Cover (จากซ้าย) ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย, ประติมากรรมสำริด โกลเด้นบอย, ประติมากรรมสตรีคุกเข่า ส่วนหนึ่งของวัตถุโบราณที่ทวงคืนกลับสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ

การนำพาวัตถุโบราณที่เคยสูญหายกลับมาสู่อ้อมกอดของคนไทย ไม่เพียงแต่มอบความสุข แต่ยังมอบคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่ามิได้กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินด้วยเช่นกัน Tatler พาไปรู้จักวัตถุโบราณชิ้นสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยสูญหาย แต่สามารถติดตามกลับคืนได้สำเร็จในที่สุด

หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับมอบประติมากรรมสำริด ‘โกลเด้นบอย’ (Golden Boy) ซึ่งสูญหายไปจากผืนแผ่นดินไทยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน กลายเป็นข่าวโด่งดัง และทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แน่นขนัดไปด้วยประชาชนจำนวนมาก ที่ต้องการมายลโฉมโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่มีความหมายต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย

ล่าสุด ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย (Asian Art Museum) เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา อันเป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองของชุมชนเก่าแก่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของเมือง “ศรีจนาศะ” (Canasapura or Canāśa) เมืองโบราณที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลและที่ราบสูงโคราช

อ่านเพิ่มเติม: “Golden Boy” โบราณวัตถุที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ และบทบาทในการทวงคืนสมบัติแผ่นดินของ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์

Tatler Asia
Above พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร วัสดุสำริด ความสูง 94 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14 หนึ่งในประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยที่ได้รับคืนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย

ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ กรมศิลปากร กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations: HSI) ที่ร่วมกันทำงานอย่างแข็งขันมาตั้งแต่ปี 2018 หลังเกิดกระแสเรียกร้องการส่งคืนโบราณวัตถุของไทยในต่างแดน อันเนื่องมาจากข่าวการนำประติมากรรมชิ้นสำคัญออกประมูลโดยสถาบันการประมูลชื่อดัง และนำไปสู่การติดตามโบราณวัตถุรายการอื่นๆ กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

บางชิ้นเดินทางข้ามทวีป บางชิ้นหายไปเกือบครึ่งศตวรรษ และหลายชิ้นต้องอาศัยทั้งหลักฐานทางวิชาการ การสืบสวนข้ามประเทศ และความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ กว่าจะได้ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์กลับมาเก็บรักษา เพื่อเป็นมรดกและองค์ความรู้ที่สำคัญแก่ลูกหลานบนผืนแผ่นดินไทยสืบไป

Tatler Asia
Above พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ประติมากรรมสำริด ความสูง 1.42 เมตร ที่ทาง The MET ยังไม่ได้คืนไทย

1) ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทกู่สวนแตง

ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทกู่สวนแตง (Lintel depicting Vishnu reclining on the Naga seat, Prasat Ku Suan Taeng)
ปีที่ได้รับกลับคืน: 1970

กู่สวนแตง เป็นปราสาทในศาสนาฮินดู อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทกู่สวนแตง ได้ถูกขโมยไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1964 ดังปรากฏในบทความเรื่อง ‘Stolen Art Objects Returned to Thailand’ ของ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล จากนั้น ทับหลังหินทรายชิ้นดังกล่าวได้ไปปรากฏในแคตตาล็อกของ Mr. Avery Brundage ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย The Asia Foundation และถูกนำไปจัดแสดงที่ M.H. de Young Memorial Museum ในเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

บทความตีพิมพ์และการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ครั้งนั้น กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการระบุตัวตนของโบราณวัตถุที่สูญหายไป และหลังจากความพยายามติดตามทวงคืนอันยาวนาน ในที่สุด ประเทศไทยก็ได้รับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทกู่สวนแตงกลับคืน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 1970 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 

Tatler Asia
Above ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทกู่สวนแตง
Tatler Asia
Above ปราสาทกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์

2) ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทพนมรุ้ง

ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทพนมรุ้ง (Lintel depicting Vishnu reclining on the Naga seat, Prasat Phanom Rung)
ปีที่ได้รับกลับคืน: 1988

