ชื่อของ ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล โลดแล่นอยู่ในวงการศิลปะและการออกแบบมานานนับสิบปี จากบัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเข้าทำงานกับแบรนด์ Kloset หลังเรียนจบ จากนั้นกราฟเส้นทางการทำงานก็ดูจะไม่ต่างจากขั้นบันได ไต่เต้าจากการเป็นนักศึกษาฝึกงาน ผู้ช่วยดีไซเนอร์ ดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ และก้าวสู่แบรนด์ไดเร็กเตอร์ในที่สุด
ไม่ช้าไม่นาน คุณยูนก็เบนเข็มสู่การเป็นศิลปินอิสระเต็มตัว นับว่าเธอตัดสินใจถูก เมื่อมีผลงานกับแบรนด์ระดับโลกตามมามากมาย ที่เป็นกระแสคือการร่วมงานกับ Gucci จากการวาดภาพลงอินสตาแกรมถึง Alessandro Michele (Creative Director ของ Gucci) จนได้ร่วมงานกับ Gucci เรื่อยมา เริ่มจาก GucciTian, หนังสือนิทานสำหรับคอลเล็กชั่น Le Marche de Mervielles, Bloom Acqua di Fiori, รองเท้าผ้าใบ Gucci DIY, เเละภาพวาดบนผนังตึก Gucci Art Wall
รวมไปถึงมีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดวอลเปเปอร์ ที่ถูกนำไปเป็นแบ็กดร็อปให้กับบริษัท Instagram ที่นิวยอร์กในชื่อ Strangers In My Garden อีกด้วย ทั้งนี้ยังไม่นับรวมแบรนด์ดังอื่นๆ ที่เคยร่วมงาน เช่น Sulwhasoo, Nescafe, Cotto, Wacoal และอื่นๆ
อ่านเพิ่มเติม: VINN PATARARIN อีกแบรนด์ไทยที่น่าจับตามองกับจุดเด่นชัดเจนไม่เหมือนใคร

Above ผลงานการร่วมงานกับแบรนด์ Vespa LX 125 i-Get PINK ROSA

Above ผลงานการร่วมงานกับแบรนด์ชุดชั้นใน Wacoal
เมื่อประสบการณ์จากงานประจำ มาบรรจบกับชั่วโมงบินของการทำงานอิสระ คุณยูนตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเองในชื่อ บริษัทสายรุ้งแห่งความฝัน (Rainbow of Dream) ซึ่งมีที่มาจากเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “If you want the rainbow, you must have the rain” ตรงกับที่แม่เคยบอกไว้ว่า “คนเรากว่าจะได้สิ่งที่ต้องการก็ต้องฝ่าฟัน…” แล้วเส้นทางการฝ่าฟันไปสู่สายรุ้งก็เริ่มต้นนับตั้งแต่นั้นมา
หน้าที่ของคุณยูนคือจัดสมดุลระหว่างจินตนาการและความเป็นจริง ให้ตรงกับความต้องการ “ยูนคำนึงถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นอันดับแรก เมื่อลูกค้ามีสิ่งที่ต้องการ เราจะตอบสนอง ไม่ใช่แค่ตอบสนองในสิ่งที่ลูกค้าควรได้เท่านั้น แต่ยูนคิดไปถึงการต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นด้วย อย่างเช่น ลูกค้าต้องการให้จัดดิสเพลย์ร้านเพื่อเรียกคนมาถ่ายรูป แต่สถานที่จริงไม่เหมาะ ยูนจะบอกลูกค้าไปตรงๆ ว่าไม่เหมาะ ควรทำอย่างอื่น เสนอสิ่งใหม่ เพราะเราจะไม่ขายฝัน ลูกค้าจะไม่เสียเงินฟรี หรือถ้าเพิ่มงบอีกนิดแต่จะได้ message ใหม่ให้กับแบรนด์ ต่อยอดคุณค่าของแบรนด์มากขึ้น เราก็นำเสนอ”
นอกจากให้คุณค่ากับลูกค้า บริษัทสายรุ้งแห่งความฝันยังเกิดขึ้นมาจากความตั้งใจของคุณยูน ที่ต้องการให้คนที่ทำงานด้านศิลปะได้ทำงานที่ตนเองรัก “ตอนเปิดบริษัทคิดว่าเราอยู่ได้ น้องๆ ที่ทำงานด้วยอยู่ได้ ได้ทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม ทุกคนได้มีเวลา มีรายได้ แต่พอถึงจุดหนึ่ง การที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นแปลว่าต้องรับงานเพิ่มขึ้นทุกปี การรับงานแปลว่าคนในทีมเวลาลดลง อุดมคติที่เคยคิดว่างานน้อยลง เวลามากขึ้น เงินเดือนมากขึ้นก็สวนทางกับความจริง
ถึงจุดนี้ยูนก็พูดตรงๆ กับทีมว่า ถ้าอุดมคติเป็นไปไม่ได้ แล้วจะทำอะไรได้บ้าง ทีมงานก็น่ารัก ยูนเลยเลือกปรับตัวไปเรื่อยๆ ไม่มีแบบแผนบริษัทที่ชัดเจนตายตัว แต่จะมองโลกจากความเป็นจริง และด้วยอุดมคติที่ว่า ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้ โดยไม่ติดอยู่กับกับดักบริษัท ขณะที่บริษัทก็ยังเดินต่อไปได้ เพราะเราตั้งชื่อบริษัทว่าสายรุ้งแห่งความฝัน เราอยากทำความฝันให้เป็นจริง ฉะนั้นเราจะไปขโมยความฝันของคนอื่นมาเป็นของตัวเองไม่ได้”
เมื่อ Tatler เป็นตัวแทนของศิลปินถามถึงระดับความยากง่าย ในการเป็นคนทำงานศิลปะที่วันหนึ่งต้องบริหารธุรกิจด้วย คุณยูนตอบว่าไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนทิ้งความฝัน “เริ่มแรกคือเราไม่สามารถทำสิ่งเดียว แล้วจะสามารถหล่อเลี้ยงทุกอย่างได้ บางอย่างต้องทำควบคู่กันไป ยิ่งตอนเริ่มงานแรกๆ ต้องทำทุกอย่างคู่กันไปหมด ตอนนี้อาจยังไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ 100 เปอร์เซนต์ แต่ถ้ายังไม่ทิ้งความฝัน วันหนึ่งก็ได้ทำ ยูนเองก็ไม่ได้ทำทุกอย่างได้เลย เราค่อยๆจัดการตัวเองไป ไม่อยากให้กลายเป็นว่า สุดท้ายทุกคนไม่มี passion ไม่มีความฝัน อาจจะเหนื่อย แต่ระหว่างทางก็ดูแลสุขภาพกาย-ใจไปด้วย แล้วสักวันจะได้ทำสิ่งที่ฝัน”
ดั่งเช่นบทเพลงที่ขับขานให้ฝ่าฟันก่อนจะถึงฝั่งฝัน เพราะสายรุ้งไม่เคยเกิดก่อนเมฆฝน ความสำเร็จไม่เคยเกิดก่อนอุปสรรคเช่นกัน “If you want the rainbow, you must have the rain.”
Topics








