภรรยา เป็น ‘คู่สมรส’ นับเป็นการเฉลิมฉลองและเปิดศักราชใหม่ให้แก่คู่รักจำนวนมากที่รอคอยช่วงเวลาแห่ง ‘การเปิดรับ’ นี้มานานแสนนาน 

Tatler มีโอกาสสนทนากับ มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ถึงมุมมองในเรื่องนี้ หลังจากที่หลายคนน่าจะได้เห็นภาพเจ้าตัวทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแต่งงาน ตุลย์ ภากร ธนศรีวนิชชัย แฟนหนุ่มนักแสดง กลางงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงซิงเกิ้ลใหม่ ช่องว่างในหัวใจ กันไปแล้วก่อนหน้านี้

“ผมว่านี่เป็นก้าวที่สําคัญของประเทศเลยนะครับ มันเป็นการโชว์ความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยให้กับโลกได้เห็น ก็รู้สึกยินดี และอยากขอบคุณทุกคนมากๆ ที่มีส่วนร่วมและทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็หวังว่าทุกคนจะมีความสุข และต้องรอติดตามกันต่อไปว่า หลังจากที่กฎหมาย activate แล้ว ในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไรบ้าง”

อ่านเพิ่มเติม: ชีวิตและความฝันของ ‘เก่ง หฤษฎ์’ นักแสดงหนุ่มอนาคตไกล ที่เราอยากให้คุณรู้จัก

Tatler Asia
มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ (Photo: Mew Suppasit)
Above มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ (ภาพ: Mew Suppasit)
มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ (Photo: Mew Suppasit)

เพลงขอแต่งงานและโมเมนต์หวานซึ้ง

‘เธอเป็นเหมือนดั่งของขวัญบนโลกนี้ เธอทำให้ฉันได้เจอกับรักที่แสนดี’ ท่อนหนึ่งจากเพลง ช่องว่างหัวใจ (Absence) ไม่เพียงแต่เป็นซิงเกิ้ลล่าสุดของมิว ศุภศิษฏ์ ท่ีได้แฟนหนุ่ม ตุลย์ ภากร มาร่วมแสดงในมิวสิกวิดีโอ แต่ยังเป็นบทเพลงที่เขาใช้ขอแต่งงานท่ามกลางแฟนคลับมากมายที่มาร่วมยินดีและเป็นสักขีพยานในวันพิเศษของทั้งคู่

โดยหนึ่งในภาพความประทับใจคือ โมเมนต์ขณะที่มิวลงไปนั่งคุกเข่าเพื่อเตรียมสวมแหวนให้ตุลย์ ตุลย์เองซึ่งเป็นฝ่ายถูกเซอร์ไพรส์ก็เดินไปยืมแหวนจากคนรอบข้าง ก่อนจะมานั่งคุกเข่าขอมิวแต่งงานด้วยเช่นกัน 

“เหมือนตัวเราเองตกผลึกได้ว่า ชีวิตหลังจากนี้อยากใช้เวลากับคนนี้ก็เลยเกิดเป็นวันนี้ขึ้นมา” มิวกล่าว

ขณะที่ตุลย์เผยความรู้สึกพร้อมน้ำตาแห่งความซาบซึ้งว่า "ขอบคุณที่มีความรักดีๆ ให้ ผมคิดว่าวัย 30 เป็นวัยที่เราอยากจะหา foundation แท้ๆ ของชีวิต ได้ settle กับใครบางคน และจังหวะที่เราดูแลกันมาสองปี ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเราคือ perfect match ของกันและกันที่ยั่งยืน"

มิวยังบอกด้วยว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ก็มีเพื่อนๆ หลายคนทักมาบอกว่า การที่มิวคุกเข่าขอแต่งงาน ทำให้พวกเขายอมเปิดใจคุยกับครอบครัวเรื่องความชอบและรสนิยมทางเพศของตนเอง แล้วตอนนี้ชีวิตก็แฮปปี้มาก สามารถพาแฟนมาเจอกับที่บ้านได้อย่างเปิดเผย