หนึ่งในกรณีคลาสสิกที่ถูกพูดถึงและเป็นที่จดจำมากที่สุด คือคดีความระหว่างประเทศไทยกับพิพิธภัณฑ์ในโลกตะวันตกว่าด้วยการทวงคืนสมบัติทางวัฒนธรรม นั่นคือ ทับหลัง (lintel) ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ สมัยพุทธศตวรรษที่สิบเจ็ด ซึ่งถูกโจรกรรมไปจากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ในปี 1960 ช่วงสงครามเวียดนาม และถูกนำไปจัดแสดงที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก (Art Institute of Chicago) สหรัฐอเมริกา ก่อนได้รับการส่งมอบคืนในปี 1988 และนำไปติดตั้ง ณ ตำแหน่งเดิมบนประตูทางเข้าปราสาทพนมรุ้ง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การทวงคืนโบราณวัตถุไทยสู่มาตุภูมิ ในเวลาต่อมา

สำหรับ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นงานแกะสลักหินทรายศิลปะขอมที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย มีขนาดความสูงประมาณ 75 เซนติเมตร ยาว 240 เซนติเมตร แสดงภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพญานาคท่ามกลางเกษียรสมุทร มีดอกบัวผุดจากพระนาภี (สะดือ) เป็นที่ประทับของพระพรหม และมีพระลักษมีชายาประทับอยู่ปลายพระบาท สลักบนแผ่นหินเหนือประตูทิศตะวันออกของปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ 

Tatler Asia
Above ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทพนมรุ้ง
Tatler Asia
Above ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทพนมรุ้ง
Tatler Asia
Above ทับหลัง ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ปราสาทพนมรุ้ง
Tatler Asia
Above หลักฐานสำคัญที่ใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของมรดกวัฒนธรรมชิ้นนี้ของไทย คือภาพถ่ายทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ขณะเมื่อยังตกหล่นอยู่กับพื้น หลังจากตัวปราสาทพังทลายลง ตีพิมพ์ใน รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาค 2 พ.ศ. 2503 – 2504 ซึ่งเป็นบันทึกภาคสนามที่นายมานิต วัลลิโภดม ข้าราชการกองโบราณคดี กรมศิลปากร เป็นหัวหน้าคณะสำรวจโบราณสถานภาคอีสานยุคแรกๆ ซึ่งบันทึกภาพถ่ายด้วยกล้องฟิล์มขาวดำเอาไว้ โดยมิได้เคลื่อนย้ายสิ่งใดๆ ออกจากพื้นที่

3) ทับหลังปราสาทหนองหงส์

ทับหลังปราสาทหนองหงส์ (Lintel from Prasat Nong Hong)
ปีที่ได้รับกลับคืน: 2021

ทับหลังปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโบราณวัตถุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15–16 อายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งสูญหายไปจากตัวปราสาทด้านทิศใต้ราวปี 1966–1968 ก่อนจะถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้ถูกส่งคืนกลับสู่ผืนแผ่นดินไทย หลังการสืบสวนและกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยทั้งหลักฐานข้อมูลภาพถ่ายเก่า นักวิชาการ ตลอดจนความร่วมมือกับหน่วยงานสืบสวน โดยมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการในปี 2021 

สำหรับทับหลังปราสาทหนองหงส์ชิ้นนี้เป็นทับหลังจำหลักภาพพระยมทรงกระบือ (Lintel depicting deity Yama riding on buffalo above Kala face) ซึ่งเป็นเทพประจำทิศใต้ ปรากฏอยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบนในซุ้มเรือนแก้ว

ขณะที่บริเวณกึ่งกลางของทับหลังด้านล่าง สลักลายหน้ากาล (Kala face) หรือเกียรติมุข ซึ่งเป็นลวดลายประดับรูปใบหน้าอสูรดุร้ายผสมสิงห์/ยักษ์ ที่พบในศาสนาฮินดูและศิลปกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสัญลักษณ์ของ ‘กาลเวลา’ ผู้กลืนกินทุกสรรพสิ่ง และมักใช้เป็น ‘ทวารบาล’ ผู้รักษาประตูศาสนสถานเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย หน้าของกาลปรากฏให้เห็นริมฝีปากล่างและแลบลิ้นออกมา รวมทั้งท่อนพวงมาลัยที่คายออกจากปากทั้งด้านขวาและซ้าย โดยมีมือประคองท่อนพวงมาลัยนั้นไว้ สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพสลักลวดลายพันธุ์พฤกษา ทั้งลายใบไม้สามเหลี่ยมตั้งขึ้นและม้วนตกลงมา

ปัจจุบัน ทับหลังชิ้นนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อจัดแสดงให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้

