Cover ที่มาของทาปาสสเปน: จากเรื่องเล่าสู่ศิลปะอาหารร่วมสมัย (ภาพ: สร้างโดย AI จาก ChatGPT)

สำรวจวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมการกินทาปาสอันเป็นเอกลักษณ์ของสเปน จากตำนานพื้นบ้านยุคกลางสู่วัฒนธรรมอาหารร่วมสมัย

ทั่วประเทศสเปน วัฒนธรรม "el tapeo" หรือการตระเวนกินทาปาส ถือเป็นโครงสร้างทางสังคมรูปแบบหนึ่ง มันคือปรัชญาการรับประทานอาหารที่ขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การเดินเปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ การยืนกิน และการจับคู่ของว่างจานเล็กเข้ากับเครื่องดื่มรสชาติจัดจ้าน แม้คนทั่วโลกจะคุ้นเคยกับคำว่า "ทาปาส" (tapas) ในรูปพหูพจน์ แต่คำเอกพจน์คือ "tapa" ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ฝาปิด" ความหมายแฝงทางภาษานี้เชื่อมโยงวัฒนธรรมอาหารร่วมสมัยอันประณีตเข้ากับความจำเป็นในประวัติศาสตร์ ตำนานราชวงศ์ และสภาพอากาศของแคว้นอันดาลูเซีย

อ่านเพิ่มเติม: Tatler Thailand ผนึกกำลัง Tourism Authority of Thailand และ Banyan Tree Phuket ดันแคมเปญ 'Tatler Best of Andaman' ยกระดับการท่องเที่ยวผ่านกลยุทธ์ 3Ts: Taste-Tranquility-Timeless Living

เรื่องเล่าในราชสำนัก: จากยารักษายุคกลางสู่สายลมชายฝั่ง

Tatler Asia
Above El almuerzo โดย Diego Velázquez (ประมาณ ค.ศ. 1618) / Wikimedia Commons

แม้ว่าจุดเริ่มต้นที่แน่ชัดของทาปาสยังคงเป็นข้อถกเถียง แต่ประวัติศาสตร์อาหารสเปนมีมุมมองที่ชัดเจนซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเรื่องเล่าพื้นบ้านและหลักฐานของราชวงศ์

พระราชกฤษฎีกาของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10

Tatler Asia
Above พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 แห่งกัสตีญาและราชสำนัก จากบันทึก Libro de los Juegos (ศตวรรษที่ 13) / Wikimedia Commons

ตำนานที่เก่าแก่ที่สุดย้อนไปในศตวรรษที่ 13 ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 แห่งกัสตีญา ขณะทรงพักฟื้นจากพระอาการประชวร แพทย์หลวงได้ถวายคำแนะนำให้จิบไวน์ทีละน้อยควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารจานเล็กๆ ระหว่างมื้อ หลังจากทรงหายจากอาการประชวร พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 ทรงเห็นประโยชน์ของการรับประทานอาหารควบคู่กับการดื่มว่าช่วยลดอาการมึนเมาได้ จึงทรงออกพระราชกฤษฎีกาสั่งห้ามไม่ให้โรงเหล้าในกัสตีญาเสิร์ฟไวน์ เว้นแต่จะมีของว่างจานเล็กเสิร์ฟควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นความพยายามเชิงโครงสร้างเพื่อควบคุมปัญหาการเมาสุราในที่สาธารณะ

เรื่องเล่าจากเจ้าของร้านเหล้าในอันดาลูเซีย

Tatler Asia
Above ภาพวาด Picadores in a Spanish Tavern at the Foot of the Alhambra โดย Wilhelm Gail (ประมาณทศวรรษ 1830) / Wikimedia Commons

อีกหนึ่งทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่าเชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์ของแคว้นอันดาลูเซีย ในภูมิภาคตอนใต้ที่มีอากาศอบอุ่น เจ้าของโรงเตี๊ยมในอดีตต้องเผชิญกับปัญหากวนใจจากฝูงแมลงวันทอง เพื่อปกป้องเครื่องดื่ม บาร์เทนเดอร์จึงนำจานรองใบเล็กหรือชีส Manchego แผ่นหนามาวางปิดไว้บนปากแก้วไวน์ สิ่งที่นำมาปิดนี้ (หรือทาปาส) ช่วยป้องกันแมลงไม่ให้ลงไปในแก้ว และรสเค็มของชีสยังช่วยกระตุ้นความหิวน้ำ ทำให้ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มเพิ่มอีกแก้ว

ไวน์เชอร์รีกันทรายของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13

Tatler Asia
Above Alfonso XIII with the Habit of Grand Master of the Military Orders โดย Carlos Vázquez Úbeda (1928) / Wikimedia Commons

