Tatler ร่วมเชิดชูความงามของงานหัตถกรรมโบราณแห่งภูมิภาคเอเชีย พร้อมชวนทำความรู้จักความเป็นมาและเป็นไปของศิลปะอันทรงคุณค่าเหล่านี้
ด้วยความที่เอเชียมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีความหลากหลายของผู้คน ทวีปแห่งนี้จึงเป็นดินแดนของงานศิลปะหัตกรรมมากมาย หลายอย่างพัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นความเป็นมาของเชื้อชาติ การก่อกำเนิดชาติพันธุ์ ความเชื่อทางศาสนา สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปของท้องถิ่น ปัจจุบันคนทำงานศิลปะยังคงหาทางหล่อเลี้ยงให้ผลงานเหล่านี้อยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่ต่อไป
Tatler ขอนำทุกคนไปทำความรู้จักกับภูมิปัญญางานศิลป์ที่ทรงคุณค่าเหล่านี้กับเรื่องราวของผู้คนที่ยังคงรักษางานหัตถกรรมเหล่านี้ให้คงอยู่กับเรื่องราวจากทั้ง 5 ดินแดน ได้แก่ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน
อ่านเพิ่มเติม: คุณแม่ชุดกิโมโน (Kimono Mom) กับเส้นทางชีวิตที่เคยเป็นเกอิชา
ฮ่องกง: ปักจากใจ

Above อุปกรณ์ปักผ้าและชิ้นส่วนของซาวฟาไห่ (ภาพ: Zed Leets)
รองเท้าปักลวดลายของเจ้าสาว ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของพิธีชงชาและขบวนแห่เจ้าสาวในงานแต่งงานแบบจีนฮ่องกง รองเท้าปักนี้ภาษาจีนกวางตุ้งเรียกว่า ซาวฟาไห่ (sau fa hai) ใช้สวมใส่ในโอกาสสำคัญอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นวันตรุษจีน เด็กๆ มักสวมรองเท้าปักลายดอกโบตั๋นหรือปลาทองซึ่งคล้ายคลึงกับรองเท้าเจ้าสาว
รองเท้าปักลายนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับสามัญชนทั่วไป สมัยจีนโบราณรองเท้าปักลายใช้เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมของสมาชิกราชวงศ์ โดยประวัติความเป็นมาสืบย้อนไปถึงยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล) เมื่อพระเจ้าโจวเซียง (Duke Xian of Jin) ผู้เอาชนะดินแดนข้างเคียงเพื่อรวมชาติเป็นหนึ่ง ได้สั่งให้สตรีในราชสำนักทุกคน ปักลวดลายดอกไม้และผลไม้ลงบนรองเท้า เพื่อร่วมฉลองชัยชนะของพระองค์
ครั้นเมื่อมีการก่อตั้งสาธารณรัฐจีนในปี 1912 ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบจักรพรรดิ รองเท้าปักลายจึงเริ่มแพร่หลายในสังคมวงกว้าง กฎเกณฑ์เรื่องลวดลายต่างๆ ก็คลายความเคร่งครัดลง