Tatler Asia
Above ทับหลังปราสาทหนองหงส์

4) ทับหลังปราสาทเขาโล้น

ทับหลังปราสาทเขาโล้น (Lintel from Prasat Khao Lon)
ปีที่ได้รับกลับคืน: 2021

ทับหลังปราสาทเขาโล้น อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ได้ถูกส่งมอบคืนให้กับประเทศไทย พร้อมกับทับหลังปราสาทหนองหงส์ ในปี 2021 โดยหนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญในการทวงคืนทับหลังชิ้นนี้ คือภาพถ่ายเก่า ในหนังสือ ‘ศิลปะสมัยลพบุรี’ ของศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งปรากฏภาพถ่ายของทับหลังปราสาทเขาโล้น ราวปี 1960 ที่ยังคงประดับอยู่เหนือซุ้มประตูด้านตะวันออกของปราสาทเขาโล้น ก่อนจะสูญหายไป

สำหรับทับหลังปราสาทเขาโล้นแกะสลักจากหินทราย บริเวณกึ่งกลางปรากฏเป็นรูปเทวดา ในท่านั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ พระหัตถ์ขวาทรงถือกระบอง ประทับอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วเหนือเกียรติมุข (หน้ากาล) ซึ่งอ้าปากแลบลิ้นออกมา โดยมีท่อนพวงมาลัยอยู่บริเวณใต้ลิ้นของหน้ากาล และออกจากหน้ากาลทั้งด้านขวาและซ้าย  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทับหลังปราสาทเขาโล้น รวมทั้งมีมือประคองท่อนพวงมาลัยนั้นไว้ บริเวณปลายท่อนพวงมาลัยขมวดเป็นวงโค้งสลับกันข้างละสองวง พื้นที่ทับหลังส่วนใหญ่สลักเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งรูปแบบและลวดลายบนทับหลังชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะสำคัญของศิลปะเขมรแบบบาปวน

Tatler Asia
Above ทับหลังปราสาทเขาโล้น

4) ประติมากรรมสำริด ‘โกลเด้นบอย’

ประติมากรรมสำริดโกลเด้นบอย (Golden Boy)
ปีที่ได้รับกลับคืน: 2024

การกลับคืนสู่มาตุภูมิของประติมากรรมสำริดกะไหล่ทองทั้งองค์ สูงราว 4 ฟุต ที่หลายคนเรียกติดปากว่า ‘Golden Boy’ นับเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย โดยประติมากรรมชิ้นนี้เป็นศิลปะแบบเขมรพิมาย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16–17 อายุกว่า 900–1,000 ปี ด้วยลักษณะผ้านุ่งที่ใกล้เคียงกับภาพสลักที่ปราสาทหินพิมาย มีความเชื่อมโยงกับพระศิวะหรือเทวราชา (Standing Shiva) และสันนิษฐานว่า เป็นรูปของ ‘พระเจ้าชัยวรมันที่ 6’ หรือปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์มหิธรปุระ ผู้ปกครองอาณาจักรเขมรโบราณ โดยมีพื้นเพอยู่แถบต้นแม่น้ำมูล ซึ่งนักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าคือ เมืองพิมาย (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา) ก่อนที่เชื้อสายของราชวงศ์มหิธรปุระจะย้ายเมืองหลวงกลับไปยังเมืองพระนคร และสร้างศาสนสถานสำคัญคือ ‘ปราสาทนครวัด’ ที่กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในเวลาต่อมา ดังนั้น ประติมากรรมสำริดชิ้นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ ในอดีต

‘Golden Boy’ ถูกชาวบ้านขุดพบที่ปราสาทบ้านยางหรือบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่ปี 1975 ก่อนจะถูกขายให้พ่อค้าในราคาหนึ่งล้านบาท จากนั้นได้ถูกนำออกจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านบริษัทประมูล Spink & Son และนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน (Metropolitan Museum of Art: The Met) ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่ The Met จะตัดสินใจส่งวัตถุโบราณคืนให้ประเทศต่างๆ ในช่วงที่พิพิธภัณฑ์ใหญ่ทั่วโลกเร่งทบทวนประวัติของการได้มาและเครือข่ายการลักลอบค้าโบราณวัตถุ ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

Tatler Asia
Above Golden Boy ประติมากรรมสำริดกะไหล่ทอง (ภาพ: The Met)

5) ประติมากรรมสตรีคุกเข่า

ประติมากรรมสตรีคุกเข่า (Kneeling Female Figure)
ปีที่ได้รับกลับคืน: 2024

อีกหนึ่งโบราณวัตถุที่กลับคืนมาพร้อมกับ Golden Boy ในกระบวนการส่งคืนของ The Met ชุดเดียวกัน คือประติมากรรมสำริดสตรีคุกเข่า นั่งพนมมือเหนือศีรษะ ประมาณอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ 900-1,000 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ความโดดเด่นและน่าสนใจ แต่กลับมีข้อมูลปรากฏอยู่น้อยมาก