อ่านเพิ่มเติม: ต่อ ธนภพ กับผลงาน ความฝัน และชีวิตที่ตกผลึกในวัย 30 ปี

ความสัมพันธ์ 13 ปี จากพี่น้องสู่ ‘คนรัก’

ย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปีก่อน อาจเป็นเพราะโชคชะตาหรือความบังเอิญที่ทำให้เด็กหนุ่มคณะสถาปัตย์และเด็กหนุ่มวิศวะได้มาเจอกัน ได้นั่งข้างกัน และมีโอกาสได้รู้จักกัน

"ตอนนั้นผมต้องไปช่วยงานเพื่อนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นโปรเจ็กต์แฟชั่นที่เขาหาคนมาเดินแบบ ระหว่างที่ผมนั่งรออยู่หลังเวทีคนเดียว ไม่รู้จักใครเลย จู่ๆ ตุลย์เดินมานั่งข้างๆ ก็เลยได้คุยกัน ตอนนั้นรู้สึกว่าคุยถูกคอกับน้องคนนี้มาก และได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวัน เป็นคนหนึ่งที่เราอยากคุยด้วย อยากสานสัมพันธ์ต่อในฐานะพี่น้อง ซึ่งการได้อยู่ในวงการเดียวกัน ทำให้มีโอกาสได้เจอกันบ้างตามงานต่างๆ "

ทั้งคู่มีผลงานการแสดงที่โด่งดังจากซีรีส์วาย โดยตุลย์ ภากร แจ้งเกิดจากซีรีส์เรื่อง Together With Me อกหักมารักกับผม (2017) ขณะที่ มิว ศุภศิษฏ์ รับบทนักแสดงนำใน TharnType: The Series (2019) กระทั่งทั้งสองคนได้มีโอกาสร่วมงานกันในโปรเจ็กต์ The Ocean Eyes ซึ่งทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น นอกจากนั้น มิวยังมีผลงานละครเรื่องอื่นๆ เช่น รักร้าย (2023) รวมถึง รักสลับลาย (2025) ที่กำลังจะออนแอร์ทางช่อง One เร็วๆ นี้

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญที่พัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือ ตอนที่ตุลย์บินไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนึ่งใน Ivy League ใจกลางมหานครนิวยอร์ก ซึ่งแม้จะอยู่ห่างกัน แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้ความสัมพันธ์แบบจริงจังมากขึ้น และทำให้มิวรู้สึกว่า ‘คนนี้ใช่จังเลย’ 

“ผมว่ามันมีสัญชาตญาณอะไรบางอย่างที่บอก คือแน่นอนว่าความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ มันอาจจะใช้เหตุผลมากไม่ได้ เราก็เลยมองกลับมาว่า ร่างกายเรา จิตใจเรา มันรีแอคกับสิ่งเหล่านี้ยังไง สิ่งหนึ่งเลยที่เรากลัวคือ เอ๊ะ สิ่งนี้เป็นความหลงหรือเป็นความเห่อของเราเองหรือเปล่า แต่ความรู้สึกนี้มันอยู่มานานและไม่ได้จางหายไปไหน แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าใช่แล้ว คนๆ นี้แหละ ไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว”

รอคอยให้ความรักเบ่งบาน

ขณะที่ตุลย์เองก็สัมผัสได้ถึงความมั่นคงในรักแท้ที่ไม่ได้แพ้ระยะทาง ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันทุกๆ สามเดือน เดี๋ยวมิวบินไปอเมริกา เดี๋ยวตุลย์บินกลับมาเมืองไทย จนกระทั่งตุลย์เรียนจบ ซึ่งระหว่างนั้นก็มีภาพคู่ของทั้งสองคนปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง

"จริงๆ ภาพแรกๆ ที่พับลิคออกมา ตอนนั้นเราเป็นแฟนกันแล้ว แต่เป็นช่วงเวลาที่อาจยังไม่เหมาะในการประกาศอะไรออกมา ผมว่าเรื่องนี้อยู่ที่กระแสสังคมด้วย ก็ต้องค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ไปพร้อมกับสังคม ซึ่งคนใกล้ตัวเรารู้อยู่แล้ว เราแค่วางหลักฐานไว้เฉยๆ เมื่อถึงวันหนึ่งที่เราพูดได้ เราก็แค่บอกว่า นี่ไง เราเคยลงรูปไปแล้ว เราเป็นแฟนกันตอนนี้นะ (ยิ้ม)"

สำหรับการรับรู้เรื่องของครอบครัว มิวเล่าว่าเขาไม่เคยต้องมานั่งบอกคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีซีนดราม่า ไม่มีซีนของการเปิดใจ สถานการณ์ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติมาก 

"ผมว่าบางอย่าง ถ้าเราทําเป็นปกติ คนรอบข้างจะรู้สึกปกติเหมือนกัน ก็เลยค่อยๆ พามาแนะนำ พามารู้จัก พามากินข้าว ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป จากนั้นก็พาเขามาเที่ยวด้วยกันกับครอบครัว ซึ่งเราทั้งคู่อยู่ในจุดที่ต่างฝ่ายสามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง มีความคิด มีการงานที่มั่นคง เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีอะไรที่พ่อแม่จะต้องเป็นห่วง ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ผมก็ไปเคานต์ดาวน์กับที่บ้านเขา แล้วเดี๋ยวตุลย์ก็ไป family trip ที่ญี่ปุ่นกับที่บ้านผม สลับกันไป"

เป้าหมายความสัมพันธ์ของทั้งคู่

มิว ศุภศิษฏ์ เล่าถึงความประทับใจที่เขามีต่อตุลย์ว่า ทั้งคู่มีหลายอย่างที่คล้ายกัน เช่นเดียวกับหลายอย่างที่ต่างกัน ซึ่งความต่างนั้นเองที่ทําให้เขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ได้พัฒนาตัวเอง ได้ปรับตัว ได้เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมาก

"เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบเรื่องการเปลี่ยนแปลงเลย ทั้งที่ผมเรียนวิศวะและทำวิจัยเรื่องความน่าจะเป็น ทั้งปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งความน่าจะเป็นคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง มันเป็นธรรมชาติที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้แต่เรื่องของความรักและความสัมพันธ์"

มิวเสริมว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่รู้สึกแฮปปี้เวลาที่อยู่ด้วยกันคือ การที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้คาดหวังอะไรกัน แค่ได้อยู่ด้วยกัน เรียนรู้กันและกันก็มีความสุขมากแล้ว 

“ผมกับตุลย์เป็นคนชอบเรียนเหมือนกัน ไม่ใช่เรียนหนังสือเฉยๆ นะ แต่เรียนการใช้ชีวิต เรียนวิธีการทํางาน เรียนรู้คู่ของเราเอง มันทําให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์เวลาที่มีปัญหา เราจะมานั่ง discuss กัน เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่เราเชื่อคือ ถ้าวันหนึ่งเราแข็งแรง เราจะสามารถพาอีกคนหนึ่งแข็งแรงไปกับเราได้ เราเลยอยากเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวเองในทุกๆ ด้าน”

สำหรับเดือนแห่งความรักในปีนี้ น่าจะเป็นปีแห่งความพิเศษที่เราจะได้เห็นความเป็นไปได้ของความรักหลากหลายรูปแบบผลิบานอย่างงดงามในสังคมไทย 

“ผมอยากขอบคุณทุกๆ คนที่ร่วมยินดีกับความรักของเราทั้งคู่ ผมอยากอวยพรให้ทุกคนได้เจอความรักที่ดีเหมือนกัน ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมรักตัวเองให้มากๆ เพราะเมื่อเราเคารพความรักในตัวเองแล้ว เราก็จะเคารพความรักของคนอื่นด้วยเช่นกัน”

Topics

Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)