Above มิรุ หว่อง กำลังปักผ้า (ภาพ: Zed Leets)
ปัจจุบันมีช่างทำรองเท้าเพียงไม่กี่คนที่ยังยืนหยัดทำรองเท้าปักลายด้วยมือได้ปรับรูปแบบรองเท้าให้เข้ากับผู้ซื้อปัจจุบัน หว่องยกตัวอย่างเช่น ลายแพนด้า แมว และสุนัข หรือการปักลายบนรองเท้าส้นสูง รองเท้าส้นแบน หรือรองเท้าแตะ ยังมีการทดลองปักลายบนผ้ายีนส์เพื่อให้ได้ลุคเก๋ๆ แนวสตรีทอีกด้วย
ปี 2017 รองเท้าซาวฟาไห่ก็สะดุดตาชาวโลกเมื่อไอริส แอปเฟล (Iris Apfel) แฟชั่นไอคอนแห่งนิวยอร์กกวาดซื้อรองเท้าปักลายที่ร้านซินดาร์ตไปถึง 10 คู่ ตอนที่เธอไปเยือนฮ่องกงเพื่อเข้าร่วมแคมเปญ A Year of Wisdom ของห้าง The Landmark ซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมจากแบรนด์ท้องถิ่น อย่างเช่น เครื่องปั้นดินเผาทำมือจากยวดถงไชน่าเวิร์กส์ (Yuet Tung China Works), ร้านขายชาจีนกงฟู (Gong Fu Teahouse) และร้านรองเท้าซินดาร์ต ก่อนที่ไอริส แอปเฟลจะตามไปถึงร้านหลังจากนั้น
มิรุ หว่อง (Miru Wong) ช่างทำรองเท้าอายุ 33 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านซินดาร์ต (Sindart) หนึ่งในร้านรองเท้าปักแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในฮ่องกงมองว่างานฝีมือของร้านเธอมีอนาคตสดใส และมีโอกาสจะประสบความสำเร็จด้านยอดขายอีกครั้ง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “เราต้องพัฒนาการออกแบบอยู่เสมอ” นอกจากนี้หว่องยังเปิดเวิร์กช็อปรองเท้าปักสำหรับคนทั่วไปด้วย “เพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้แค่อยากจะซื้อสินค้า แต่อยากรู้ความหมายทางวัฒนธรรมเบื้องหลังลวดลายรองเท้า ฉันอยากส่งต่อความรู้เรื่องนี้ให้คนรุ่นใหม่ด้วย”
ฟิลิปปินส์: สลักไว้ในประวัติศาสตร์

Above หีบโบราณที่แกะสลักตามแบบฉบับดูกิต
ดูกิต (dukit) หรืองานแกะสลักไม้ดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดในเขตเบติส เมืองกัวกัว จังหวัดปัมปังก้า (Betis district of Guagua, Pampanga) ช่างฝีมือเบติสเริ่มต้นการแกะสลักไม้มาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ในช่วงที่สเปนเข้าปกครอง โดยสร้างสรรค์ผลงานอันงดงามเพื่อตกแต่งโบสถ์ซานติเอโกอาปุสโตล (Santiago Apostol) ในท้องถิ่น “เบติสเป็นเมืองศาสนาที่งานไม้เป็นแหล่งรายได้หลัก” เลสลี บิตูอิน-เมนดิโอลา (Leslie Bituin-Mendiola) หลานสาวของจูเลียน บิตูอิน (Julian Bituin) หนึ่งในเสาหลักของอุตสาหกรรมแกะสลักไม้แห่งปัมปังก้ากล่าว
เนื่องจากการออกแบบที่แสนซับซ้อน กระบวนการผลิตไม้แกะสลักจึงต้องใช้ความพิถีพิถันสูง ลวดลายต่างๆ ต้องวาดด้วยมือเพราะมีความละเอียดประณีตเกินกว่าจะสร้างด้วยเครื่องดิจิทัล จากนั้นจึงค่อยประกอบชิ้นไม้ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อขึ้นโครงตามขนาดที่ต้องการ ก่อนจะเริ่มลงมือแกะสลัก
บิตูอิน-เมนดิโอลาเล่าว่า อุตสาหกรรมงานไม้ในฟิลิปปินส์ค่อยๆ สูญเสียช่างฝีมือไปอย่างช้าๆ ไม่เพียงแต่ในปัมปังก้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงที่เมืองปาเอเต้ (Paete) และจังหวัดเมาน์เทน (Mountain Province) ซึ่งเป็นแหล่งงานไม้ชื่อดังอีกสองแห่งด้วย อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเธอก็ทุ่มเทพยายามเพื่ออนุรักษ์งานไม้ให้คงอยู่ต่อไปถึงคนรุ่นหลัง
“แม่ฉันร่วมกับกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม สอนการแกะสลักให้กับชาวบ้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก หวังว่าจะมีการจัดโครงการแบบนี้อีกเยอะๆ ไม่ใช่แค่ในแหล่งที่ทำงานสลักไม้อยู่แล้ว แต่เป็นจังหวัดอื่นๆ ด้วย ฉันอยากให้มีช่างฝีมือรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดทักษะงานแกะสลักไม้ โชคดีที่คนงานจำนวนมาก ยังทำงานด้วยกันเหนียวแน่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปแล้ว”
อ่านเพิ่มเติม: Rahul Mishra ดีไซเนอร์ชาวอินเดียคนแรกที่ได้แสดงผลงานใน Paris Couture Week พูดคุยกับ Tatler
มาเลเซีย: แสงสว่างในเงามืด