บันทึกในศตวรรษที่ 20 กล่าวถึงพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 โดยเรื่องเล่าท้องถิ่นระบุว่า ระหว่างที่พระองค์เสด็จเยือนจังหวัดชายฝั่งทะเลอย่างกาดิซ ทรงแวะพักที่ Ventorrillo El Chato ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมริมทางประวัติศาสตร์ที่ยังเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน ขณะที่พระองค์ทรงสั่งไวน์เชอร์รีท้องถิ่น ลมทะเลได้พัดแรงจนเสี่ยงที่ทรายชายหาดจะปลิวลงแก้ว พนักงานเสิร์ฟผู้คล่องแคล่วจึงรีบเข้ามาใช้แฮมบ่มหนึ่งแผ่นวางปิดปากแก้วไว้ เมื่อพระองค์ทรงพอพระทัยในประโยชน์ใช้สอยนี้ จึงทรงสั่งไวน์แก้วต่อไปโดยขอ "ฝาปิดแบบเดิม" ส่งผลให้คำนี้กลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง

อ่านเพิ่มเติม: 'Reimagined Silk Road of Thai Gastronomy' เฉลิมฉลองรสชาติอาหารไทยจาก 3 เชฟ 3 ร้าน และ 3 ภาค เหนือ-กลาง-ใต้

ยุคทองแห่งวรรณกรรม

Tatler Asia
Above ภาพวาด Serving Table with Plates of Sweets, Olives and Cheese โดย Juan van der Hamen y León (1631) / Wikimedia Commons

นานก่อนที่คำนี้จะกลายเป็นประเภทอาหารเชิงพาณิชย์ แนวคิดเรื่องของว่างจานเล็กในร้านเหล้าได้ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมยุคทองของสเปนแล้ว ในศตวรรษที่ 17 มีเกล เด เซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) เรียกของว่างรสเค็มเหล่านี้ว่า llamativos (สิ่งกระตุ้นการดื่ม) ในขณะที่ฟรันซิสโก เด เกเบโด (Francisco de Quevedo) กวีแนวเสียดสี เรียกสิ่งนี้ว่า avisos (คำเตือน)

บันทึกทางประวัติศาสตร์จากศตวรรษที่ 16 ยังแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าฟิลิปที่ 2 ทรงออกกฎหมายควบคุมเสบียงอาหารในโรงเตี๊ยมริมทาง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เดินทางจะได้รับของว่างง่ายๆ อย่างมะกอกหรือชีสนมแกะควบคู่ไปกับเครื่องดื่มตามปริมาณมาตรฐาน

จากความจำเป็นสู่วัฒนธรรมอาหารร่วมสมัย

การเปลี่ยนผ่านของทาปาสจากขนมปังแผ่นธรรมดาไปสู่พื้นที่แห่งการโชว์ทักษะและความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงอาหารเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แม้นักประวัติศาสตร์อาหารจะระบุว่า คำว่า "tapa" เพิ่งได้รับการบรรจุในพจนานุกรมสเปนอย่างเป็นทางการในทศวรรษ 1930 ในฐานะคำท้องถิ่นภาคใต้ แต่วัฒนธรรมการกินนี้กลับแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ในภูมิภาคทางตอนเหนืออย่างซานเซบัสเตียน ทาปาสได้วิวัฒนาการไปเป็น "พินโชส" (pintxos) ซึ่งมักเสิร์ฟบนขนมปังและเสียบไม้กลัดไว้ ส่วนทางตอนใต้ เช่น เมืองกรานาดา ยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมที่เสิร์ฟของว่างให้ฟรีคู่กับเครื่องดื่มทุกแก้ว

ปัจจุบัน ร้านอาหารร่วมสมัยนิยมใช้รูปแบบอาหารจานเล็กนี้เพื่อนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมอย่างเนื้อวากิวหรืออาหารทะเลท้องถิ่น สิ่งที่ยังคงอยู่ตลอดศตวรรษแห่งวิวัฒนาการคือหลักการพื้นฐานของทาปาส นั่นคือการเป็นอาหารที่เป็นสื่อกลางเพื่อช่วยให้บทสนทนาลื่นไหล ควบคุมการดูดซึมของแอลกอฮอล์ และเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการรับประทานอาหารร่วมกันแบบตะวันตก

Vis Srivarathanabul
Contributor, Tatler Thailand
Tatler Asia

Vis is a contributor at Tatler Thailand, specializing in food and beverage. Currently pursuing culinary studies, she brings a chef’s perspective to her writing, with a focus on technique, ingredient sourcing, and the thinking behind each menu. Her work explores the evolving dining landscape in Thailand, examining how restaurants shape identity, culture, and experience through food and drink.