ทั้งนี้ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี และคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ได้ให้ความเห็นว่า แม้ว่า Golden Boy และประติมากรรมสตรีจะยังไม่ได้การพิสูจน์ถึงความเกี่ยวข้องกันในเรื่องแหล่งที่มา แต่ความน่าสนใจในเชิงรูปแบบงานศิลปะของประติกรรมสตรีชิ้นนี้ คือการนั่งพนมมือไหว้ ซึ่งแสดงถึงการเคารพบุคคลสำคัญ เพราะ Golden Boy เองก็เป็นลักษณะของการสร้าง ‘ภาพเหมือน’ ไว้ให้คนบูชาเช่นเดียวกัน 

Tatler Asia
Above ประติมากรรมสตรีคุกเข่า

6) ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย
ปีที่ได้รับกลับคืน: 2025

กรณีการส่งมอบคืนวัตถุโบราณที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุด คือ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย จำนวน 4 รายการ อายุกว่า 1,200 ปี  ประกอบด้วย พระโพธิสัตว์ 3 องค์ และพระพุทธรูป 1 องค์ จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย (Asian Art Museum) เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยได้รับคืนเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และกรมศิลปากรได้จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026

สำหรับประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย ถูกลักลอบขุดในช่วงปี 1964 ที่อำเภอประโคนชัย (ปัจจุบันคือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ประมาณการว่าอาจมีจำนวนมากถึง 300 องค์ จึงมีการก่อตั้งกลุ่ม ‘สำนึก 300 องค์’ เพื่อขับเคลื่อนการทวงคืนมรดกทางวัฒนธรรมของไทยจากพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต้องฝ่าฟันขั้นตอนการตรวจสอบและทบทวนอยู่นานหลายปี จนในที่สุดก็สามารถนำพาประวัติศาสตร์ที่เคยหล่นหายไป กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินบ้านเกิดได้สำเร็จ

อ่านเพิ่มเติม: อัญมณีแห่ง GEM: 10 ศิลปวัตถุเอกของโลกยุคฟาโรห์ตุตันคาเมน

Tatler Asia
B66B14
Above พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร วัสดุสำริด ความสูง 94 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14
Tatler Asia
Above พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร วัสดุสำริด ความสูง 69.9 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14
B66B14
Tatler Asia
Above พระโพธิสัตว์ วัสดุสำริด ความสูง 22.9 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14
Tatler Asia
Above พระโพธิสัตว์ วัสดุสำริด ความสูง 21.6 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14

วัตถุโบราณเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในบรรดาชิ้นส่วนประวัติศาสตร์อีกจำนวนมากที่ยังคงสูญหายและกระจัดจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก รอคอยวันที่เราจะได้สำรวจ ค้นพบ และนำพากลับมายังที่ที่มันควรจะเป็น..อีกครั้ง

Tatler Asia
Four-armed Avalokiteshvara, the Bodhisattva of Infinite Compassion, ca. second quarter of the 8th century
Thailand (Buriram Province, Prakhon Chai), 
Bronze with high tin content inlaid with silver and black glass or obsidian in eyes; H. 56 in. (142.2cm); W. 22 1/2 in. (57.2 cm); D. 15 1/4 in. (38.7 cm)
The Metropolitan Museum of Art, New York, Rogers Fund, 1967 (67.234)
http://www.metmuseum.org/Collections/search-the-collections/38950
Above พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ประติมากรรมสำริด ความสูง 1.42 เมตร ที่ทาง The MET ยังไม่ได้คืนไทย
Four-armed Avalokiteshvara, the Bodhisattva of Infinite Compassion, ca. second quarter of the 8th century
Thailand (Buriram Province, Prakhon Chai), 
Bronze with high tin content inlaid with silver and black glass or obsidian in eyes; H. 56 in. (142.2cm); W. 22 1/2 in. (57.2 cm); D. 15 1/4 in. (38.7 cm)
The Metropolitan Museum of Art, New York, Rogers Fund, 1967 (67.234)
http://www.metmuseum.org/Collections/search-the-collections/38950
Tatler Asia
Above ส่วนหนึ่งของภาพวัตถุโบราณที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก แม้บางชิ้นจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีอีกหลายชิ้นที่ยังคงอยู่ในต่างประเทศ (ภาพ: กลุ่มสำนึก 300 องค์)
Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)