Above หนังตะลุงมลายูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแบ็ตแมนและซูเปอร์แมน (ภาพ: Fusion Wayang Kulit)
วายังกุลิต (Wayang kulit) หรือหนังตะลุงมลายู เป็นศิลปะทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคนูซันตารา (Nusantara) และหมู่เกาะมลายู (Malay Archipelago) ศิลปะการเชิดหุ่นเงาพื้นบ้านไร้กาลเวลาชนิดนี้ มีต้นกำเนิดจากอินเดียและเดินทางมาถึงคาบสมุทรมลายูเมื่อราวห้าศตวรรษก่อน คำว่า วายังกุลิต มีความหมายสองชั้นในภาษามลายู คือ kulit หมายถึงหนังที่ใช้ทำหุ่นเชิด ส่วน wayang มีสองความหมายคือ "เงา" และ "จินตนาการ"
โดยปกติแล้ว วายังกุลิตจะจัดแสดงในโรงละครกลางแจ้งแต่ใช้แสงสลัว มีผ้าฝ้ายสีขาวเป็นฉากรับแสง โดยมีวงดนตรีอยู่หลังฉากพร้อมกับคนเชิดหุ่น วายังกุลิตของมาเลเซียมีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ คือ วายังเคลันตัน (wayang kelantan), วายังกีเด็ก (wayang gedek), วายังปูร์วา (wayang purwa) และ วายังมลายู (wayang melayu) โดย วายังเคลันตัน เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด
ปักเดน (Pak Dain) เป็นศิลปินหุ่นเชิดรุ่นที่ 13 ผู้เริ่มเรียนรู้ศิลปะการแสดงแขนงนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ศิลปะการเชิดหุ่นให้สืบเนื่องต่อไปในอนาคต ในปี 2008 เขาก่อตั้งหอศิลป์ Galeri Wayang Kulit Melayu Tradisional Kelantan ขึ้นทางภาคเหนือของรัฐกลันตันเพื่อเป็นแกลเลอรีที่รวบรวมเรื่องราวของวายังกุลิตมลายูแบบดั้งเดิม และผนึกกำลังกับทินทอย ชู (Tintoy Chuo) นักออกแบบตัวละครมือรางวัล และทาเก ฮวด (Take Huat) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์

Above ปักเดน (Pak Dain) ศิลปินหุ่นเชิดรุ่นที่ 13 และผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นเชิดซึ่งมีชื่อเสียงด้านการตีความศิลปะรูปแบบใหม่ (ภาพ: Fusion Wayang Kulit)

Above ปักเดนขณะเชิดหนังตะลุงมลายู (ภาพ: Fusion Wayang Kulit)
ในปี 2012 พวกเขาจะจัดการแสดงในสิงคโปร์ ไทย จีน ออสเตรีย และเยอรมนี ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างล้นหลามด้วยผลงานดั้งเดิม ที่นำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมป็อป อย่างเช่น สตาร์วอร์ส ซูเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC แม้กระทั่งศิลปินอย่างเอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran)
แม้หลายคนอาจมองว่าการแสดงผสมผสานเช่นนั้นไม่ถูกต้องตามขนบ แต่พวกเขามั่นใจว่าลูกเล่นเหล่านี้ยังยึดมั่นอยู่กับหลักการพื้นฐานของศิลปะหนังตะลุง ดังที่ชูอธิบายว่าจุดประสงค์ของพวกเขาไม่ใช่การสร้างหนังตะลุงขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่สนใจหนังตะลุงต่างหาก
“เราไม่ได้จะฟื้นฟูการเชิดหนังขึ้นมาใหม่ แต่เรานำวิธีการใหม่ๆ เข้ามาใส่ในวายังกุลิต เพราะวายังกุลิตยังคงอยู่และจะยังคงดำเนินต่อไป ที่เราอยากทำก็คือเผยแพร่ศิลปะแขนงนี้และถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ ให้พวกเขารู้จักและเห็นว่าสิ่งนี้ยังคงมีอยู่”
สิงคโปร์: สานอดีต

