ต้องขอเรียกว่า โรคผู้ก่อตั้ง (Founderitis) ไปก่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ founder's syndrome ที่เป็นโรคร้ายแรงและอาจพบได้ในบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตดี
ในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งอาจมีอันตรายที่ไม่มีใครสังเกต และกว่าจะเห็นก็สายจนเกินแก้ไปเสียแล้ว Founderitis หรือ founder's syndrome เป็นโรคที่อุบัติจากการที่เจ้าของบริษัทหรือ founder ปล่อยให้อัตตาของตนเข้าครอบงำ และสนใจแต่ความต้องการที่จะสืบทอดอำนาจและตำแหน่งของตนให้ใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ มากกว่าความเจริญรุ่งเรืองของบริษัท ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีและผลผลิตของพนักงานด้วย
ปัญหานี้มักเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมในธุรกิจแบบสตาร์ทอัพหรืออยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่บริษัทมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว founder ที่ในตอนแรกมีบทบาทสำคัญในทุกการตัดสินใจทุกกระบวนการขององค์กร พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะสละอำนาจและปรับเปลี่ยนกระบวนการขององค์กร ลำดับขั้น และเป้าหมายให้เข้าสู่ภาวะปกติใหม่
อาการหลายประการของ founderitis ได้แก่ การตัดสินใจแบบเผด็จการ, micro managemant แบบครอบงำ, ความหวาดระแวง, การวิจารณ์, รวมไปถึงเมื่อพนักงานผู้เชี่ยวชาญในองค์กรมีความคิดเห็นขัดแย้งกับ founder เขาหรือเธอจะไม่ไว้ใจผู้เชี่ยวชาญคนนั้น แม้ว่า founder จะไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นก็ตาม
อ่านเพิ่มเติม: 5 หมัดฮุคจาก Chew Shou Zi ซีอีโอ TikTok กับการปรากฏตัวในวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด

Above Founderitis เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของบริษัทไม่สามารถปรับตัวและมอบหมายงานได้ ซึ่งขัดขวางการเติบโตของบริษัท (ภาพ: Getty Images)
แม้ว่าโรคผู้ก่อตั้งหรือ founderitis จะสามารถกลายเป็นปัญหาในบริษัททุกประเภทได้ แต่กลับพบอาการนี้มากเป็นพิเศษในโลกขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (non-profit organisations) ซึ่งผู้ก่อตั้งเริ่มมองว่าตัวเองเป็นผู้กอบกู้ เมื่อมีใครกลายเป็นที่สนใจและกลายเป็นสปอตไลท์แทนผู้ก่อตั้ง และคล้ายจะเข้ามามีบทบาทในฐานะ "ผู้กอบกู้โลก" แทน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผู้ก่อตั้งมีแนวโน้มจะบ่อนทำลายหรือกำจัดบุคคลนี้
งานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าผู้ก่อตั้งหวงแหนหรือเป็นเจ้าขององค์กรมากเกินไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Adam Neumann ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีต CEO ของ WeWork ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการควบคุมที่ไม่เหมาะสม โดยที่หุ้นของเขาสามารถออกเสียงโหวดได้ 20 เสียง เทียบกับคนในบทบาทเดียวกันที่มีเสียงโหวดได้เพียง 10 เสียง
ขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ระบุว่า มีเพียง 45.6 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่บริหารโดยผู้ก่อตั้งเท่านั้นที่มีการจัดการประชุมทุกเดือน เทียบกับ 60.3 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่บริหารโดยผู้ที่ไม่ใช่ผู้ก่อตั้งที่จัดประชุมลักษณะเดียวกัน ชี้ให้เห็นถึงการขาดความโปร่งใสและความร่วมมือในองค์กรที่บริหารดูแลโดยผู้ก่อตั้ง
ดร. Noam Wasserman ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ของ Harvard Business School ตั้งข้อสังเกตว่าภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ผู้ก่อตั้งต้องเผชิญคือ การได้ "ร่ำรวย" และเห็นว่าบริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หรือการได้เป็น "ราชา" ที่สามารถควบคุมทุกอย่างในบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกันในตัวของมันเอง

Above Founderitis สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกอุตสาหกรรม แต่มีรายงานว่าเจ้าขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไรมีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเองเป็น "ผู้กอบกู้โลก" (ภาพ: Getty Images)
ตัวละคร Logan Roy จากซีรีส์สุดฮิตเรื่อง Succession ที่รับบทโดยนักแสดง Brian Cox ถูกมองว่าเป็นตัวแทนผู้ที่มีอาการของโรคผู้ก่อตั้งแบบสุดโต่ง ด้วยการแสดงให้เห็นลักษณะของความเห็นแก่ตัว การหลงตัวเอง การควบคุมจัดการและความมีอำนาจเหนือกว่า
อย่างไรก็ตาม มีการตอบโต้จากเหล่า founders ที่แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการกล่าวโทษพวกเขาว่าเป็นสาเหตุเดียวของปัญหาทั้งหมด ซึ่งน่าเสียดายที่โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายๆ เพราะคงเป็นการยากที่จะให้เหล่า founders ต้องถอยห่างออกมาจากสิ่งที่พวกเขามุ่งมั่นสร้างขึ้นมาจากมุมมองที่พวกเขาได้วาดเอาไว้
โชคดีที่ยังมีความหวัง มีงานวิจัยเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้ คือคนในองค์กรต้องร่วมมือกันชี้ให้เห็นความสำเร็จที่เหล่า founders ได้สร้างมา และเคารพความสำเร็จของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ซื่อสัตย์ต่อพฤติกรรมของพวกเขา และใช้ความพยายามร่วมกันเพื่อสร้างโครงสร้างที่ดีขึ้น
Founderitis เป็นมากกว่าปัญหาส่วนตัว มันเป็นปัญหาเชิงระบบที่อาจทำให้การเติบโตของบริษัทชะงักและทำให้พนักงานท้อแท้กับการทำงาน การรับรู้และจัดการกับกลุ่มอาการนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับความยั่งยืนและความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรใดๆ
ในขณะเดียวกัน บรรดา founders ต้องถอยกลับมามองภาพรวม อ่อนน้อมถ่อมตน และยอมรับว่าความสำเร็จในระยะยาวของกิจการอาจจำเป็นต้องพัฒนาไปไกลกว่าวิสัยทัศน์และการควบคุมของตนในตอนแรก หากเจ้าขององค์กรตระหนักและเข้าใจตนเองและสามารถปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็จะแน่ใจได้ว่าสิ่งที่เขาสร้างมาจะช่วยต่อยอดความสำเร็จและการเติบโตขององค์กรได้อย่างยั่งยืน
บทความนี้ดัดแปลงมาจากจดหมายข่าวรายสัปดาห์ The Deep Dive อ่านฉบับเต็มได้ที่ Do you have founderitis? สมัครสมาชิก The Deep Dive ที่นี่
This story was originally written in English by Rick Boost.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2024 โดย Rick Boost โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
Jane Sun ซีอีโอของ Trip.com ยืนหยัดต่อความเท่าเทียมทางเพศในอุตสาหกรรมที่ผู้ชายครอบงำได้อย่างไร
ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก กับ 3 ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่ต้องสละผลกำไร
คุยกับเชฟต้น ธิติฏฐ์ กับความเชื่อที่ว่าเมื่อเชฟไม่ใช่แค่คนทำอาหาร แต่เปลี่ยนแปลงโลกได้





