บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน
Cover บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน
บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน

รูปแบบบ้านของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ แต่เสน่ห์ของบ้านไทยและเรือนไทยยังเป็นที่ถวิลหาอยู่เสมอ Tatler มีพระราชนิเวศน์ฯ และเรือนไทย 4 แห่งมาให้รำลึกถึง

เรือนไทยหรือบ้านไทยเป็นที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิมของคนไทย เสน่ห์ของเรือนไทยยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสมผสานภูมิปัญญา ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนไทยเข้าไว้ด้วยกัน เรือนไทยนั้นจะสร้างให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ อากาศถ่ายเทสะดวก เย็นสบาย บ้านเรือนไทยจะแบ่งออกเป็นหลายๆ ส่วน โดยมีส่วนหลักคือเรือนนอน เรือนรับแขก เรือนครัว และเรือนน้ำ

บ้านเรือนไทยมักประดับตกแต่งด้วยลวดลายไทย เช่น ลายกนก ลายเครือเถา ลายดอกไม้ และลายสัตว์ ลวดลายเหล่านี้สื่อถึงความเชื่อ ค่านิยม และวิถีชีวิตของคนไทยที่เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ และเคารพธรรมชาติ การออกแบบเรือนไทยยังคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศและการใช้ชีวิต

อ่านเพิ่มเติม: Stealth wealth at home: เฟอร์นิเจอร์ Quiet Luxury ไอเท็มแต่งบ้านสุดหรูให้คุณได้ฉายความรุ่มรวยทางไลฟ์สไตล์แบบลับๆ

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

Tatler Asia
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Above พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 (ภาพ: Jaruwan Jiamwong)
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังฤดูร้อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นสำหรับการแปรพระราชฐานประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและรักษาพระองค์

สร้างขึ้นเมื่อปี 1923 ใช้เวลาสร้างอยู่ 2 ปี โดยมี Ercole Manfredi สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบ สร้างเป็นพระตำหนักหมู่ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบไทยผสมตะวันตก ประกอบขึ้นทั้งหลังโดยใช้ไม้สักทอง เป็นอาคาร 2 ชั้น เปิดโล่งใต้ถุนสูง บริเวณใต้ถุนเป็นคอนกรีต หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าว เพดานยกพื้นสูงมีบานเกร็ดระบายความร้อน โดยมีเสารองรับพระที่นั่งทั้งหมด 1,080 ต้น วางในแนวเดียวกัน เสาทุกต้นมีการหล่อขอบฐานและยกขอบขึ้นไปเป็นรางน้ำ เรียกว่าบัวขอบ เพื่อกันมดและสัตว์อื่นๆ

Tatler Asia
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Above พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 (ภาพ: Jaruwan Jiamwong)
Tatler Asia
ศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยม สไตล์โมเดิร์น แบบโดม 2 ชั้น สีขาว ซุ้มนั่งเล่นที่ลาน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Above ศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยม สไตล์โมเดิร์น แบบโดม 2 ชั้น สีขาว ซุ้มนั่งเล่นที่ลาน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 (ภาพ: Jaruwan Jiamwong)
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
ศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยม สไตล์โมเดิร์น แบบโดม 2 ชั้น สีขาว ซุ้มนั่งเล่นที่ลาน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)

พระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีพระที่นั่งอยู่ 3 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ หมู่พระที่นั่งสมุทรพิมาน และหมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร ทั้งยังมีสวนรายรอบ ได้แก่ สวนเวนิสวานิช สวนศกุนตลา และสวนมัทนะพาธา

ปัจจุบันกำลังซ่อมแซมเพื่อเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมนี้

เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มีความเห็นว่า แม้จะมีการบันทึกว่าพระราชนิเวศน์ฯ เป็นพระราชวังฤดูร้อน แต่สำหรับเธอในฐานะผู้ปฏิบัติงานถวาย กลับคิดต่างออกไป

“ถ้าพิจารณาตามประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าไม่ใช่พระราชวังเสียทีเดียว แต่น่าจะเป็นสถานที่พักฟื้นมากกว่า เพราะล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ท่านเสด็จฯ มาประทับในหน้าร้อนตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงมิถุนายนซึ่งเข้าหน้าฝนไปแล้ว อาจเป็นเพราะช่วงนั้นกรุงเทพฯ น่าจะร้อนอบอ้าวมาก และในเขตพระราชฐานยุคนั้นคงชื้นและอบ ซึ่งแม้ไม่ได้มีการบันทึกไว้ แต่คิดว่าอาจทำให้เกิดเชื้อราซึ่งเป็นอันตรายต่อพระพลานามัยได้ แพทย์หลวงคงทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำให้เปลี่ยนสถานที่ประทับ พระองค์เลยเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับอยู่ที่พระราชนิเวศน์ฯ”