Above อิงซียิง (Ng Si Ying) และผลิตภัณฑ์จากหวาย
(ภาพ: Jonathan Tan)
ในช่วงสร้างชาติของสิงคโปร์ เฟอร์นิเจอร์หวายถือเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี เฉินฟุนกีเป็นหนึ่งในช่างฝีมือจำนวนน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่บนเกาะสิงคโปร์ ที่ยังคงมีความสามารถในการทำเฟอร์นิเจอร์หวายแบบดั้งเดิม เฉินในวัยหนุ่มได้ติดตามและเฝ้าดูพ่อของเขาทำงานในขณะที่ชายชาวจีนแคะผู้พ่อ พัฒนาทักษะของตนกับช่างฝีมือหน้าใหม่คนอื่นๆด้วยการ ขึ้นโครง สานเส้นหวาย และย้อมสีไปด้วยกัน
จากข้อมูลที่บันทึกโดยช่างฝีมือซึ่งเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติสิงคโปร์ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครูผู้เชี่ยวชาญเพียงทำให้ลูกศิษย์ดูว่าต้องขึ้นโครงให้แข็งแรงอย่างไร ต้องสานลายขัดแน่นหนาอย่างไรเท่านั้นเอง
เมื่อไม่มีการสอนอย่างเป็นแบบแผน นักออกแบบผลิตภัณฑ์อย่าง อิงซียิง (Ng Si Ying) จึงเจองานยาก เมื่อเธอตั้งใจจะยกระดับวัสดุชนิดนี้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ศิลปะในปี 2017 บัณฑิตสาขาวิจิตรศิลป์สนใจศึกษาพืชพื้นเมืองที่ "ถูกลืม" เหล่านี้ และพยายามฉีกกรอบให้การออกแบบหลุดพ้นจากแนวเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานปี ทำให้เธอกลายเป็นผู้นำความแปลกใหม่มาสู่อุตสาหกรรมที่ใกล้หมดลม

Above อิงซียิงและเครื่องมือสำหรับสานเก้าอี้หวาย (ภาพ: Jonathan Tan)

Above ผลิตภัณฑ์หวายระหว่างการผลิต (ภาพ: Ng Si Ying)
"ฉันอยากให้หวายเฉิดฉายในทุกที่ ไม่ใช่แค่ในครัว แต่เป็นในแกลเลอรี่ศิลปะด้วย" อิงวัย 30 ปีกล่าว “เพื่อให้รู้ว่าหวายทำอะไรได้บ้าง เราต้องมองลึกลงไปถึงเทคนิคการสาน ซึ่งบางส่วนถูกลืมไปแล้ว เทคนิคเหล่านี้อยู่ยงคงกระพันมานับพันปีเลยทีเดียว”
มีสัญญาณบ่งบอกว่าหวายเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากกระแสการตกแต่งบ้านสไตล์โบฮีเมียน ที่กำลังมาแรงในฟากตะวันตก ซึ่งเน้นวัสดุทำมือและกลิ่นอายของเขตร้อน ส่วนทางฝั่งตะวันออก เก้าอี้หวายสไตล์โมเดิร์นของแบรนด์แฟชั่นสิงคโปร์อย่าง อองชุนมูแกม (Ong Shunmugam) ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส่วน อาวฮองฮุย (Aw Hong Hui) วัย 36 ปี ผู้เป็นเจ้าของรุ่นที่สองของรัททันแคพิทัล (Rattan Capital) ก็สังเกตเห็นเช่นกันว่า บริษัทออกแบบภายในกำลังนิยมใช้ตู้หวายสานเป็นของแต่งบ้าน
"หวายเริ่มเป็นที่ยอมรับในตลาด วัยรุ่นอาจจะยังไม่รู้จักหวายก็เลยถือเป็นของใหม่ เป็นของพิเศษ แต่ความจริงหวายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราก่อนที่สิงคโปร์จะได้รับเอกราชเสียอีก เพียงแค่ว่าพอเราทันสมัยมากขึ้น คนก็เลยไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมของตัวเอง"
ไต้หวัน: ถักทอเรื่องเล่า

Above นางแบบใส่เสื้อที่ทำจากผ้าทอของชาวไท่หย่า (ภาพ: Chiahung Su)
งานทอผ้าของชาวไท่หย่านั้น ขึ้นชื่อเรื่องลวดลายเรขาคณิตเรียบง่ายที่สื่อถึงธรรมชาติ โดยเฉพาะแม่น้ำที่ชาวไท่หย่าอาศัยอยู่ การทอผ้าเป็นส่วนสำคัญในการฝึกจิตของชาวไท่หย่า เฉพาะผู้ที่บรรลุการทอผ้าเท่านั้น ที่จะสามารถข้ามฮงกูอูทักซ์ (hongu utux) หรือ "สะพานแห่งวิญญาณ" ไปยังอีกฟากฝั่งได้ ที่ซึ่งบรรพบุรุษทั้งหลายอาศัยอยู่ในโลกหลังความตาย
ชาวไท่หย่าไม่มีภาษาเขียน การทอลายผ้าจึงกลายเป็นวิธีถ่ายทอดเรื่องราว จดจำ และบันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น จุดมีความหมายถึงข้าวฟ่าง เส้นตรงหมายถึงแม่น้ำ ลวดลายสับหว่างหมายถึงภูเขา และรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหมายถึงดวงตาของบรรพบุรุษ
งานทอผ้าไม่ใช่อาชีพยอดนิยมของวัยรุ่นไต้หวันปัจจุบัน และในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การทอผ้าก็ค่อยๆ กลายเป็นทักษะที่กำลังเลือนหาย ในช่วงไม่กี่ทศวรรษมานี้มีการฟื้นฟูศิลปะและงานฝีมือโบราณของไต้หวันโดยสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในวัย 70-80 ปี กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการเชิดชูเกียรติ จากสำนักงานมรดกทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันให้เป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอนุรักษ์ศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “บุคคลผู้เป็นสมบัติแห่งชาติ” สำหรับความพยายามในการสืบสานและอนุรักษ์การทอและปักผ้าแบบโบราณให้คงอยู่สืบไป

Above ผลงานการออกแบบของเจียฮุงซู (ภาพ: Chiahung Su)

Above ลายทอผ้าที่สื่อถึงดวงตาของบรรพบุรุษของชาวไท่หย่า (ภาพ: Chiahung Su)
ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ถ่ายทอดทักษะให้กับช่างฝีมือที่สนใจเรียนรู้ โดยไม่จำกัดเพศ ซึ่งสมัยก่อนการทอผ้าสงวนไว้สำหรับผู้หญิง หรือการเป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วการทอผ้าต้องใช้เวลาราว 4-5 ปีเพื่อเรียนรู้วิธีทำ และอีกหลายสิบปีกว่าจะฝึกฝนจนชำนาญ การผลิตผ้าทอด้วยมือเหล่านี้จึงใช้เวลานาน และผลงานส่วนใหญ่ก็ใช้ทำเสื้อผ้าโบราณ ไม่ใช่งานขาย เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง จึงยากที่จะดึงความสนใจคนหมู่มากให้หันมาสนใจศิลปะการทอผ้าไท่หย่าได้
อย่างไรก็ตาม นักออกแบบแฟชั่นอย่างเจียฮุงซู (Chiahung Su) อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศิลปะงานทอผ้าก็เป็นได้ เพราะนอกจากนำผ้ามาใช้ในการออกแบบงานอย่างต่อเนื่องแล้ว เขายังร่วมมือกับ ยูมา ทารุ (Yuma Taru) ออกแบบคอลเล็กชันทันสมัยที่ใช้ผ้าทอด้วยมือแบบโบราณของชาวไท่หย่า จัดตั้งลีฮังเวิร์กช้อป (Lihang Workshop) ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความหวังที่จะอนุรักษ์ศิลปะของชาวไท่หย่าและยกระดับความเป็นอยู่ของชาวเผ่าโดยการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของพวกเขา
ซูเล่าว่า “เรา (ผมกับทารุ) กำลังอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่กำลังเลือนหาย รวมทั้งงานฝีมือที่สูญสิ้นไปแล้วจากแฟชั่น เราทำเพื่อให้โลกรู้ว่า มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในไต้หวัน และเราพยายามจะส่งผ่านวัฒนธรรมเหล่านี้ให้กับคนรุ่นหลัง”
Topics




