Cover Kurtis Ogasawara, Head Winemaker ของไวน์ระดับโลก Robert Mondavi Winery (Photo: Robert Mondavi Winery)

สนทนากับ Kurtis Ogasawara, Head Winemaker ผู้อยู่เบื้องหลัง Robert Mondavi Winery กับการปรับโฉมใหม่ในโอกาสฉลอง 60 ปี สืบสานวิสัยทัศน์ไวน์ระดับโลกแห่ง Napa Valley

เมื่อเอ่ยถึง Napa Valley ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นโลกแห่งไวน์อเมริกัน หนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวขานอยู่เสมอคือ Robert Mondavi ในฐานะ “Godfather of Napa Valley” ผู้ปฏิวัติวงการไวน์โลกใหม่ และสร้างมาตรฐานให้ไวน์อเมริกันสามารถยืนหยัดเคียงบารมีไวน์ชั้นเลิศระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของ Robert Mondavi Winery พร้อมการเผยโฉมอาณาจักรแห่งใหม่ที่ได้รับการเนรมิตปรับปรุงครั้งใหญ่นานถึงสามปี Tatler Thailand มีโอกาสพิเศษในการสนทนากับ เคอร์ติส โอกาซาวาระ (Kurtis Ogasawara) ซึ่งรับตำแหน่ง Head Winemaker มายาวนานถึง 11 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังการสืบสานรสสัมผัสและนำพาวิสัยทัศน์แห่งความสมบูรณ์แบบนี้ไปสู่อนาคต

Tatler Asia
MENDEL-04
Above โรเบิร์ต มอนดาวี ผู้ได้รับฉายา ‘Godfather of Napa Valley’ (Photo: Robert Mondavi Winery)
MENDEL-04

โรเบิร์ต มอนดาวี ได้รับการยกย่องให้เป็น “Godfather of Napa Valley” ผู้มุ่งมั่นผลักดันเรื่องคุณภาพสูงสุดมาโดยตลอด ในฐานะ Head Winemaker คนปัจจุบัน คุณสืบสานอุดมการณ์และจิตวิญญาณดั้งเดิมของท่านไว้อย่างไร

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ท่านก่อตั้งโรงบ่มไวน์แห่งนี้ในปี 1966 เป้าหมายสำคัญของคุณโรเบิร์ต มอนดาวี คือการรังสรรค์ไวน์ที่สามารถเคียงบารมีไวน์ชั้นเลิศที่สุดของโลกได้ นั่นคือสิ่งที่เรายึดถือเสมอมา เป็นพลังขับเคลื่อนและความหลงใหลที่นำทางพวกเราในทุกวันนี้ เราตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่าจะพัฒนาและยกระดับคุณภาพไวน์ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร ในแต่ละปีเราต้องรับมือกับวินเทจใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ และฤดูกาลเพาะปลูกที่แปรเปลี่ยนไป ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้จากปีก่อนหน้า ทดลองสิ่งใหม่ และก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม กรอบความคิดในการสร้างสรรค์ไวน์ระดับท็อปของโลกและการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ คือวิถีที่เรายึดมั่นและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเสมอมา


Robert Mondavi เพิ่งจะทำการปรับโฉมโรงบ่มไวน์ครั้งใหญ่ที่ใช้เวลานานถึงสามปี การพัฒนานี้เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ปี 1966 อย่างไรบ้าง

การปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับโรงบ่มไวน์ทั้งหมด ตั้งแต่จุดต้อนรับผู้มาเยือน พื้นที่การผลิตและบ่มไวน์ ไปจนถึงห้องทำงานของผม ทุกตารางนิ้วได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทีมนักออกแบบ สถาปนิก และพวกเราทุกคน คือการไม่ละทิ้งอดีตอันทรงคุณค่า แม้กระทั่งสัญลักษณ์อันเรียบง่ายอย่างโลโก้ Arch and Tower ซึ่งเป็นอาคารจริงที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1966 เราก็ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ ปรับปรุงสีสัน เสริมความแข็งแรง และบูรณะให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด หรืออย่างถังไม้บ่มไวน์ขนาดใหญ่ที่เราเคยใช้งาน เราได้ถอดแยกชิ้นส่วนไม้ทั้งหมด แล้วนำขึ้นไปประดับบนเพดานของจุดต้อนรับได้อย่างเหมาะเจาะ

นอกจากนี้ คุณมาร์กริต มอนดาวี (Margrit Mondavi) ภรรยาของคุณโรเบิร์ต มอนดาวี เคยลงมือวาดภาพตกแต่งแผ่นเมนูและกระเบื้องห้องครัวด้วยตนเอง เราจึงค่อยๆ ถอดแผ่นกระเบื้องเหล่านั้นออกจากครัวเก่า แล้วนำมาประดับในครัวแห่งใหม่อย่างประณีต เราตั้งใจส่งต่อเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้ให้โลกได้รับรู้ต่อไป ปัจจุบันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา และเรามีโอกาสได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนและนักดื่มไวน์จากทั่วทุกมุมโลกอย่างต่อเนื่อง

Tatler Asia
Above ซุ้มโค้งและหอคอย Arch and Tower ของ Robert Mondavi Winery ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ยังคงรักษาโครงสร้างแบบเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1966 ไว้ (Photo: Robert Mondavi Winery)
Tatler Asia
Above Arch and Tower แบบเดิมที่สร้างขึ้นในปี 1966 (Photo: Robert Mondavi Winery)

โรเบิร์ต มอนดาวี ไม่ได้เพียงรังสรรค์ไวน์ชั้นเลิศเท่านั้น แต่ยังจับมือกับไวน์เมกเกอร์ระดับท็อปทั่วโลกอีกด้วย วิสัยทัศน์นี้ส่งอิทธิพลต่องานของคุณอย่างไร

ถือเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่มากครับ เพราะคุณโรเบิร์ตเชื่อเสมอว่าหากเขาประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับการเติบโตของ Napa Valley คุณภาพของไวน์ทั้งภูมิภาคก็จะได้รับการยกระดับ ซึ่งช่วยส่งเสริมทั้งไวน์ของเราและผู้ผลิตรายอื่นๆ ในพื้นที่ ท่านมองว่าการเดินทางไปยังแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำระดับโลกเพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคและวิสัยทัศน์ แล้วนำกลับมาประยุกต์ใช้ในอเมริกา เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

พวกเราในปัจจุบันยังคงยึดถือแนวคิดเดียวกันนี้ ผมเองก็มีมิตรภาพอันดีกับไวน์เมกเกอร์ต่างโรงบ่มใน Napa Valley เรามักพบปะและร่วมชิมไวน์ของกันและกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง เพราะบางครั้งการทำงานอยู่เพียงลำพังอาจทำให้เราติดอยู่ในกรอบเดิมๆ การเปิดรับมุมมองจากภายนอกช่วยให้เราค้นพบแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าทดลองอยู่เสมอ


โรงบ่มแห่งใหม่ที่ To Kalon มีการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบคัดแยกผลองุ่นด้วยแสง หรือระบบเคลื่อนย้ายด้วยแรงโน้มถ่วง เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร

โดยทั่วไปกระบวนการบ่มไวน์ดูเหมือนจะเรียบง่ายมาก เพียงนำองุ่นมาผสมกับยีสต์ ก็จะได้ไวน์ออกมา แต่ในการปรับปรุงโรงบ่มครั้งนี้ เราตั้งใจนำนวัตกรรมระดับสูงสุดมาประยุกต์ใช้ โดยยังคงรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หากไร่องุ่น To Kalon มีรสชาติที่โดดเด่นเฉพาะตัว ผมก็อยากให้ผู้คนทั่วโลกได้ลิ้มลองรสชาติอันแท้จริงเช่นเดียวกับที่ผมได้ลิ้มลอง

นวัตกรรมที่ยกระดับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคัดแยกองุ่นด้วยระบบออปติคัล ถังหมัก หรือเครื่องอัดองุ่นรุ่นใหม่ ช่วยให้เราทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้นในทุกขั้นตอน จึงสามารถสะท้อนเสน่ห์ของผืนดินแห่งนี้ได้อย่างงดงาม และเมื่อไวน์ถูกรินลงสู่แก้ว นักดื่มจะเข้าใจถึงสิ่งที่พวกเราสัมผัสได้จากไร่แห่งนี้ครับ นอกจากนี้ระบบยังช่วยเพิ่มความยั่งยืน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การใช้ระบบไฟ LED ทั่วทั้งโรงบ่ม และระบบอัตโนมัติที่ตั้งโปรแกรมผ่านคอมพิวเตอร์ ทำให้ทีมงานมีเวลาทุ่มเทให้กับขั้นตอนสำคัญอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่

Tatler Asia
Above Kurtis Ogasawara, Head Winemaker ของ Robert Mondavi Winery (Photo: Robert Mondavi Winery)

ไร่องุ่น To Kalon มีพื้นที่ใหญ่แค่ไหน และทราบมาว่าได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Certified Organic) ด้วย คุณพอจะอธิบายได้ไหมว่าการทำเกษตรอินทรีย์จะส่งผลต่อรสชาติและกลิ่นอายของผลองุ่นอย่างไรบ้าง

ไร่องุ่น To Kalon มีเนื้อที่ราว 450 เอเคอร์ (ประมาณ 1,138 ไร่) และได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เมื่อปี 2023 สิ่งที่เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนหลังเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ คือแต่ละแปลงในไร่องุ่นแสดงอัตลักษณ์เฉพาะตัวออกมาได้อย่างเด่นชัดยิ่งขึ้น แทนที่องุ่นจากสี่แปลงที่แตกต่างกันจะมีรสชาติคล้ายคลึงกัน กลับมีความเข้มข้น มิติ และความโดดเด่นเฉพาะตัวที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ไวน์ที่มีหลากหลายมิติมากกว่าในอดีตครับ

ขั้นตอนการขอการรับรองก็ใช้เวลายาวนานทีเดียว เราต้องทำเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องอย่างน้อยสามปี และวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุม เนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับสารปรับปรุงดินและสารบำรุงพืชที่ใช้ได้ จึงต้องเข้มงวดและบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดตลอดเวลา พอครบสามปี องค์กร California Certified Organic Farmers (CCOF) จะเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน และกลับมาตรวจซ้ำเป็นประจำทุกปี ทีมงานดูแลไร่องุ่นของเราทุ่มเทอย่างหนักจนประสบความสำเร็จในจุดนี้

Tatler Asia
Above ไร่ไวน์และโรงบ่มไวน์ใน To Kalon (Photo: Robert Mondavi Winery)

Oakville ขึ้นชื่อเรื่องสภาพดินและภูมิอากาศที่สมบูรณ์แบบ อะไรคือสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ Cabernet Sauvignon ของ Robert Mondavi โดดเด่นแตกต่างจากไวน์อื่นๆ

ไร่องุ่น To Kalon มีความพิเศษมากเพราะตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Oakville เนื่องจากดวงอาทิตย์จะตกคล้อยหลังทิวเขาทางทิศตะวันตก พื้นที่แถบนี้จึงได้รับความเย็นเร็วกว่าฝั่งตะวันออกในช่วงบ่าย ส่งผลให้ผลองุ่นมีความสุกงอมและสดชื่นอย่างลงตัว กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของไวน์เรา

นอกจากนี้ สภาพใต้ชั้นดินบริเวณเชิงเขาตะวันตกยังมีลักษณะเป็น “ตะกอนน้ำพารูปพัด” (Alluvial Fan) ซึ่งเกิดจากสายฝนที่พัดพาตะกอนดินจากยอดเขาลงมาเป็นเวลานับล้านปี บริเวณเชิงเขาสะสมไปด้วยหินและกรวดขนาดใหญ่ ในขณะที่ดินเนื้อละเอียดถูกพัดพาไปยังแม่น้ำ ไร่องุ่นของเราตั้งอยู่บนชั้นหินกรวดดังกล่าว ทำให้การระบายน้ำและแร่ธาตุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รากขององุ่นจึงต้องชอนไชลงลึกเพื่อแสวงหาอาหาร ก่อให้เกิดผลองุ่นที่มีรสชาติเข้มข้นเป็นพิเศษ ปัจจัยทั้งหมดนี้หลอมรวมให้พื้นที่ฝั่งตะวันตกของ Oakville มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่ไม่เหมือนกับที่อื่นใด

Tatler Asia
Above ไวน์ Robert Mondavi Winery รุ่นพิเศษ Cabernet Sauvignon Napa Valley 2023 ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี (Photo: Robert Mondavi Winery)

ขอถามถึงไวน์รุ่นพิเศษในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี เป็นการเบลนด์องุ่นจากสองไร่คือ To Kalon และ Wappo Hill อะไรคือแนวคิดสำคัญในการผสมผสานครั้งนี้

เมื่อเรารังสรรค์ไวน์รุ่นพิเศษเพื่อฉลองโรงบ่มไวน์ที่กลับมาเปิดอีกครั้งพร้อมวาระครบรอบ 60 ปี เราจึงอยากให้ไวน์ฉลากนี้สะท้อนเรื่องราวในอดีตไปพร้อมกับทิศทางสู่อนาคต ไร่ To Kalon เป็นที่ตั้งของโรงบ่มไวน์และเป็นผืนดินที่คุณโรเบิร์ตตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ ส่วน Wappo Hill ในเขต Stags Leap District ซึ่งมีพื้นที่ราว 300 เอเคอร์ (ประมาณ 759 ไร่) เป็นสถานที่ที่ท่านสร้างบ้านพัก และเป็นพื้นที่ที่ลูกๆ ทั้งสองของท่านอาศัยอยู่

ทั้งสองแห่งถือเป็นผืนไร่อันทรงคุณค่าและมีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา ไวน์ฉลากนี้จึงรังสรรค์ขึ้นจากพันธุ์องุ่น Cabernet Sauvignon 100 เปอร์เซ็นต์ ในสัดส่วนอย่างละครึ่งระหว่าง To Kalon และ Wappo Hill ซึ่งการนำองุ่นจากสองไร่นี้มารวมกันโดยเฉพาะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา จึงนับเป็นไวน์คอลเล็กชั่นใหม่ที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งครับ อีกทั้งวินเทจปี 2023 เป็นหนึ่งในรอบปีที่ยาวนานและมีอากาศเย็นที่สุดในรอบ 20 ถึง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลองุ่นสามารถอยู่บนต้นได้นานขึ้นและค่อยๆ สุกงอม โดยไม่ถูกเร่งด้วยความร้อนหรือสายฝน ทำให้ได้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ ทั้งความสดชื่น ค่ากรดที่ลงตัว ความเข้มข้นของผลไม้ และแทนนินที่สุกงอมอย่างงดงาม ผมจึงตื่นเต้นกับวินเทจปี 2023 นี้เป็นพิเศษ

โดยไวน์คอลเล็กชั่นพิเศษนี้มีจำนวนการผลิตรวมเพียง 3,000 ลังทั่วโลก ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ เราได้รับแรงบันดาลใจจากฉลาก Cabernet Sauvignon ดั้งเดิมในปี 1966 โดยนำภาพวาดสถาปัตยกรรมอาคารใหม่หลังการปรับปรุงมาถ่ายทอดลงบนฉลาก พร้อมทั้งเลือกใช้ขวดแก้วและจุกคอร์กรูปทรงดั้งเดิม เพื่อสะท้อนเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาครับ

Natthawut Saengchuwong
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia

ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Tatler Thailand และ Tatler GMT ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เขาเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร GQ Thailand มาก่อน นอกเวลาการทำงานบริหาร เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการสะสมและฟังแผ่นเสียง การตกแต่งบ้านและการดูแลสวนอันเงียบสงบของเขา