Tatler Asia
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Above พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 (ภาพ: Jaruwan Jiamwong)
Tatler Asia
ทางเดิน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Above ทางเดินภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 (ภาพ: Jaruwan Jiamwong)
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
ทางเดิน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)

อีกสาเหตุหนึ่งที่มิได้มีการเปิดเผยโดยทั่วไปคือ รัชกาลที่ 6 ทรงใช้พระราชนิเวศน์ฯ เป็นสถานที่ซ้อมรบเสือป่าด้วย เนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในความล่อแหลมมาก จากเหตุการณ์ ร.ศ.112 ยุทธภูมิที่เหมาะที่สุดนอกจากเรื่องความมั่นคง เรื่องอาหารก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง อีกทั้งคนละฟากฝั่งทะเลก็คือฐานทัพเรือสัตหีบซึ่งมีความมั่นคงพอสมควร

“นอกจากเราต้องระวังแล้ว ก็ยังต้องเอาตัวรอดให้ได้ ต้องหายุทธภูมิที่มีความมั่นคง ซึ่งถ้าพิจารณาจากที่พระองค์ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์คือ โปรดเกล้าฯ ให้มีประกาศเขตพระราชฐานไว้อีก 35 ตารางกิโลเมตร นอกจากหมู่พระที่นั่งทั้งหมด ทำให้เป็นจุดที่เขาเสวยกะปิชนกับเขาสามพระยาพอดี นับเป็นความแยบยลโดยแท้ อีกอย่างหนึ่งคือในบริเวณนี้แทบจะบอกได้ว่าเป็นเขตอภัยทานได้เลย เพราะตามข้อบังคับคือไม่อนุญาตให้มีการล่าสัตว์หรือทำอันตรายแก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเท่ากับเป็นการรักษาระบบนิเวศเอาไว้ด้วย”

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แม้จะเป็นสถานที่ที่ไอทะเลอบอวลไปทั่ว ด้วยสถานที่ตั้งซึ่งประชิดติดหาดทรายถึงเพียงนั้น แต่ภายใต้สันทรายและหมู่พระที่นั่งคือแหล่งน้ำจืด นับเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทรงดำริที่จะโยกย้ายจากหาดเจ้าสำราญ มาสร้างเป็นหมู่พระที่นั่ง ณ พระราชนิเวศน์ฯ ในปัจจุบัน และที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านั้นคือ เป็นสถานที่ก่อกำเนิดเทคโนโลยีแห่งยุคนั้นทีเดียว

“เป็นเรื่องสนุกสนานและน่ามหัศจรรย์มาก เพราะหลายที่ในพระราชนิเวศน์ฯ เป็นไซต์ฝึกแข่งช่างไม้เพื่อการอนุรักษ์ด้วย”

เกล้ามาศย้อนปูมประวัติศาสตร์น่าสนใจด้วยเรื่องราวของโฉนด ณ พระราชนิเวศน์ฯ ซึ่งมีถึง 23 ฉบับ และระบุให้มุ่งหมายเป็นพิพิธภัณฑ์

“สิ่งที่เราทำได้คือการสนองพระเดชพระคุณตามพระราช วิสัยทัศน์ ซึ่งหลายประการก็มิได้ปรากฏแน่ชัด พระราชนิเวศน์ฯ จึงน่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เป็นการสืบข้อเท็จจริงมากกว่า และทิศทางการดำเนินการของมูลนิธิฯ ก็คือด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรมที่จะส่งต่อไปถึงรุ่นหลังได้”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 ส่วนที่จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Photo 2 of 3 ส่วนที่จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Photo 3 of 3 พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
ส่วนที่จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
ส่วนที่จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Tatler Asia
ลานด้านหน้า พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
Above ลานด้านหน้า พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก (ภาพ Jaruwan Jiamwong)
ลานด้านหน้า พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบบ้านเรือนไทยผสมตะวันตก สมัยรัชกาลที่หก  (ภาพ Jaruwan Jiamwong)

และในปีนี้จะเป็นปีที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ครบรอบ 100 ปี พอดี

“คนทั่วไปชอบคิดว่าที่นี่เป็นวัง ทั้งที่เป็น cultural natural heritage museum มากกว่า ก็เลยโยนความรับผิดชอบไปให้ภาครัฐหรือสำนักพระราชวังดูแล ซึ่งจริงๆ แล้วควรเป็นสมบัติของชาติที่เป็นความรับผิดชอบของทุกคน แม้พระราชนิเวศน์ฯ จะมีมูลนิธิฯ ดูแล แต่มูลนิธิฯ ก็เป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ จึงอยากดึงคนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ในวาระครบรอบ 100 ปี จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันดูแลสมบัติของชาติ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพระราชนิเวศน์ฯ ตลอดชีพ คนละ 6,910 บาท สัก 109,600 คน เราก็สามารถมีส่วนร่วมในการรักษาสมบัติของชาติไว้ได้แล้ว และยังสามารถนำผู้อื่นเข้าชมได้ด้วย”

สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์
Photo 2 of 2 สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์
บ้านซอยสวนพลู สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
บ้านซอยสวนพลู สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

องค์กรทางวัฒนธรรมของไทยที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการศึกษา และแลกเปลี่ยนความรู้ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทยและของประเทศในภูมิภาคอาเซียน สร้างเมื่อปี 1931 หลังจากที่ Ahamad Ebrahim Nana ได้มอบที่ดินจำนวน 3 ไร่ บนถนนอโศก-มนตรี (ถนนสุขุมวิท ซอย 21 ในปัจจุบัน) ให้แก่สยามสมาคมฯ

ตัวอาคารออกแบบโดย Edward Healey สถาปนิกชาวอังกฤษ เปิดทำการเมื่อปี 1933 จนปัจจุบัน นอกจากหอประชุมซึ่งเป็นอาคารเพดานสูง มีประตูกระจกสูง 3 เมตร ที่สามารถเปิดด้านข้างของอาคารแต่ละด้านออกสู่สวนอันร่มรื่นภายนอกแล้ว ยังมีเวทีซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดของอาคาร ใช้เป็นสถานที่จัดงานแสดงต่างๆ อีกด้วย นอกจากนั้น ภายในสยามสมาคมฯ ยังมีเรือนไทยอีก 2 แห่งที่น่าสนใจ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงและเรือนแสงอรุณ

Tatler Asia
พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง ภายในสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์
Above พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง ภายในสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ภาพ: สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์)
พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง ภายในสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงเป็นเรือนไทยล้านนาแบบดั้งเดิมที่งดงามยิ่ง ภายในจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับชาติพันธุ์วิทยา บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อและคตินิยมดั้งเดิมของชาวล้านนา เรือนไม้สักหลังนี้เดิมสร้างขึ้นที่เชียงใหม่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 และตกทอดเป็นมรดกสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ตระกูลนิมมานเหมินท์ได้มอบเรือนหลังนี้ให้แก่สมาคมสยามฯ โดยตั้งชื่อว่า ‘เรือนคำเที่ยง’ ตามชื่อบรรพบุรุษ (ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม)

ส่วนเรือนแสงอรุณ สร้างขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นเรือนไทยไม้สักแบบดั้งเดิม และเป็นสถาปัตยกรรมไทยภาคกลาง ผศ.ลดา รัตกสิกร ได้มอบให้แก่สยามสมาคมฯ เมื่อปี 1987 เพื่อรำลึกถึงสามี รศ.แสงอรุณ รัตกสิกร สถาปนิกชื่อดังและอาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สยามสมาคมฯ ยังเป็นที่เก็บรักษาและแสดงศิลปวัตถุทรงคุณค่าหลายอย่าง เช่น ประติมากรรม จิตรกรรมทางศาสนา เครื่องเคลือบดินเผา แผนที่โบราณ สิ่งทอ งานแกะสลักไม้ หัวโขนและหุ่นกระบอก

บ้านซอยสวนพลู

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 บ้านซอยสวนพลู สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
Photo 2 of 2 บ้านซอยสวนพลู สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์
สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของไทย ตั้งบนพื้นที่ 5 ไร่ ในซอยพระพินิจ ซึ่งเป็นซอยย่อยของซอยสวนพลู (ซอยสาทร 3) ประกอบด้วยเรือนไทยโบราณจำนวน 5 หลัง ขนย้ายมาจากที่ต่างๆ โดยการประกอบเรือนเริ่มต้นเมื่อปี 1960 โดยใช้ช่างปรุงเรือนจากอยุธยา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เคยเขียนเล่าไว้ว่า เรือนใหญ่หลังกลางมีเจ้าของเดิมเป็นสุภาพสตรีชรา ว่ากันว่าเมื่อย้ายเรือนมาอยู่ที่ซอยสวนพลู วิญญาณของท่านยังผูกพันติดตามมาด้วย และบานประตูเรือนก็เคยตกน้ำมันให้เห็น

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เข้าอยู่อาศัยในบ้านนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นประกอบเรือน และปรับปรุงไปเรื่อยๆ เป็นเวลากว่าสามสิบปีจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 1995 ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในความดูแลของมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

น่าเสียดายที่แม้จะเป็นบ้านไทยในตำนานที่ยังมีผู้ทยอยไปเยือนอยู่ไม่ขาด แต่หลังจากทายาทหนึ่งในสองรายเสียชีวิตลง ทายาทคนปัจจุบันยังไม่พร้อมเปิดให้เข้าชม

บ้านจิม ทอมป์สัน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน
Photo 2 of 2 บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน
บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน
บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดยจิม ทอมป์สัน

เรือนไทยริมคลองแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1958 โดย จิม ทอมป์สัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นราชาผ้าไหมไทยในยุคนั้น ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อปี 1967 ขณะเดินทางไปพักผ่อน ณ ที่ราบสูงคาเมรอน เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว

บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นหมู่เรือนไทยเก่าแก่ 6 หลัง รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่อายุร่วมร้อยปี และบริเวณเรือนไทยซึ่งเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ จิมเลือกสร้างจากบ้านไม้เก่าอายุเกินหนึ่งศตวรรษแล้วทั้งสิ้น มีการดัดแปลงออกแบบบางส่วนตามความรู้เชิงสถาปัตย์ จนกลายเป็นหมู่เรือนไทยที่สวยงาม

บ้านจิม ทอมป์สัน ยังเป็นที่เก็บศิลปวัตถุจำพวกเครื่องกระเบื้องเคลือบต่างๆ ทั้งเครื่องกระเบื้องจีน เครื่องลายคราม เครื่องเคลือบลพบุรี-เขมร เครื่องสุโขทัยและสวรรคโลกเครื่องเบญจรงค์ และเครื่องเคลือบลายน้ำทองเขียนลายไทย รวมทั้งประติมากรรมพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ภาพจิตรกรรมที่มีเนื้อหาเชิงพุทธศาสนา และคอลเล็กชั่นผ้าพระบฏสมัยต้นรัตนโกสินทร์อีกจำนวนมาก

ปัจจุบัน บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์บ้านไทย จิม ทอมป์สัน จะมีร้านผ้าไหม จิม ทอมป์สัน และร้านอาหาร Jim Thompson Restaurant and Wine Bar ให้บริการทั้งอาหารไทยและอาหารฟิวชั่นหลากหลายเมนูให้ได้ชิมกัน

อรุณดารา

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 อรุณดารา เคหาสน์สีขาวนวล เป็นการผสมผสานระหว่างเรือนไทยโบราณ
Photo 2 of 2 ภายในอรุณดารา เคหาสน์สีขาวนวล เป็นการผสมผสานระหว่างเรือนไทยโบราณ
อรุณดารา เคหาสน์สีขาวนวล เป็นการผสมผสานระหว่างเรือนไทยโบราณ
ภายในอรุณดารา เคหาสน์สีขาวนวล เป็นการผสมผสานระหว่างเรือนไทยโบราณ

เคหาสน์สีขาวนวล เป็นการผสมผสานระหว่างเรือนไทยโบราณ และอาคารสไตล์โคโลเนียลบนผืนหญ้าเขียวขจี และความร่มเย็นของร่มไม้ริมบึงใหญ่บนถนนพระยาสุเรนทร์ เดิมเคยเป็นของพระยาสุเรนทร์ราชเสนา หลานปู่ของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งแม้จะเปลี่ยนมือกันมาหลายคราว แต่ในที่สุดก็ตกมาอยู่ในมือของลูกหลานสายสกุลเดียวกัน

วรุตมาศ ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา สถาปนิกจึงตั้งใจที่จะอนุรักษ์บ้านเรือนไทยโบราณ ตามความฝันของคุณพ่อ ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ และคุณแม่ อโนมา (นาครทรรพ) ด้วยการปรับแบบเรือนไทยทั้ง 4 เรือนวางลงบนตึกสไตล์โคโลเนียล ประกอบด้วยห้องโถงอรุณดารา เรือนเกศมงกุฎ เรือนศุขสวัสดี เรือนทิพมณเฑียรเรือนสุเรนทรา ระเบียงบุนนาค บ้านบริบูรณ์ และสวนเกษมศรี ทั้งยังแอบซ่อนเสน่ห์ต่างๆ ไว้หลายซอกมุม รวมทั้งม้านั่งดีไซน์สวย ที่มีแนวคิดมาจากแคร่ ม้านั่งพื้นบ้านของไทยซึ่งนำมาผสมผสานความโมเดิร์นได้อย่างน่าสนใจ

ด้วยความเชื่อว่าพลังงานที่ดีจะเป็นแหล่งสร้างเสริมความสุข ความสำเร็จ และความเจริญรุ่งเรือง ชื่ออรุณดาราซึ่งหมายถึงดาวประกายพรึก จึงเป็นชื่อที่ทั้งครอบครัวตั้งใจเลือกให้นำมาซึ่งความหวัง แสงสว่าง และความร่มเย็นเป็นสุข

จากที่ดินกระทั่งกลายเป็นหมู่เรือนไทย และด้วยทำเลที่เดินทางได้สะดวก ทำให้ผู้ไปเยือนอรุณดาราเกิดความประทับใจ จนปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ที่ผู้ต้องการสร้างความทรงจำและความประทับใจพากันไปจัดกิจกรรมไม่ขาด​

Topics

Nongnath Kamalasana Na Ayudhya
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia